
ภูมิใจไทย...แค่ดำนายังไม่พอ
หลังจากช้ำชอกต่อความพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อมสกลนครเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว วันนี้พรรคภูมิใจไทยยังต้องเผชิญกับผลดุสิตโพลอีกระลอก ที่ชี้ว่า ภูมิใจไทย มีความนิยมต่ำสุดในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล
ผลโพลล์สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งเรียลิตี้โชว์ "สกลนครโมเดล" และการผลักดันโครงการรถเมล์ปรับอากาศเอ็นจีวี 4,000 คัน ล้มเหลวต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มพรรคภูมิใจไทยครองใจคนอีสาน และสร้างคะแนนนิยมในเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง
แม้ “สกลนครโมเดล” ถอดแบบ “อาจสามารถโมเดล” ของอดีตนายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร เพื่อหวังครองใจคนอีสาน
แต่ยังมีจุดอ่อนที่ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหหน้าพรรค เข้าหาชาวบ้านไม่เก่งเหมือนภาพที่นายใหญ่เคยสร้างทั้งพูดจาภาษาถิ่นอีสาน นั่งเหงื่อแตกจกข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริก ลำพังแค่ภาพดำนาเพียงไม่กี่ต้น จึงยากที่เข้าถึงใจชาวบ้าน
ส่วนโครงการรถเมล์ที่หวังจะเอาใจสร้างคะแนนนิยมคนกรุง ก็ยังลูกผีลูกคน เพราะถูกตรวจสอบและตั้งข้อสงสัยว่าจะไม่โปร่งใสอีก ซึ่งถูกดองเพราะต้องรอผลศึกษาสภาพัฒน์ ที่ยังไม่ลงตัวว่าจะเช่าหรือซื้อดี
หนำซ้ำปัญหาราคาพืชผลเกษตรราคาตก รมว.พาณิชย์ โควตาภูมิใจไทย ก็ยังแก้ปมไม่ได้อีก
และเมื่อย้อนภาพกลับไปดูการทำงานพรรคร่วม 6 เดือนที่ผ่านมา ก็ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมความเชื่อมั่นในภูมิใจไทยถึงต่ำสุด
เพราะการแสดงความชื่นชอบ ประชาชนเขาก็ดูจากผลงาน การกระทำ รวมทั้งนัยจากตอบโต้ทางการเมืองสารพัด
โครงการต่างๆ ที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ยังไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม แถมยังถูกตรวจสอบและตั้งข้อสงสัยว่าจะไม่โปร่งใสอีก
แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีข่าว นายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นัดกินข้าวเคลียร์ปมคาใจเรื่องการอนุมัติรถเมล์เอ็นจีวีกับ “เนวิน” ที่บ้านพิษณุโลก จนมีข่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันแน่น
แต่กลับมีข่าวปะทะคารมกันระหว่างนายกฯ กับ “ศักดิ์สยาม” น้องชายเนวินเสียอีก ว่าพรรคร่วมรัฐบาลต้องทนกอดคอกันต่อไปเพื่อบริหารงบ 8 แสนล้านบาท และรอผ่านงบประมาณปี 2553
เมื่อบวกกับภาพความขัดแย้งเรื่องการเป็นผู้นำการเมืองภาคอีสานระหว่างประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย จนกลายเป็นปมขัดแย้งของ ส.ส.ภายในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่เห็นด้วยกับการยกหน้าที่ให้ภูมิใจไทย
ก็ยิ่งตอกย้ำภาพการแบ่งเค้กประโยชน์ทางการเมือง จึงทำให้คิดได้ว่าทำไมผลสำรวจความเห็นประชาชนหลายเสียงจึงไม่ให้คะแนนนิยมกับภูมิใจไทย
ซึ่งเป็นเพราะความคาดหวังในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่มุ่งผลประโยชน์ใส่ตัว แต่ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาภาพของการร่วมรัฐบาลกลับมีแต่การต่อรอง ในสารพัดโครงการ
เมื่อความศรัทธาในพรรคภูมิใจไทยเกิดถดถอยและเสื่อมลง เพราะการต่อสู้ทางการเมืองและคำพูดนักการเมืองมักจะพลั้งปากออกมาแล้ว
แม้หัวหน้าพรรคจะกำชับลูกพรรค ระวังเรื่องตอบโต้ประเด็นการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งพรรคร่วมกันเอง แต่คงช่วยกอบกู้ศรัทธาพรรคคืนมาได้ไม่มาก เพราะคุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยยังไม่มีผลงานรูปธรรม
ส่วนที่พรรคยังตั้งมั่นกับการสัมมนาเรียลิตี้โชว์หวังเข้าถึงใจชาวบ้าน ครั้งที่สองอีกในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ที่จะเปลี่ยนจากอีสานลงมาจังหวัดภาคกลางนั้น น่าคิดว่าจะแก้วิกฤติศรัทธาภูมิใจไทยได้หรือไม่ เพราะต้องมีอะไรที่มากกว่าสร้างภาพดำนาแค่แปลงเดียว
เกศินี แตงเขียว



