ข่าว

ปชช.หนุน‘รบ.ประยุทธ์’ทำงานมากกว่า1ปี

ปชช.หนุน‘รบ.ประยุทธ์’ทำงานมากกว่า1ปี

15 พ.ย. 2557

‘กรุงเทพโพลล์’ เผยปชช.ส่วนใหญ่หนุน ‘รบ.ประยุทธ์’ ทำงานมากกว่า 1 ปี ชี้ทิศทางปฏิรูปการเมืองดีขึ้นและไปถูกทางแล้ว

 
                  15 พ.ย.57 ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ร่วมปฏิรูปประเทศไทย ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ประชาชนเห็นอย่างไรกับทิศทางการปฏิรูปการเมืองของประเทศไทย” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,115 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 62.1 เห็นว่าทิศทางการปฏิรูปการเมืองของประเทศไทยในปัจจุบันดีขึ้นและไปถูกทางแล้ว ขณะที่ร้อยละ 34.5 เห็นว่าเหมือนเดิมยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
 
                  ส่วนอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถปฏิรูปทางการเมืองได้คือ กลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์หรือกลุ่มอำนาจทางการเมือง (ร้อยละ 68.1) รองลงมาคือ กลุ่มนักการเมืองไทยในปัจจุบัน (ร้อยละ 52.6) การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง (ร้อยละ 39.3) และความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน (ร้อยละ 34.9)
 
                  สำหรับความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองที่มี นายสมบัติ  ธำรงธัญญวงศ์ เป็นประธาน จะปฏิรูปด้านการเมืองให้ประสบผลสำเร็จได้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 43.3 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 37.4 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด และร้อยละ 19.3 ไม่แน่ใจ
 
                  เมื่อถามความเห็นต่อข้อคำถามที่ว่า “หากมีการเลือกตั้ง ท่านอยากให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีแบบใด” ส่วนใหญ่ร้อยละ 34.2 อยากเลือกจากรายชื่อผู้สมัครโดยตรง รองลงมาร้อยละ 21.7 อยากเลือกโดยอ้อมแบบให้ ส.ส. ส.ว. และ สภาประชาชนตามกลุ่มอาชีพต่างๆ เป็นผู้เลือกนายกฯ  และร้อยละ 16.9 อยากเลือกโดยตรงจากพรรคการเมือง โดยพรรคที่ได้คะแนนมากที่สุด หัวหน้าพรรคจะเป็นนายกฯ
 
                  สุดท้ายเมื่อถามว่า “อยากให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีระยะเวลาการทำงานเป็นอย่างไร” ส่วนใหญ่ร้อยละ 64.0 อยากให้ทำงานจนกว่าประเทศจะเรียบร้อยในทุกๆ ด้าน โดยอาจจะมากกว่า 1 ปี (ลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อนร้อยละ 2.4) ขณะที่ร้อยละ 36.0 อยากให้ทำงานแล้วเสร็จภายใน 1 ปี และจัดให้มีการเลือกตั้ง
 
 
มาสเตอร์โพลล์ เผยแกนนำชุมชนพอใจการทำงานรบ.-คสช.
 
 
                  รศ.ดร.เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล ประธานชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน (Thai Researchers in Community Happiness Association, TRICHA) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจมาสเตอร์โพลล์ (Master Poll) เรื่องสำรวจความเชื่อมั่น ความพึงพอใจและก้าวต่อไปของประเทศไทยในสายตาของแกนนำชุมชนต่อการทำงานของรัฐบาลกรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 601 ชุมชน ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 7 - 14 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา พบว่า
 
                  เมื่อถามถึงความพึงพอใจของแกนนำชุมชนต่อการทำงานของรัฐบาลและ คสช. โดยภาพรวม ได้ 8.52 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ทั้งนี้หากพิจารณาจำแนกตามรายด้าน พบว่าอันดับที่ 1 ได้แก่ การส่งเสริมให้คนไทยดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ได้คะแนนความพึงพอใจสูงที่สุดอยู่ที่ 8.42 คะแนน อันดับที่ 2 ได้แก่ การปราบปรามผู้ใช้อาวุธสงคราม ผู้มีอิทธิพล และการปล่อยเงินกู้นอกระบบ ได้ 8.37 คะแนน อันดับที่ 3 ได้แก่ การรณรงค์การสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ ได้ 8.32 คะแนน อันดับที่ 4 ได้แก่ การจัดระเบียบสังคม ได้ 8.29 คะแนน อันดับที่ 5 ได้แก่ ความโปร่งใสและเป็นระบบในการให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรผ่าน ธ.ก.ส.ได้ 8.24 คะแนน
 
                  และรองๆ ลงมา คือ การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ได้ 8.13 คะแนน การส่งเสริมบทบาทประเทศไทยในเวทีประชาคมอาเซียน ได้ 8.11 คะแนน การปรับปรุงการทำงานของข้าราชการและผลการทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม ได้ 8.08 คะแนนเท่ากัน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการผลักดันการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2557 และการเร่งกระบวนการใช้จ่ายงบประมาณปี 2558 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้ 8.03 คะแนนเท่ากันความพยายามในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เดินหน้า ได้ 7.99 คะแนนการดำเนินการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ได้ 7.96 คะแนน การสร้างความสัมพันธ์ และความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ การสร้างความเข้มแข็งภายในหน่วยงานราชการ และการเร่งแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ ตามกรอบการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้ 7.94 คะแนนเท่ากัน
 
                  ความคืบหน้าในการร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่มีอยู่ และการจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนของประทศไทยในต่างประเทศ ได้ 7.93 คะแนนเท่ากัน ความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้านโดยสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ 7.92 คะแนน  การดำเนินโครงการขยายผลการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นการเร่งด่วน ได้ 7.89 คะแนน การลงนามในบันทึกข้อตกลงกับกัมพูชา 3 เรื่อง (การแก้ไขปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อเครือข่ายเส้นทางรถไฟ) ได้ 7.88 คะแนน การจัดตั้ง “มุมประเทศไทย” หรือ Thai corner เพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทย ได้ 7.87 คะแนน
 
                  นอกจากนี้การเร่งสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ภายในประเทศ และการจัดการปัญหาขยะมูลฝอย ได้ 7.85 คะแนนเท่ากัน ความพยายามในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดมูลค่าการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ได้ 7.84 คะแนน การแลกเปลี่ยนประเด็นทางเศรษฐกิจและการลงทุนกับคณะนักธุรกิจ สหรัฐฯ - อาเซียน ได้ 7.81 คะแนน การส่งเสริมการลงทุนทุกขนาดของนักลงทุนต่างชาติ /นักลงทุนไทย ได้ 7.80 คะแนน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ได้ 7.79 คะแนน การต้อนรับและชี้แจงทำความเข้าใจกับนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างรอบด้าน ได้ 7.75 คะแนนเท่ากัน และการปรับราคาก๊าซ แอลพีจี ลิตรละ 50 สตางค์เพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาด ได้รับคะแนนน้อยที่สุด คือ 7.73 คะแนน ตามลำดับ
 
                  อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า ความเชื่อมั่นอันดับแรก หรือร้อยละ 93.7 คือ การวางยุทธศาสตร์ประเทศในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน รองลงมา หรือร้อยละ 93.3 การสร้างอนาคตที่ดี และเตรียมความพร้อมให้กับประเทศและรัฐบาลชุดต่อไปเข้ามาสานต่อ ร้อยละ 85.6 การแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่า ร้อยละ 83.0 การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจการค้า ทั้งการนำเข้าและส่งออก ร้อยละ 82.1 การพัฒนาระบบราชการ ร้อยละ 81.1 การบริหารจัดการพลังงาน ร้อยละ 80.1 การส่งเสริมและพัฒนาด้านภาษาให้กับแรงงานไทย และร้อยละ 74.1 การแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตามลำดับ
 
                  ประเด็นที่น่าพิจารณา คือ เมื่อสอบถามถึงก้าวต่อไปของประเทศไทยที่อยากเห็น พบว่า อันดับที่ 1 หรือร้อยละ 78.3 อยากเห็นคนไทยระดับรากหญ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น คนรวยใส่ใจคนจนให้มากขึ้น อันดับที่ 2 หรือร้อยละ 72.7 อยากเห็นการหยุดสร้างเงื่อนไขความรุนแรงของคนในชาติ อันดับที่ 3 หรือร้อยละ 65.7 อยากให้มีการกระจายทรัพยากรให้โอกาสประชาชนทั่วไปอย่างเท่าเทียมกัน อันดับที่ 4 หรือร้อยละ 58.5 อยากเห็นความพร้อมของคนไทยและเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ อันดับที่ 5 หรือร้อยละ 52.2 อยากเห็นการยึดกระบวนการยุติธรรมในการคลี่คลายปัญหาบ้านเมือง ตามลำดับ