
ปลุกผีเหมืองแร่โปแตชอาเซียนต้องเคลียร์ปมผลกระทบชุมชน
ปลุกผีเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ต้องเคลียร์ปมผลกระทบชุมชน : สุทธิพงษ์ เสษฐรังสีรายงาน
ภายหลังจากที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เตรียมจะเดินหน้าโครงการ "เหมืองแร่อาเซียน" ที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ โดยมอบหมายให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม ไปดำเนินการ โดยพร้อมเดินหน้าหาคนมาร่วมทุนสานต่อโครงการนี้ หลังจากปล่อยเงียบและทิ้งร้างมานานกว่า 20 ปี เนื่องเพราะไม่มีงบประมาณ
โครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียนนี้ จะมีการขุดเจาะนำโพแทชขึ้นมาจากใต้ดินในพื้นที่ไม่น้อย 96,000 ไร่ ระยะความลึกเฉลี่ยลงไปใต้ดินอยู่ที่ 300 เมตร และใช้พื้นที่หน้างานโครงการขุดเจาะครอบคลุมพื้นที่ใน อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงในพื้นที่ 3 ตำบล 10 หมู่บ้าน ที่ ต.บ้านตาล 4 หมู่บ้าน ต.หัวทะเล 5 หมู่บ้าน และ ต.บ้านเพชรอีก 1 หมู่บ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อเรียกร้องเงื่อนไขหวั่นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและเกรงแผ่นดินทรุด เพราะการขุดเจาะโพแทชจะต้องขุดลึกลงไปใต้ดินถึง 300 เมตรดังกล่าว
ก่อนหน้านี้โครงการดังกล่าว เคยเป็นความหวังกระตุ้นการลงทุนร่วมระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน และเคยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยหลายรัฐบาลเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยและ จ.ชัยภูมิ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเหมืองแร่โพแทชของอาเซียน โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2532 และมีการจับมือกันระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน (Asean Industrial Project) ที่ต้องการนำทรัพยากรธรรมชาติแต่ละประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
ในส่วนประเทศไทยได้มีการสำรวจพบแหล่งแร่โพแทชใหญ่ที่สุดของโลกที่ จ.ชัยภูมิ มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2516 และมีการก่อตั้งเป็นบริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด ขึ้นเมื่อปี 2534 และเปิดการลงทุนลงขันร่วมระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ต่อเนื่องมาตั้งแต่ 20 กรกฎาคม 2534 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยจะต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท
เงินลงทุนจำนวนดังกล่าว จะถูกใช้ในการสำรวจขุดเจาะเพื่อนำโพแทชมาผลิตเป็นส่วนผลิตปุ๋ยเคมีเป็นหลัก โดยคาดว่าจะได้มากกว่า 1.1 ล้านตันต่อปี และจะมีระยะเวลาในการดำเนินการทำเหมืองทั้งหมดไม่เกิน 25 ปี โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศไทยได้มากว่าปีละ 8,000 ล้านบาท และจะช่วยลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศได้อีกกว่าปีละ 7,000 ล้านบาท
ขณะที่อีกด้าน ได้แสดงความห่วงกังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ที่พอมีการวางโครงการก็มีกระแสต่อต้านของคนในพื้นที่ออกมา โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เกรงจะได้รับผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องเสียง และที่สำคัญที่สุด เกรงบ้านจะทรุด เพราะต้องขุดเจาะลงไปใต้ดินลึกมาก
นางสัมฤทธิ์ สิงห์ดี อายุ 42 ปี ชาวบ้านโคกเพชร หมู่ 8 ต.บ้านตาล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้โครงการเหมืองแร่โพแทชอาเซียนเพียง 400 เมตร ระบุว่าหากมีการก่อสร้างเหมืองขึ้นมาจะต้องได้รับผลกระทบแน่นอน เธอกังวลว่า หากมีการทำเหมืองแร่ แล้วมีการสูบเอาแร่โพแทชขึ้นมา ที่นาที่มีอยู่ก็จะต้องเค็ม ปลูกพืชอะไรไม่ได้ ขนาดที่ จ.นครราชสีมา มีการทำโรงงานเกลือ และทำนาเกลือ ชาวบ้านใกล้เคียงก็ปลูกข้าวไม่ได้เพราะน้ำเค็ม ดินเค็ม นี่ขนาดทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ เธอคงจะต้องได้รับผลกระทบแน่นอน
"ตอนนี้รัฐอ้างว่าพร้อมจะรับผิดชอบกรณีที่ชาวบ้านห่วงทั้ง 3 ด้านให้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านที่ดินทำกิน และผลกระทบด้านสุขภาพ แต่เราก็ไม่วางใจเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าเกลือมันเค็มมาก เกลืออยู่ที่ไหน ที่นั่นก็เค็ม น้ำเค็ม ดินเค็ม เดือดร้อนแน่ๆ" นางสัมฤทธิ์ กล่าว และว่า หลายครั้งที่เธอจะต้องขวัญผวา เพราะทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เวลาจะพัฒนาอุตสาหกรรมโพแทชก็จะต้องยกเหมืองแร่โพแทชแห่งนี้ขึ้นมาพูดเสมอ
ขณะที่ นายรัฐการ ด่านกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรม จ.ชัยภูมิ บอกว่า หากรัฐบาลชุดนี้คิดที่จะกลับมาฟื้นโครงการเดินหน้าขึ้นใหม่ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีในส่วนของภาคอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งหมดใน จ.ชัยภูมิ ทั้งเรื่องงบประมาณเม็ดเงินลงทุนก็จะตามเข้าจังหวัดได้มากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีทางเศรษฐกิจที่เราก็พร้อมส่งเสริม
แต่ในส่วนปัญหาที่ยังมีความไม่มั่นใจของคนในพื้นที่ ชุมชนใกล้เคียงที่อาจจะได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่เกือบทั้งจังหวัดก็เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญกว่าด้วยเช่นกัน
ปัญหาผลกระทบที่จะต้องตอบชุมชนคนชัยภูมิให้ได้ด้วยคือ การที่นำแร่ขึ้นมามากกว่า 1 ล้านตัน และจะมีปริมาณเกลืออีกมหาศาลจะเอาไปไว้ไหน และจะมีผลกระทบกับพื้นที่การเกษตรอย่างไร และกรณีการขุดเจาะมีเสียงสั่นสะเทือนจะกระทบกับวิถีชีวิตคนในชุมชนด้วยอย่างไร รวมทั้งเรื่องใหญ่ที่สุดคือใครจะรับประกันได้ว่าแผ่นดินจะยุบหรือไม่ เมื่อแร่มหาศาลที่นำออกมาจากใต้ดินนับล้านตัน
ด้าน นายสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพภาคอีสาน กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การดำเนินการของรัฐบาลนั้น จะต้องอยู่บนบรรทัดฐานของการฟังเสียงประชาชน และฟังเสียงชุมชน เพราะประชาชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบ หากจะดำเนินการอะไร โดยไม่ฟังผู้ได้รับผลกระทบคงไม่ใช่เรื่องดีนัก แม้รัฐบาลจะมีอำนาจเต็มมือก็ตาม ประกอบกับกฎหมายแร่ฉบับใหม่ที่ออกมานั้นเอื้อประโยชน์ให้นายทุนและเอื้อประโยชน์ให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีมากเกินไปในการอนุญาตทำเหมืองแร่ขนาดเล็กได้ และโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ระดับอาเซียนนี้ หากจะดำเนินการอะไรคงต้องฟังความรอบข้าง เพราะไม่เช่นนั้นประชาชนในพื้นที่คงยอมไม่ได้แน่นอน
"ไม่ใช่เฉพาะที่เหมืองแร่โปแตชอาเซียนแห่งนี้เท่านั้น ที่รัฐบาลพุ่งเป้าไปปลุกผีและรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ แม้แต่พื้นที่อื่นๆ อย่าง จ.อุดรธานี สกลนคร และขอนแก่น ก็มีกระแสข่าวว่าจะผลักดันให้เกิดขึ้น หลังจากหยุดชะงักไป ซึ่งก็มาจากกระแสคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ด้วย" สุวิทย์ กล่าว
หากรัฐบาลชุดนี้ มองว่าอำนาจเด็ดขาดอยู่ที่ตนเอง ประกอบกับมีกฎอัยการศึกอยู่แล้ว ประชาชนไม่สามารถคัดค้านหรือแสดงออกได้ คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะเมื่อภาครัฐมองผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ละทิ้งไม่สนใจผลกระทบที่เกิดกับชีวิตประชาชนที่จะตามมา นั่นไม่ใช่คำตอบของการปฏิรูปประเทศที่กำลังมุ่งมั่นกันแน่...
.......................................
(หมายเหตุ : ปลุกผีเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ต้องเคลียร์ปมผลกระทบชุมชน : สุทธิพงษ์ เสษฐรังสีรายงาน )



