ข่าว

‘บิ๊กตู่’ถก5ฝ่าย18พ.ย.ปม‘สื่อ-การเมือง’

‘บิ๊กตู่’ถก5ฝ่าย18พ.ย.ปม‘สื่อ-การเมือง’

17 พ.ย. 2557

‘บิ๊กตู่’ถก5ฝ่าย18พ.ย.ติดตามงาน หวั่น ปม ‘สื่อ-พรรคการเมือง’ เคลื่อนไหวผ่อนปรนอัยการศึก ทำงานสดุดไม่เป็นตามโรดแม็พ ‘เทพชัย’แนะส่งสัญญาณลูกน้องห้ามคุกคามสื่อ

             17พ.ย.2557 แหล่งข่าวจาก คสช.เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดเพื่อ เชิญประชุมร่วมระหว่าง คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) สภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.)และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามคำเชิญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในวันอังคาร ที่18 พ.ย. 2557 เวลา 14.30 น.ที่อาคารรับรองเกษะโกมล

             โดยการประชุมดังกล่าว เพื่อหารือและติดตามความคืบหน้ารวม ถึงปัญหาอุปสรรคของงานแต่ละสายงานเพื่อให้เป็นไปตามโรดแม็พของ คสช.ที่ได้วางไว้ โดยเฉพาะงานในส่วนของการสร้างความปรองดองเพื่อนำไปสู่การปฎิรูปประเทศของ สปช. ภายหลังที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเตรียมเคลื่อนไหวให้ยกเลิกประกาศ คสช.97 และ 103 เพราะมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนและประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ คสช.ทบทวนการใช้กฎอัยการศึก เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันในส่วนของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีการเชิญพรรคการเมืองให้เสนอความคิดเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่กลับมีการตั้งแง่โดยการขอให้ยกเลิกข้อห้ามเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

             "หัวหน้า คสช.มีความเป็นห่วงว่า 2 ประเด็นดังกล่าวจะกลายเป็นอุปสรรคในการทำงานของ รัฐบาลและคสช. จนงานสะดุด ไม่เป็นไปตามโรดแม็ปของ คสช.ที่วางไว้ หัวหน้า คสช.จึงได้กำชับไว้ว่า ทุกคนที่มีส่วนร่วมในสายงานต้องเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง "แหล่งข่าวจาก คสช.กล่าว

 

ย้ำสื่อยังใช้เสรีภาพได้ตามปกติ

            พลเอกประยุทธ์กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษครั้งที่ 2/2557 ณ ตึกสันติไมตรีถึงกรณีที่ทหารเข้าไปยังสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และสั่งให้มีการปรับเปลี่ยนผู้ดำเนินรายการว่า "ผมไม่ได้ไปสั่งปรับนะ ไม่เกี่ยวและอย่าเอามาพันกันว่าผมต้องรู้ในฐานะหัวหน้า คสช.มันไม่เกี่ยวกัน อย่าเอามาพันกันและเท่าที่ทราบคสช.เขาก็ไปพบผู้จัดรายการหรืออะไรสักอย่าง และหารือในลักษณะที่ไม่ใช่เป็นการข่มขู่ เท่าที่ทราบทางสถานีเขาก็มีการปรับเป็นการภายในเอง ทางทหารยังไม่รู้จักเลยว่าใคร พิธีกรเป็นใคร จะไปไล่คนโน้น คนนี้ออกได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ต้องเคารพกติกากันบ้าง ถ้าคุณถามคำถามผมแล้วผมตอบก็โอเค แต่ถ้าคุณไปประชุมโดยมีคนจำนวนมาก แล้วไปตั้งคำถามให้คนเหล่านั้นมาด่าผม ด่ารัฐบาล หรือด่า คสช.มันถูกหรือไม่ และทำได้ไหมล่ะ ในเมื่อวันนี้ประเทศมีปัญหาหลายๆ ด้าน แต่ละกลุ่ม แต่ละพวกและการที่ผมเข้ามาก็เพื่อให้ทำงานกันได้ และผมเข้ามาอยู่ตรงนี้เมื่อจะปฏิรูปกันอย่างไรก็ไปพูดคุยกันมา ผมก็จะอำนวยความสะดวกในการปฏิรูปให้ท่านไปสู่กฎหมาย ไปสู่รัฐธรรมนูญและการปฏิรูป แล้วอยู่ดีๆ ท่านมาด่าผมในสิ่งที่มันเกิดมาก่อนหน้านี้ ผมรับไม่ได้"

              ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าเสรีภาพของสื่อในการทำหน้าที่ยังคงเป็นปกติใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า "เป็นปกติทุกอย่าง แต่ผมขอและต้องเห็นใจผมบ้าง ผมเข้ามาทำงานเยอะ ตอนนี้ก็ 5 เดือน คสช.ไม่ได้ทวงบุญคุณแต่เข้ามารื้อเยอะมาก ที่ผ่านมาก็มีแผนปฏิรูปมาหลายรัฐบาล แต่ทำไม่ได้ ผมเข้ามาก็อยากให้มันทำได้ ซึ่งวันนี้ก็เริ่มทำได้แล้ว แต่แทนที่จะไปแก้ในสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ ดันมาด่าผม ด่า คสช. ด่ารัฐบาลมันไม่ใช่ ไปถามชาวบ้านว่าอย่างนี้พอใจหรือไม่พอใจ ผมอยากถามว่าที่ผมทำทุกอย่าง ทำเพื่อใคร ทำให้กับพวกผมอย่างนั้นหรือ ผมทำให้พวกท่านทั้งนั้น ทำให้ประชาชนซึ่งเขาจะได้รับประโยชน์ก็ขอให้ช่วยกันหน่อยเถอะ"

              เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่ได้มีการสั่งการให้ทหารยศพันเอก ชื่อย่อ ส. เข้าไปดำเนินการใช่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มีการสั่งการ ตนเช็คแล้ว ไม่มีเรื่องนี้ ตนบอกเลย ใครที่ทำผิดกติกาเขามีทหารเข้าไปคุยทั้งหมดทุกที่

              เมื่อถามว่า ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการร่างรัฐธรรมนูญ คสช.จะมีการเชิญผู้บริหารสื่อมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีการนัดหมายแล้วที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ตนจำวันที่ไม่ได้ มีการลงนามเพื่อเชิญตั้งแต่ช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ส่วนตนจะไปพบกับผู้บริหารสื่อด้วยตนเองหรือไม่นั้น คงต้องดูก่อน

 

‘เทพชัย’"แนะส่งสัญญาณลูกน้องห้ามคุกคามสื่อ

              ที่อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ถนนสามเสน ได้มีการประชุมคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อมวลชน ครั้งที่ 2 โดยมีนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นประธาน

              นายเทพชัย กล่าวว่า  ที่ประชุมวันนี้ เห็นควรให้มีมาตราส่งเสริมปกป้องเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็นและสื่อมวลชนควรได้รับการคุ้มครอง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเนื้อหาจะไม่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 และปี 2550 นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือกรณีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสถูกนายทหารกลุ่มหนึ่งกดดันให้เปลี่ยนตัวผู้ดำเนินรายการ “เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป” ด้วยความห่วงใย โดยเห็นว่าเป็นการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายคุกคามสื่อมวลชน แม้จะมีการส่งนายทหารเข้าพบสื่อมวลชนและใช้ภาษาสุภาพ แต่วิธีสื่อสารและเนื้อหาที่พูดคุยส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการปฏิรูป

              "จึงอยากเห็นความชัดเจนจากพลเอกประยุทธ์ควรสื่อสารกับสังคมเพื่อส่งสัญญาณไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาให้ชัดเจนว่าถึงจุดยืนของพลเอกประยุทธ์ว่า กรณีดังกล่าวไม่ควรมีการปิดกั้นสื่อมวลชน และไม่ควรให้เกิดเหตุการณ์ที่มีนายทหารไปอ้างคำสั่งว่าผู้บังคับบัญชาสั่งการ เพราะไม่ทราบว่ากรณีดังกล่าวเป็นการอ้างคำสั่งของผู้บังคับบัญชาจริงหรือไม่ อีกทั้ง อยากเห็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผลักดันให้การปฏิรูปเกิดการมีส่วนร่วมมากที่สุด"นายเทพชัย กล่าว

              นายเทพชัย กล่าวอีกว่า การประชุมวันนี้เป็นการแสดงความห่วงใยเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นออกแถลงการณ์ แต่จะสื่อไปทางรัฐบาล คสช.ให้เห็นว่าสื่อมวลชนมีส่วนสร้างบรรยากาศการปฏิรูป นอกจากนี้ เสรีภาพของสังคมก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องแสดงความคิดเห็นต่อการปฏิรูปได้

              ส่วนข้อเรียกร้องเคลื่อนไหวกดดันให้ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และฉบับที่ 103 ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายเทพชัย กล่าวว่า ขณะนี้สังคมยังมีความหวาดระแวงอยู่ ดังนั้น คสช.จะต้องพิจารณาประกาศฉบับดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่พร้อมจะช่วยการปฏิรูปให้เดินหน้าไปได้ สำหรับกรณีพลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก จะเชิญสื่อมวลชนหารือเพื่อขอความร่วมมือนั้นพร้อมยินดีให้ความร่วมมือ ถ้าเป็นเวทีการทำความเข้าใจหรือ แลกเปลี่ยนความเห็นแต่จะต้องเป็นการพูดคุยบนพื้นฐานความเข้าใจไม่ทำให้เกิดการตีความว่าแทรกแซงสื่อมวลชน

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมมีการหารือถึงข้อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)เพื่อเตรียมยกร่างรัฐธรรมนูญในกรอบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ซึ่งมีในที่ประชุมได้มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้าง ทั้งนี้เสียงส่วนใหญ่เสนอให้ยึดโครงสร้างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในมาตรา 45 ,46  และในที่ประชุมยังได้มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็น ให้มีการตัดหรือยกเลิก มาตร 48 ที่บัญญัติว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน... เนื่องจากเห็นว่า มาตราดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ตรวจสอบได้ยาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนจำนวนมาก ดังนั้นจึงควรตัดออกจากหมวดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเห็นว่าไปใส่กฎหมายว่าการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ส.ส. และส.ว. แทน เปิดช่องให้พรรคการเมือง หรือนักการเมืองสามารถเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนในกิจการพรรคเมืองได้ โดยให้ถือว่าค่าใช้จ่ายในกิจการสื่อมวลชนของพรรคการเมือง หรือนักการเมืองนั้น เป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และส.ว.

‘เทียนฉาย’พร้อมนำปธ.กมธ.ปฏิรูป18คณะพบ

              นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้สัมภาษณ์ว่าในวันที่ 18 พ.ย. จะมีการหารือร่วมกัน 5 ฝ่ายเป็นครั้งแรก ได้แก่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), คณะรัฐมนตรี (ครม.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) , กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ, และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สปช.) โดยในส่วนสปช. นั้นตนพร้อมด้วยประธานกรรมาธิการปฏิรูป 18 คณะจะเข้าร่วมหารือ ซึ่งตนมีประเด็นที่จะนำไปหารือในที่ประชุมดังกล่าวแต่ไม่ขอเปิดเผย

              ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายคาดว่าจะมีการหารือเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึกหรือกฎหมายความมั่นคงเพื่อสร้างบรรยากาศการรับฟังความเห็นเรื่องปฏิรูปของประชาชนนั้น ตนขอชี้แจงว่าการทำงานของ สปช.,สนช., กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ, คสช. และ ครม. มีภาระหน้าที่ที่ต้องเดินไปข้างหน้าตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนประเด็นของกฎอัยการศึกนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นการเดินหน้าปฏิรูป หรือการรับฟังความเห็น และการมีส่วนร่วมไม่มีความขัดแย้งกับกฎอัยการศึก สำหรับข้อเสนอของประชาชนนั้น ตนมองว่าสามารถให้ความเห็นได้โดยไม่มีกรอบ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย

              เมื่อถามถึงประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานรับฟังความเห็นประชาชน นายเทียนฉาย กล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นปัญหาที่ชัดเจน แต่หากมีปัญหาสามารถแก้ไขเป็นรายวันได้ โดยหลักการใหญ่ๆ นั้นนับตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. ถือว่าราบรื่นดีมาก


สปช.เปิด9ช่องทางรับฟังความเห็น

              ทั้งนี้นายเทียนฉาย เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อเปิดรับข้อเสนอและรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชนในการปฏิรูปประเทศ เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนสามารถเข้ามายื่นเรื่องได้ด้วยตนเอง

              นางทัศนา บุญทอง รองประธานสปช. คนที่สอง กล่าวรายงานว่า ศูนย์แห่งนี้จะรวบรวมสรุปประเด็นการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการวิสามัญการมีส่วนร่วมของประชาชน มาจาก 9 ช่องทาง 1.มายังรัฐสภา 2.คอลเซ็นเตอร์ 1743 3.โทรศัพท์ 02-244-1881 4.ตู้ปณ. 999 อาคารัฐสภาม 5.ศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ 6.อีเมลแอดเดรส [email protected] 7.ไลน์ ไอดี nrc57public 8.เฟซบุ๊ค ชื่อศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ และ 9.รายการทันสถานการณ์ กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา FM 87.5 MHZ และ AM 1071 KMZ ออกอากาศทุกวันเวลา 07.30-08.00 น.

              นายเทียนฉาย กล่าวว่า เป็นภารกิจเร่งด่วนเพื่อนำความเห็นส่งต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งการปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น และเสนอแนะ เพราะหนึ่งเสียงของประชาชนมีความหมายมากกว่าสปช.ทั้ง 250 คน เพื่อใช้ประกอบให้เห็นภาพของประเทศไทยในอนาคต จึงขอให้คำขวัญกับศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติว่า "ร่วมคิด สร้างไทย ร่วมใจ สร้างอนาคต"

              นายเทียนฉาย กล่าวด้วยว่า ศูนย์นี้จะเปิดทุกฝโหมด ทุกช่องทางเพื่อสื่อสารไปยังประชาชนทุกกลุ่มเพื่อแสดงความเห็นมาให้สปช.วิเคราะห์ได้ทันที ศูนย์นี้จะตอบทุกเรื่องที่ตอบได้ และหากมีชื่อที่อยู่ของประชาชนก็จะตอบว่าเรื่องที่ส่งมาอยู่ในขั้นตอนใดแล้ว หรือประชาชนที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปก็จะถูกส่งไปยังกรรมาธิการ 18 คณะพิจารณา ส่วนเรื่องร้องทุกข์ก็จะส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

              "เราไม่มีกรอบ ไม่มีธงว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับใคร และเรื่องอะไร เรื่องที่ส่งมาจะไม่หายไปกับกระแสลม และไม่ทำให้เสียของ"นายเทียนฉาย กล่าว

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ สปช.จังหวัดเชียงราย เป็นคนเเรกได้มาหนังสือ เรื่อง ข้อเสนอเบื้องต้นเพื่อขจัดปัญหาอุปสรรคการมีส่วนร่วมของประชาชนส่วนใหญ่ในการปฏิรูป เพื่อนำส่งไปยังสปช.ต่อไป