
วินธัยวอนสื่อเห็นใจอย่ามองคสช.ในแง่ร้าย
16 พ.ย. 2557
"วินธัย" วอนสื่อเห็นใจอย่ามองคสช.ในแง่ร้ายเชื่อยังพูดคุยกันได้ ย้ำคสช.ไม่จำเป็นต้องงัดกฏหมายออกมาขู่
วันที่ 16 พ.ย.57 พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษกกองทัพบกและทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่ทหารไปกดดันสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ให้ยุติรายการเสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทย ว่า เรื่องนี้ คสช.พยายามดูแลทุกส่วนให้เกิดความเรียบร้อย ซึ่งอะไรที่สุ่มเสี่ยงให้เกิดความสับสนขัดแย้ง คสช.ก็จำเป็นต้องใช้การพูดคุยปรึกษากันทำความเข้าใจในลักษณะการเข้าไปขอร้องกันไม่ใช่การสั่งหรือบังคับอย่างที่ไปขยายความกัน
“ ขอให้มองที่เจตนาของ คสช.ว่าทุกสิ่งที่คสช.ขอความร่วมมือ เพราะจำเป็นต้องดูแลบรรยากาศและความรู้สึกของทั้งสังคม เพื่อให้บ้านเมืองได้เดินหน้าไปตามแผนและเป้าประสงค์ส่วนรวมร่วมกัน ”พ.อ.วินธัย กล่าว
พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา คสช.เคารพในการทำหน้าที่ของสื่อและเชื่อมั่นว่าสื่อมีเจตนาดีต่อบ้านเมืองแต่ด้วยมุมมองที่อาจแตกต่างกันบ้าง เนื่องจากสถานะและหน้าที่ต่างกัน และในช่วงสถานการณ์พิเศษที่มีความละเอียดอ่อนอยู่ในขณะนี้ จึงมักมีการปรึกษาแลกเปลี่ยนความเข้าใจกันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งบางครั้งก็ทำหนังสือหรืออาจโทรศัพท์พูดคุย หรือไม่ก็เข้าไปขอคำปรึกษากันอย่างกรณีล่าสุด และปัจจุบันการพูดคุยก็ไม่ได้ใช้ข้อกฎหมาย หรือประกาศคำสั่งเสมอไป ยืนยันใช้วิธีการขอคำปรึกษาและขอความร่วมมือเป็นหลัก โดยหยิบยกประเด็นมุมมองที่แตกต่างมาอธิบายกันอย่างมีเหตุมีผล จนเกิดความเข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง ไม่ได้ใช้มิติในด้านกฎหมายไปบังคับแต่อย่างใด
“ ขอให้เห็นใจ คสช.เพราะไม่อยากให้ขยายผลกันไปในเชิงว่า มีความขัดแย้งระหว่างสื่อกับคสช.ยืนยันว่าให้เกียรติทุกคน และทำงานร่วมกับสื่อในฐานะคนครอบครัวเดียวกันมาตลอด ส่วนกรณีความกังวลของสมาคมสื่อฯก็น่าจะมีการทำความเข้าใจกันได้เช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีข้อกังวลใดๆ ก็สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นจนเข้าใจกันได้ ไม่น่ามีปัญหา ” พ.อ.วินธัย กล่าว
ขณะที่ แหล่งข่าวจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้ทางคณะกรรมการติดตามการเผยแพร่ข่าวสารสาธารณะที่มีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะรองหัวหน้าคสช. เป็นประธานฯ จะมีการโทรศัพท์เพื่อนัดเชิญตัวแทนบรรณาธิการสื่อทั้งวิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ที่ยังไม่ได้เดินทางมาร่วมพูดคุยกับคณะกรรมการฯในครั้งแรกมาทำความเข้าใจในการนำเสนอข่าวสารเป็นครั้งที่สอง เพื่อต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปด้วยความเรียบร้อย เนื่องจากคสช.เห็นว่าสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง พร้อมกับยืนยันว่าทางคสช.ไม่ได้คุกคามเสรีภาพของสื่อมวลชนแต่อย่างใดโดยมีพล.ท.สุชาติ ผ่องพุฒิ เจ้ากรมกิจการทหารสื่อสาร ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการฯ เป็นหัวหน้าทีมในการพูดคุย ที่สโมสรนายทหารสัญญาบัตร กรมการทหารสื่อสาร
"รองโฆษกรบ."ยันไม่ได้ปิดกันสื่อ “รัฐบาล-คสช.” ให้เกียรติ และไม่ก้าวก่ายเสนอข้อเท็จจริงต่อปชช.
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาล และ คสช. ยุติการแทรกแซง-คุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนว่า เรื่องนี้รัฐบาลมีโนบายสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิรูปประเทศไทย และรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนบนพื้นฐานของการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เรื่องที่เกิดขึ้นทาง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับทราบในรายละเอียดแล้ว ว่าทาง คสช.ไม่ได้เข้าไปกดดันให้มีการยุติรายการเสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทย ทางไทยพีบีเอส เป็นเพียงผู้ดำเนินรายการมีทัศนะคติไม่เข้าใจบางอย่าง เวลาทำรายการและนำเสนอก็ทำให้สังคมส่วนหนึ่งเกิดความไม่สบายใจ และอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ทาง คสช.จึงได้เดินทางไปพูดคุยกับผู้บริหารของไทยพีบีเอส ซึ่งการพูดคุยก็เป็นไปแบบให้เกียรติซึ่งกันและกันไม่ได้ไปแสดงอำนาบาดใหญ่หรือไปสั่งการให้ยุติรายการเสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทยแต่อย่างใด เพียงแต่อยากให้มีการนำเสนอให้เหมาะสม เราไม่อยากให้มีการตั้งประเด็น หรือ ตั้งกระทู้ ถึงความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา และมีการเชิญภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมแสดงความคิดเห็น บางครั้งจะทำให้เกิดการขยายความขัดแย้ง ปัญหาก็จะไม่จบ โดยเฉพาะการทิ้งปมประเด็นปัญหาเอาไว้ ทั้งนี้ยอมรับว่าสื่อมวลนมีอิทธิพลต่อทัศนะคติและความเชื่อของสังคม ซึ่งตรงนี้รัฐบาลและ คสช. มีความเป็นห่วง บางครั้งมันอาจจะไปทำให้ความรู้สึกของคนไปเชื่อแบบนั้น และอาจจะนำไปขยายความขัดแย้งขึ้นมาอีก
“ทางเจ้าหน้าที่ คสช.ไปพูดคุยแบบให้เกียรติซึ่งกันและกัน และทางผู้บริหารของไทยพีบีเอส ก็เข้าใจกับการพูดคุยในครั้งนั้น พร้อมทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างเจ้าหน้าที่ คสช. กับผู้บริหารของไทยพีบีเอส ที่ผ่านมามีการพูดคุยทำความเข้าใจกับทุกสถานีโทรทัศน์มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกฝ่าย ก็เข้าใจถึงความจำเป็นของทาง คสช.มาโดยตลอด เข้าใจถึงความร่วมมือมาโดยตลอด แต่ คสช.พยายามเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาของประเทศร่วมกันจากทุกฝ่าย ทั้งนี้ยืนยันว่า รัฐบาล และ คสช.ให้เกียรติกันอยู่แล้ว และไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย สื่อมวลชนสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้เป็นปกติ แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้สื่อมวลชนเข้าใจ รัฐบาล และ คสช. เหมือนกัน เพราะว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ตอนนี้ทุกคนรู้ว่ามีความพยายามที่จะทำให้มีความรู้สึกขัดแย้ง และรู้สึกไม่ดีต่อกันในสังคมให้เกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ดังนั้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทางสื่อมวลชนก็จะต้องระมัดระวังด้วยเหมือนกัน ที่จะไม่ส่งเสริมให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ง หรือต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับซึ่งกันและกันเหมือนในอดีตขึ้นมาอีก” พล.ต.สรรเสริญ ระบุ
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาระหน้าที่ของรัฐบาล และ คสช.รับประกันต่อสังคมไว้ว่าเราจะพยายามลดความขัดแย้ง และเชิญฝ่ายต่างๆ ที่มีความรู้ ความสามารถ เชิญทุกๆ ฝ่าย และทุกๆ ความคิดเข้ามาที่จะกำหนดแนวทางของการปฏิรูปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ในอดีต ดังนั้นเมื่อภาระเป็นแบบนี้เราก็จำเป็นจะต้องระมัดระวังในทุกๆ เรื่อง และมีความห่วงใยในทุกๆ เรื่อง ขณะเดียวกันมีกฎอัยการศึกอยู่ ในฐานะที่รัฐบาล และ คสช. รับประกันกับสังคมว่าจะหาทางยุติความขัดแย้ง ซ่อมแซมความรักความสามัคคีของคนไทยในอดีตที่เคยมีต่อกันมีบุบสลายไปให้กลับคืนมา ฉะนั้นสื่อมวลชนจะต้องเคารพกฎหมาย และกฎกติกาที่มีอยู่ในขณะนี้ด้วยเหมือนกันรัฐบาลขอบคุณสื่อมวลชนส่วนใหญ่ที่เข้าใจบทบาทหน้าที่ซึ่งกันและกันถึงความจำเป็นของรัฐบาล และ คสช. ดังนั้นเมื่อทุกฝ่ายเห็นว่าประโยชน์ของบ้านเมือง หรือความอยู่รอดของบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญ เราสามารถพูดคุยทำความเข้าใจกันได้ เพื่อที่จะลดความสุ่มเสี่ยงไม่ให้มีการนำประเด็นที่มีความขัดแย้งไปขยายผล และที่สำคัญหากย้อนกลับไปดูผลสำรวจโพลล์ต่างๆ จะพบว่า คนส่วนใหญ่ให้ความเข้าใจรัฐบาล และ คสช. ที่จะสามารถลดปัญหาความขัดแย้ง และมีความสงบเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่งจริง และทุกคนคาดหวังว่าในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
“ต้องชื่นชมประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ให้สติกับสังคมไว้ว่า ไม่ควรที่จะกล้าอย่าไรเหตุผล หรือ กล้าอย่าบ้าบิ่น จะต้องมีความชัดเจนในหลักของการทำงานในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้จะต้องมีหลักการในการทำงานอย่างไร โดยเฉพาะการยึดมั่นใน 2 เรื่องควบคู่กันไป ทั้งเสรีภาพ และความอยู่รอดของบ้านเมือง ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ก็ได้ติดตามข้อมูลข่าวสาร และนโยบายก็ชัดเจนคือให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ได้ไปกำหนดหรือชี้นำอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่มีความเป็นห่วงเพราะบ้านเมืองยังไม่ปกติ 100 เปอร์เซ็นต์” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว



