
ให้ "จริยธรรม"ได้ทำหน้าที่
ไม่ว่า กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ จะเคยลั่นวาจา ลาออกถ้ามีหมายจับ เอาไว้หรือไม่
ไม่ว่าคดีนี้ที่ กษิต ถูกแจ้งข้อหาก่อการร้ายนั้น ที่สุดแล้ว อัยการสูงสุดจะเห็นพ้องไปกับพนักงานสอบสวน หรือในชั้นของตำรวจหรือไม่
และไม่ว่าข้อกล่าวหาของตำรวจในชั้นนี้ หลายคนจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายการเมือง และความเคียดแค้น หรือบางคนอาจจับได้แต่เพียงความเป็นธรรมที่มีตัวบทกฎหมายเป็นที่ตั้ง ก็ตามที
หลังจากเข้ารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.ทุ่งสองห้องแล้ว ไม่มีทางอื่นใดเลยสำหรับรัฐมนตรี กษิต ที่จะเดินไปได้นอกจากนี้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม สถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา ของการ์ตา รายงานว่า รัฐมนตรีกษิต ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าเดินทางกลับประเทศว่า เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จำเป็นต้องก้าวลงจากตำแหน่ง อันเนื่องมาจากคดีดังกล่าวเดินทางมาถึงขั้นที่ตำรวจได้เรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหาว่า เป็นหนึ่งในแกนนำในการบุกรุกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง จนเป็นเหตุให้สนามบินทั้ง 2 แห่งต้องปิดทำการ ในขณะที่เวลานั้นมีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
อย่างที่บอกแต่แรก ถึงแม้ใครต่อใครจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่รัฐมนตรีกษิต ก็ไม่อาจหลีกหนี หรือหลบเร้นจากครรลองของกฎหมาย
แม้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค จะออกมากางปีกป้องอย่างแข็งแรง
แม้ว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะคงเส้นคงวาในเรื่องเยื่อใยสายสัมพันธ์ ออกมาสวนเข้าแสกหน้าตำรวจว่า ไร้มาตรฐานในการพิจารณาคดี
หรือแม้จะตอบโต้ข้อกล่าวหานี้ ว่าที่ไปร่วมกับกลุ่มพันธมิตร ในฐานะ "วิทยากร" บนเวที ก็ตามที
หาก รัฐมนตรีกษิต ไม่ยอมตัดสินใจแล้ว สุดท้ายแล้ว ใครก็รู้ว่า "กระแส" จะค่อยๆ ตะล่อมให้ทั้ง กษิต และพรรคประชาธิปัตย์ ตกอยู่ในวงล้อมของแรงกดดัน ที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามปลุกมวลชนมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า กลุ่มพันธมิตรก่อการร้าย
ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกที่เมื่อฝุ่นที่คลุ้งกระจายไปทั่ว และมีบางส่วนเข้าตาจนทำให้ระคายเคืองมองอะไรก็ให้พร่ามัวไปหมด
จังหวะนี้ การตัดสินใจอะไรออกไป โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดนั้นมีอยู่สูงเลยทีเดียว
แต่หากเล็งเห็นว่า ไม่ว่าในวันนี้ หรือวันที่อัยการสูงสุดส่งเรื่องฟ้องต่อศาลแล้วค่อยตัดสินใจ ผลที่ออกมาในยามนั้นย่อมต่างกันอย่างสิ้นเชิง ...ไม่รู้ว่าในวันนั้น ยังจะมีที่เหลือให้ กษิต ยืนอย่างมั่นคงได้อีกหรือไม่
การตัดสินใจในทันทีที่เล็งเห็นความยุ่งยาก ซึ่งไม่เพียงเกิดแก่ตัว หากแต่ยังเกิดต่อพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาล เป็นทางเลือกที่พึงกระทำที่สุดแล้ว หากรัฐมนตรีกษิต ยังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ และเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
ที่สำคัญ ยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
ขณะเดียวกัน ในยามที่บ้านเมืองกำลังเพรียกหา "บรรทัดฐาน" ในยามที่ "จริยธรรมทางการเมือง" ถูกกร่อนเซาะ จนชาวบ้านร้านตลาดชาชินกับความบกพร่อง จนถึงขั้นยอมรับว่า "คอรัปชั่น" เป็นส่วนหนึ่งของบ้านเมืองด้วยแล้ว ...การตัดสินใจของ กษิต อาจนำมาซึ่งหยาดฝนที่สาดซัดให้ผู้ที่หลงผิดได้ตื่นฟื้นจากมนต์ดำอำนาจร้าย
ไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่เหตุผลอันใดที่จะไปต่อสู้โดยการอ้างว่า "สองมาตรฐาน" หรือไปถามไถ่ว่า ทีไอ้นั่นทำไมไม่ทำ ทีเสื้อแดงทำไมไม่จัดการ
แต่ต้องเชื่อมั่นว่า การตัดสินใจอย่างถูกต้อง จะนำมาซึ่งมาตรฐาน และบรรทัดฐานอันถูกต้อง ..ภายใต้กฎหมายเดียวกัน
รัฐมนตรีกษิต ทำถูกต้องแล้วที่ ไม่ยอมให้ความขลาดเขลาเป็นตัวนำทางชีวิต อันจะนำไปสู่การบิดเบือนของสังคม ที่ส่วนหนึ่งเริ่มเอนเอียงไปแล้วว่า การกล่าวหากระบวนการยุติธรรม การหลบหนีคดี นี่คือเรื่องปกติ
สังคมส่วนหนึ่งเชื่อไปแล้วว่า มีกระบวนอยุติธรรมกลั่นแกล้ง ให้มีผู้คนต้องโทษจำคุก 2 ปี ต้องหลบหนีในต่างแดน
ต้องไม่ลืมว่า ยังมีผู้ที่ "คาดหวัง" ว่า บ้านเราเมืองเรายังคงอยู่ซึ่ง "บรรทัดฐานที่ดี" และจริยธรรมทางการเมือง นั้นยังไม่ได้ถูกลบเลือนหายไป
การลาออกจากตำแหน่ง เป็นทางออกที่ดีที่สุด ของรัฐมนตรีกษิต
เพราะเมื่อมาถึงวันนี้แล้ว การขอ "พักการปฏิบัติหน้าที่" เพียงเพื่อรอให้ศาลประทับรับฟ้อง นอกจากจะส่งผลเสียโดยตรงต่อรัฐมนตรีกษิตแล้ว รัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการแบกรับความเสียหาย
จริยธรรมทางการเมืองย่อมใอยู่เหนือกว่าความอาลัยอาวรณ์ต่อตำแหน่งรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน การออกไปและต่อสู้เฉกเช่นเพื่อนพ้องน้องพี่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ส่วนใหญ่ต่างก็ไม่ได้มีแต้มต่ออันเนื่องมาจากตำแหน่งแห่งที่ ยกเว้น สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่ยังคงเป็นส.ส.สัดส่วน ดูยังไงก็ "ใจนักเลง"
เมื่อทางเดินเช่นนี้แล้ว ก็เท่ากับว่า ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาอย่างไร แต่รัฐมนตรีกษิต ก็เลือกที่ให้ผู้คนได้จดจำภาพลักษณ์ของตนไปแล้ว และไม่ต้องมีห่วงอันใดอีก
เพราะที่เหลือก็แค่ ปล่อยให้ "จริยธรรม" ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ก็พอ
ศรายุทธ สายคำมี



