
สมาคมสื่อขอ'บิ๊กตู่'แสดงจุดยืน
15 พ.ย. 2557
สมาคมสื่อขอ 'บิ๊กตู่' แสดงจุดยืน จี้หาตัวคนคุกคามสื่อ จ่อยื่นยกเลิกประกาศ คสช. 97 และ 103 ทบทวนใช้กฎอัยการศึก ขณะที่ 'ไทยพีบีเอส' เดินหน้าผลิตรายการ
15 พ.ย. 57 สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) ออกแถลงการณ์กรณีทหารแทรกแซงการทำงานของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เห็นว่าการใช้อำนาจของนายทหารกลุ่มดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของสื่อสารมวลชนและละเมิดสิทธิ์ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น สนส.และ องค์กรต่างๆ จึงขอเรียกร้อง ประการแรก ขอให้เจ้าหน้าที่ทหารยุติการอ้างกฎอัยการศึกเพื่อกระทำการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน โดยให้สื่อมวลชนสามารถเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเสรีตามมาตรฐานวิชาชีพเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างอิสระ
ประการที่สอง ขอให้ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสและองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชนแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมในการปกป้องเสรีภาพของสื่อมวลชนและสิทธิ์การรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และประการที่สาม ให้สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เป็นสื่อสารมวลชนสาธารณะที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพลเมืองในฐานะเจ้าของประเทศในการร่วมกำหนดวิถีชีวิตที่จะอยู่ร่วมกันของสังคมไทย ลงท้ายแถลงการณ์ ประกอบด้วย สนส. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา และศูนย์ข้อมูลชุมชน
สมาคมสื่อจี้เลิกประกาศ คสช.97-103
ขณะที่ นายมานพ ทิพย์โอสถ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ และโฆษกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องรัฐบาลทบทวนท่าทีที่แสดงออกต่อสื่อมวลชน ที่มีการคุกคามแทรกแซงสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในทุกรูปแบบ เพราะประเทศอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อนำสังคมไปสู่ความสมานฉันท์ปรองดอง การแทรกแซงสื่อของฝ่ายความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสอันดีที่จะทำให้เกิดบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่แตกต่างของสังคมที่มีความหลากหลาย เพราะแม้จะมีความเห็นต่าง แต่ก็เป็นความเห็นที่รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงต้องรับฟัง
"กรณีของ น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้ดำเนินรายการ และบรรณาธิการกลุ่มข่าววาระทางสังคม สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ถือเป็นการคุกคามและแทรกแซงสื่ออย่างรุนแรง แม้ประเทศไทยจะอยู่ในช่วงการประกาศกฎอัยการศึก แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ก็ได้รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เคยมีอยู่แต่เดิมไว้ในมาตรา 4 จึงขอให้รัฐบาลกำชับไปยังฝ่ายความมั่นคงระมัดระวังในการใช้ดุลพินิจในการดำเนินการต่างๆ ต่อการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์" นายมานพ กล่าว และว่า แม้ฝ่ายความมั่นคงจะระบุว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งการให้นายทหารคนดังกล่าวไปดำเนินการใดๆ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
นายมานพ กล่าวอีกว่า สื่อมวลชนภาคสนามได้หารือกับเพื่อนร่วมวิชาชีพว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการเคลื่อนไหวของสื่อมวลชนทุกแขนงและองค์กรวิชาชีพ เพื่อให้มีการยกเลิกประกาศหรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยเฉพาะประกาศฉบับที่ 97 และ 103 ซึ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ที่ส่งผลกระทบไปยังสิทธิเสรีภาพโดยรวมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น โดยการยกเลิกประกาศของ คสช.สามารถดำเนินการได้โดยการเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หากรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะทำให้เกิดความเห็นที่หลากหลายของทุกฝ่ายในประเทศ สามารถดำเนินการได้ในทันที ทั้งนี้จะรวมตัวเข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อประธาน สนช. และประธาน สปช.
นอกจากนี้ ยังเห็นว่ารัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงควรทบทวนการคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกโดยเร่งด่วน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันอย่างมีเสรี เพื่อสร้างความเห็นร่วมกันของคนในประเทศ ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งในการนำประเทศกลับไปสู่ความสันติสุข
สมาคมโทรทัศน์จี้หาตัวคุกคาม
ขณะเดียวกัน สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง กรณีมีบุคคลอ้างเป็นนายทหารกลุ่มหนึ่งแทรกแซงข่มขู่คุกคามสื่อมวลชน เข้าไปขอตรวจสอบเนื้อหารายการ "เสียงประชาชน ต้องฟังก่อนปฏิรูป” ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และกดดันให้ผู้บริหารของสถานีเปลี่ยนตัวผู้ดำเนินรายการดังกล่าวนั้น สมาคมถือว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายแทรกแซงเสรีภาพในการนำเสนอข่าวและเป็นการข่มขู่คุกคามสื่อมวลชนโดยตรง จึงขอเรียกร้องต่อผู้เกี่ยวข้องในการกระทำการดังกล่าว ดังนี้
1. ขอคัดค้านการใช้ท่าทีที่เข้าข่ายเป็นการข่มขู่และคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและบุคลากรของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และเรียกร้องให้หยุดการแอบอ้างคำสั่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาที่ไปได้เพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน
2. ขอเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งการให้ตรวจสอบว่ากลุ่มทหารที่เข้าไปกระทำการคุกคามนั้นเป็นนายทหารใด สังกัดหน่วยงานไหนของกองทัพ เพื่อป้องกันการแอบอ้างที่จะนำสู่ความเสียหายแก่กองทัพ และ คสช. ขณะเดียวกันขอให้แสดงท่าทีและจุดยืนที่ชัดเจนต่อบทบาทของสื่อมวลชน เพื่อไม่ให้มีการแอบอ้างโดยกลุ่มคนใดๆ ที่จะกระทำการปิดกั้นและคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน และ 3. ขอเรียกร้องให้กรรมการนโยบายและฝ่ายบริหารของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ปกป้องและคุ้มครองเสรีภาพของบุคลากรในการทำหน้าที่ที่สอดคล้องกับจรรยาบรรณวิชาชีพของสื่อมวลชนด้วย
ไทยพีบีเอสเดินหน้าผลิตรายการ
สำนักข่าวไทยพีบีเอส องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ว่า กังวลต่อสถานการณ์การแทรกแซงจนถึงขั้นกระทบต่อการทำงานของพิธีกร เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมือง ณ ปัจจุบัน ที่การปฏิรูปประเทศมีความสำคัญและถูกคาดหวังว่าจะเดินหน้าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน เราตระหนักว่า สื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อที่ทำงานภายใต้พันธกิจ “องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย” หรือ ไทยพีบีเอส ต้องคงไว้ซึ่งเสรีภาพ และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยการนำเสนอข่าวจะต้องเป็นไปอย่างอิสระ ปราศจากการแทรกแซงใดๆ จึงยืนยันแนวทางการทำงานดังนี้
1.เราจะพยายามจนถึงที่สุดในการรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการเพื่อปกป้องเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารอย่างรอบด้านของประชาชน 2.ในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศที่มีความสำคัญต่อสังคมไทย เราตระหนักดีถึงบทบาทของสื่อที่จะต้องทำหน้าที่เปิดพื้นที่รับฟังและสื่อสารความคิดเห็นที่หลากหลายของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่งดำเนินไปอย่างยั่งยืน 3.ขอเรียกร้องให้ยุติการแทรกแซงและคุกคามต่อการทำหน้าที่สื่อมวลชน ขอให้เชื่อมั่นว่า สื่อมวลชนมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ และจะยืนหยัดทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างเป็นอิสระ ภายใต้หลักการเสรีภาพ และความรับผิดชอบ ทั้งนี้ สำนักข่าวไทยพีบีเอส จะดำเนินการผลิตนำเสนอ รายการเวทีสาธารณะ และรายการเสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทยต่อไป ดังที่ได้ดำเนินการมาโดยตลอด



