ข่าว

'ศาลเตี้ย'ดาบ2คม'ก.ม.เท่าเทียมเพศ'

'ศาลเตี้ย'ดาบ2คม'ก.ม.เท่าเทียมเพศ'

17 พ.ย. 2557

'ศาลเตี้ย'ดาบ2คม 'ก.ม.เท่าเทียมเพศ' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

               หลังจากใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี เพื่อสร้างกระแสระดมส่งเสริมให้สังคมไทยเรียนรู้คำว่า "เสมอภาคทางเพศ" ในที่สุด 13 พฤศจิกายน 2557 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้พิจารณาร่าง "พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ...." ผลลงคะแนนเสียงปรากฏว่ามีผู้ลงมติเห็นด้วย 184 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง จากนั้นให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ 17 คน
 
               โดยหลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือการสร้างมาตรการป้องกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ 
 
               หากมองดูภาพรวมจากชื่อ และหลักการของกฎหมายข้างต้น เหมือนจะส่งเสริมเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมในสังคมไทย แต่ "สุวรรณี สิริเวชชะพันธ์" หนึ่งในสมาชิก สนช. ผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านวิชาการ สมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทยฯ ลุกขึ้นท้วงติงว่าร่าง พ.ร.บ.นี้มีปัญหาหลายข้อ อยากให้ชะลอการพิจารณาเอาไว้ก่อน โดยเฉพาะ "คำนิยาม" ในมาตรา 3 ยังมีปัญหาและขัดกับ "อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ" ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี ยิ่งไปกว่านั้นปัญหานี้เป็นปัญหาระดับชาติ ผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.ควรเป็นระดับนายกรัฐมนตรีไม่ใช่แค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
 
               การทักท้วงครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มจับตามองว่า "ก.ม.เท่าเทียมทางเพศ"  มีอะไรแอบแฝงซ่อนเงื่อน !?!
 
               ย้อนอดีตไปปี 2548 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกลุ่มแกนนำเอ็นจีโอด้านสิทธิสตรี พยายามจัดทำ "ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมโอกาสและความเท่าเทียมระหว่างเพศ" โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2550 และส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแก้ไขก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น "ร่าง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ..." หรือเรียกสั้นๆ ว่า "ร่างฉบับ พม."
 
               ช่วงนั้นกลุ่มทำงานด้านสิทธิผู้หญิงเริ่มมองว่าเนื้อหาในร่างของ พม. มีช่องโหว่ในการปล่อยให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจมากเกินไป และไม่มีหลักการสากลอ้างอิง จึงพยายามล่ารายชื่อ เพื่อเสนอร่างใหม่หรือเรียกกันว่า "ร่างฉบับประชาชน" โดยวันที่ 31 ตุลาคม 2555 สามารถรวมรายชื่อ 1.5 หมื่นรายชื่อ เพื่อเสนอร่างในชื่อออริจินอลดั้งเดิมต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือ "ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ พ.ศ. ..." นับเป็นชัยชนะก้าวแรกของพลังผู้หญิงไทย กระแสสังคมให้ความสนับสนุนพอสมควร แต่หลังจากสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบเมื่อ 9 ธันวาคม 2557 และร่างกฎหมายนี้เป็นอันตกไป
 
               "ดร.สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล" ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย มีภาคีสมาชิกเป็นองค์กรสตรีและองค์กรพัฒนาภาคประชาสังคมกว่า 80 องค์กรทั่วประเทศไทย ยอมรับว่า "ร่างฉบับ พม." ที่ผ่านการลงมติจาก สนช.นั้น เป็นเสมือนดาบ 2 คม มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ข้อเสียนั้นน่ากลัวมาก เพราะอาจหันมาทิ่มแทงผู้ใช้เสียเอง...
 
               สำหรับข้อดีนั้น ดร.สุธาดา ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ปัจจุบัน กฎหมายหลายข้อของไทยยังเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายชายมากกว่าผู้หญิง เช่น ชายกระทำชำเราแก่ภรรยาเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีไม่ผิด แม้เด็กที่เป็นภรรยาจะไม่ยินยอม หรือบางบริษัทกีดกันไม่ให้ผู้หญิงได้เลื่อนตำแหน่งทำงานในระดับสูง ก็จะโดนฟ้องร้องได้ หรือแม้กระทั่งการลาบวช จากนี้ไปผู้หญิงอาจลาไปปฏิบัติธรรมได้ 3 เดือน เท่ากับผู้ชายสามารถลาบวช
 
               "กฎหมายนี้ไม่ได้เอื้อเฉพาะผู้หญิง เพราะผู้ชายเองอาจใช้อ้างเพื่อลาไปเลี้ยงลูกที่เพิ่งคลอดได้เช่นกัน เหมือนผู้หญิงลาคลอดได้ 90 วัน แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ลาไปช่วยเลี้ยงลูกจริงๆ เพราะที่ต่างประเทศผู้ชายใช้สิทธิวันลาในลักษณะนี้ได้เท่ากับผู้หญิง หรือการประกวดนางงาม นางสาวไทยเวทีต่างๆ ผู้ชายแปลงเพศแล้วอาจมีสิทธิขึ้นประกวดได้เช่นกัน หากคุณสมบัติครบถ้วนตามกติกากำหนด"
 
               ส่วนข้อเสียนั้น ตัวแทนกลุ่มสิทธิหญิงข้างต้นวิเคราะห์ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีช่องโหว่ใหญ่ๆ อย่างน้อย 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่ ข้อ 1  เริ่มจากมาตรา 3 หรือนิยามที่ระบุว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” นั้นห้ามทำ ยกเว้นมีเหตุผลทาง วิชาการ ศาสนา หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งทำให้เห็นเลยว่าถ้าใครอ้าง ศาสนาหรือประโยชน์สาธารณะขึ้นมา ก็สามารถกีดกันเพศอื่นได้ทันที ถือเป็นกฎหมายที่การตัดสินขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกลุ่มคนไม่กี่คนเท่านั้น ขณะที่อนุสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศห้ามยกเรื่องเหล่านี้มาเป็นข้ออ้าง
 
               ข้อ 2 ไม่มีการอ้างอิงรัฐธรรมนูญหรือหลักสากลใดๆ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่จะอ้างหลักการตาม "อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ" หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า อนุสัญญาซีดอร์ (Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women : CEDAW) 

               ข้อ 3 การให้ "คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ" หรือ "คณะกรรมการ วลพ." ประกอบด้วยกลุ่มคน 5-10 คน ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ ด้านสิทธิมนุษยชน, เพศ, นิติศาสตร์, สังคมศาสตร์ และด้านจิตวิทยา มาตัดสินคดีที่รับร้องเรียนนั้น อาจทำให้กลายเป็น "ศาลเตี้ย" ได้ วิธีที่ถูกต้องควรส่งให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน แม้ว่าจะไม่ได้ตัดสิทธิให้ส่งฟ้องศาลอื่นก็ตาม
 
               ข้อ 4 บทลงโทษที่น้อยไป เพราะกำหนดไว้สูงสุดแค่ จำคุก 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท ขณะที่ร่างฉบับประชาชนนั้น กำหนดบทลงโทษได้ 3 ระดับ โดยโทษสูงสุดจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท
 
               ดร.สุธาดา แสดงความเห็นส่วนตัวว่า "ก.ม.ฉบับนี้ไม่มีจะดีกว่า เพราะที่ผ่านมาก็ไปฟ้องกรรมการสิทธิฯ หรือผู้ตรวจการแผ่นดินได้อยู่แล้ว พิจารณาให้ดีจะเห็นว่าร่างกฎหมายนี้ไม่มีหลักการอ้างอิง ไม่มีบรรทัดฐานอะไรเลย  แทนที่จะส่งเสริมความเท่าเทียม กลายเป็นว่าหาเรื่องทำโทษคาดโทษผู้ทำผิดมากกว่า เนื้อหาที่ถูกต้องควรเน้นการส่งเสริมความเท่าเทียม เช่น กำหนดให้ทุกบริษัทปรับตำแหน่งผู้บริหารให้มีผู้หญิงอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ หรือส่งเสริมความเสมอภาคในกลุ่มต่างๆ ทั้งผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ หรือ คนต่างศาสนา"
 
               ขณะที่ "นัยนา สุภาพึ่ง" ผอ.มูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวยอมรับว่า แม้ร่างฉบับพม.จะไม่ได้ถูกใจเท่าฉบับประชาชน แต่พวกเราต้องอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตให้ได้
 
               "หมายความว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่ได้ปกครองด้วยระบอบการประชาธิปไตย มี สนช.มาพิจารณาร่างกฎหมายแบบนี้ พวกเราก็ต้องผนึกกำลังสู้ บอกให้เขารู้ว่าไม่เห็นด้วยข้อไหน เพราะอะไรถึงไม่เห็นด้วย ถ้าไม่ได้ออกแรงช่วยกันเต็มที่ ก็จะไม่มีใครช่วยกันเอา 3 คำนี้ออกจากนิยามได้ วิชาการ ศาสนา หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ 3 คำนี้ต้องไม่มี พวกเรายังมีโอกาสในขั้นตอนแปรญัตติและลงมติ รวมถึงต้องมีการพูดถึงกองทุนเยียวยาให้ชัดเจนด้วยว่า หากมีผู้เสียหายจะมีเงินตรงไหนมาชดเชยให้" นัยนา กล่าวทิ้งท้าย

มาตรา3

“การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” หมายความว่า การกระทำหรือไม่กระทำการใดอันเป็นการแบ่งแยก การกีดกัน หรือการจำกัดสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยปราศจากความชอบธรรม เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุผลทาง วิชาการ ทางศาสนา หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ

.........................................

(หมายเหตุ : 'ศาลเตี้ย'ดาบ2คม 'ก.ม.เท่าเทียมเพศ' :   ทีมข่าวรายงานพิเศษ)