
ถึงคราที่ 2 เกาหลีต้องเร่งจัดทำพจนานุกรม 2 ภาษา
16 พ.ย. 2557
เปิดโลกวันอาทิตย์ : ถึงคราที่ 2 เกาหลีต้องเร่งจัดทำพจนานุกรม 2 ภาษา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
ระหว่างที่จัดทำหนังสือ "ผ่าบัลลังก์จักรพรรดิโสมแดง" เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้อมูลหนึ่งที่ดิฉันรวบรวมมาได้ไม่ใช่น้อยก็คือปัญหาของชาวโสมแดงที่แปรพักตร์ไปอยู่ที่โสมขาว ซึ่งมักจะบ่นเหมือนๆ กันว่าแม้จะหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่กลับได้รับการปฏิบัติเหมือนกับเป็นคนแปลกหน้า ไม่ใช่ชาวเกาหลีที่มีบรรพบุรุษเดียวกัน ที่สำคัญก็คือพูดกันไม่รู้เรื่องแม้ว่าต่างคนต่างพูดภาษาเกาหลีเหมือนๆ กัน แต่กลับเข้าใจความหมายต่างกันไปคนละทางสองทาง จนผู้แปรพักตร์หลายคนไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่ตัวเองไม่เคยคุ้นได้ถึงขั้นฆ่าตัวตายก็มี และอีกหลายคนต้องทนเก็บกดจนเริ่มกลายเป็นหนึ่งในปัญหาสังคมในขณะนี้
สภาพนี้แตกต่างไปจากเยอรมนีคราวแยกเป็นเยอรมันตะวันตกและเยอรมันตะวันออก หรือเวียดนามตอนที่ถูกแบ่งเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ แม้ว่าผู้คนจะเริ่มชินชากับการถูกแบ่งเป็น 2 ประเทศอันเนื่องจากความแตกต่างด้านอุดมการณ์ทางการเมือง แต่ก็ไม่มีปัญหาความแตกต่างอย่างแทบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือทั้งด้านวัฒนธรรมและภาษาในการสื่อสาร สุดท้ายก็สามารถกลับมารวมเป็นประเทศเดียวกันได้อีกครั้ง ไม่เหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นในแดนโสมขาวและโสมแดงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะแยกเป็น 2 ประเทศหลังสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงเมื่อราว 70 ปีนี้เอง
หนำซ้ำ รัฐบาลในยุคแรกของการแยกเป็น 2 เกาหลีต่างก็ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนภาษาและวรรณกรรมของเกาหลี เพื่ออุดช่องว่างช่วงที่อยู่ใต้การยึดครองของญี่ปุ่นระหว่างปี 2462-2488 ซึ่งช่วงนั้นชาวเกาหลีทุกคนไม่มีสิทธิไปโรงเรียน จึงทำให้การเรียนรู้ภาษาเกาหลีขาดช่วงขาดตอนไปนาน ยิ่งเมื่อต้องมาแยกเป็น 2 ประเทศเช่นนี้ ภาษาของเกาหลีจึงเกือบจะแยกเป็นแม่น้ำ 2 สายที่ยากจะบรรจบหรือพูดจาประสาเดียวกันเหมือนแต่ก่อนได้
ไม่ต้องอื่นไกล แค่คำเรียกชื่อคำว่า "ภาษาเกาหลี" ของ 2 โสมก็ยังแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ในแดนโสมแดง ประชาชนส่วนใหญ่มักจะเรียกภาษาที่ใช้ว่า โชซอนมัล หรือโชซอนอ แต่ประชาชนในแดนโสมขาวส่วนใหญ่เรียกภาษาของตัวเองว่า ฮันกุกมัล หรือ ฮันกุกอ หรือ กุกอ ยิ่งขณะนี้ 2 โสมยิ่งมีความแตกต่างทางการเมืองและเศรษฐกิจ คำพื้นๆ แค่คำเดียวจึงมีความหมายต่างกันคนละทิศละทางอย่างแทบไม่น่าเชื่อ อาทิ คำว่า "อะกัสสิ" ซึ่งเกาหลีใต้แปลว่า "สาวน้อย" แต่เกาหลีเหนือยังคงแปลตามความหมายแบบเก่าว่า "ทาสของสังคมศักดินา" เป็นต้น
ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ เชื่อว่านับวันช่องว่างทางภาษาของ 2 โสมจะยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น เหตุนี้ นักวิชาการของ 2 เกาหลีต่างตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งอุดช่องว่างนี้ โดยทางออกทางหนึ่งที่ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่าต้องร่วมกันจัดทำโดยเร็วที่สุดก็คือการจัดทำพจนานุกรม 2 ภาษาของ 2 เกาหลีขึ้นมาเพื่อรวบรวมคำศัพท์ที่สะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียวของเกาหลี
"งานนี้ถือเป็นงานช้างที่มีความสำคัญมาก" ฮัน ยอง อึน บรรณาธิการบริหารของพจนานุกรม 2 ภาษาของ 2 เกาหลีให้ความเห็นก่อนจะเสริมว่าขณะนี้คาดว่าคำคำเดียวที่มีความหมายต่างกันแทบจะสิ้นเชิง อาจจะมีมากถึงหนึ่งในสามของคำที่ใช้ในชีวิตประจำวันของชาวกรุงโซลและกรุงเปียงยาง และอาจจะมากถึงสองในสาม เมื่อเป็นคำศัพท์ในแวดวงธุรกิจและการติดต่อทางราชการ ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดปัญหานี้เริ่มกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อแผนสร้างความปรองดองของสองเกาหลีที่ไม่สามารถพูดจาประสาเดียวกันได้ เปรียบได้กับวิศวกรที่พูดกันคนละภาษา ผลสุดท้ายก็ไม่สามารถสร้างบ้านเพื่อมาอยู่ด้วยกันได้ ไม่ต้องพูดไกลไปถึงภาษาของแพทย์และทนายความที่อาจก่อผลเสียหายร้ายแรงกว่า อาจถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้จากความเข้าใจผิดโดยไม่เจตนานี้
ผู้เป็นต้นคิดโครงการจัดทำพจนานุกรมภาษาเกาหลีแบบหนึ่งเดียวก็คือมูน อิค ฮวาน นักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนการสร้างความปรองดองระหว่าง 2 เกาหลี โดยได้แรงบันดาลใจคราวเดินทางไปเปียงยางเพื่อพบกับประธานาธิบดีคิม อิล ซุง บิดาแห่งการสถาปนาเกาหลีเหนือเมื่อปี 2532 ซึ่งคิมก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่ยังไม่ทันจะตั้งไข่ ก็มีอันสะดุดลงเมื่อมูนถูกจับโยนเข้าคุกทันทีที่เดินทางกลับเกาหลีใต้ในข้อหาลักลอบข้ามแดนไปยังเกาหลีเหนือ
มูนเสียชีวิตในปี 2537 ทำให้แผนถูกพับไว้จนกระทั่งปี 2547 โครงการนี้จึงได้รับการปัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้งระหว่างที่ประธานาธิบดีคิม แด จุงแห่งแดนโสมขาวและคิม จองอิลแห่งแดนโสมแดงได้เปิดเจรจาสุดยอดกันเป็นครั้งแรก คิม จองอิล ประกาศว่าต้องการสานต่อสิ่งที่คิม อิล ซุงผู้พ่อได้วางรากฐานไว้ก่อนหน้า ในฐานะที่จะช่วยปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของเกาหลี ทั้ง 2 คิมได้สนับสนุนให้ตั้งคณะกรรมการร่วมจัดทำพจนานุกรมภาษาของ 2 เกาหลีขึ้นในปีถัดมา โดยวางแผนไว้ตั้งแต่แรกว่าพจนานุกรมเล่มนี้จะประกอบไปด้วยการนิยามศัพท์คำที่มีความหมายเหมือนและต่างกัน 330,000 คำ แต่ยิ่งทำ ปัญหาก็ยิ่งมากขึ้น จนถึงขณะนี้ได้ช่วยกันให้นิยามคำศัพท์แล้วแค่ 55,000 คำเท่านั้น
ความล่าช้านี้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่เริ่มทำเมื่อ 25 ปีที่แล้ว เมื่อ 2 ฝ่ายต่างต้องการทำความรู้จักกันและกันให้มากขึ้นก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ลงมือทำ แต่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ พจนานุกรมฉบับนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะแล้วเสร็จ เนื่องจากความสัมพันธ์ของ 2 เกาหลีทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้นักวิชาการของ 2 ฝ่ายต้องระงับแผนพบปะกันนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา หลังจากที่เคยพบกัน 20 ครั้งในช่วง 5 ปีแรกของการจัดทำพจนานุกรม แต่เมื่อเห็นว่าปัญหาที่ไม่สามารถพูดจาประสาดอกไม้กันได้มีแต่เขม็งเกลียวมากขึ้น นักวิชาการของ 2 โสมจึงได้นัดประชุมครั้งที่ 21 ขึ้นที่แดนมังกรจีนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพื่อเร่งเครื่องการจัดทำพจนานุกรม อย่างน้อยก็เพื่อให้นักวิชาการเหล่านี้ได้พูดจาภาษาเดียวกันเหมือนเดิมก่อน โดยไม่มีความเข้าใจผิดอันเนื่องจากความผิดเพี้ยนของภาษาที่ต่างกันจนเข้าใจกันคนละทิศคนละทางดังที่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ
ส่วนการประชุมล่าสุดที่เปียงยางมีขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อกลุ่มนักภาษาศาสตร์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำพจนานุกรมได้เดินทางจากกรุงโซลไปเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ต้นของการประชุม ซึ่งปกติแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกันว่าจะไม่นำคำศัพท์ที่มีความหมายหรือแรงจูงใจทางการเมืองมารวมอยู่ในพจนานุกรมเล่มนี้ นอกเหนือจากตั้งเป้าว่าจะสามารถให้นิยามคำศัพท์ได้ราว 20,000 คำในการพบกันแต่ละครั้ง ส่วนใหญ่มักจะมีความเห็นตรงกันในนิยามศัพท์ที่ร่วมกันทำมากกว่า 2 ใน 3 แต่ถ้านิยามของคำๆ ใดมีปัญหาที่ 2 ฝ่ายมีความเห็นไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากมีความหมายต่างกันสุดขั้วจนทำให้เข้าใจผิดกันง่ายๆ คณะกรรมการชุดนี้ก็จะระบุชัดว่ามีความหมายต่างกันในเกาหลีเหนือและใต้
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายมีความแตกต่างก็คือโสมแดงได้ยืนกรานมาตั้งแต่แรกว่าพจนานุกรมเล่มนี้จะต้องเป็นภาษาเกาหลีที่บริสุทธิ์ เป็นภาษาเกาหลีแท้ๆ จะไม่ยอมให้มีคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาจีนเข้ามาปะปนเด็ดขาด คำใดที่มีรากศัพท์มาจากภาษาจีนก็ให้กรรมการร่วมกันบัญญัติศัพท์ใหม่ที่เป็นภาษาเกาหลีแท้ๆ ขึ้นมา เงื่อนไขนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของเกาหลีใต้เนื่องจากรากศัพท์ส่วนใหญ่มาจากภาษาจีนซึ่งแทรกอยู่ในคำศัพท์เกาหลีกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากยืมรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ อย่างอาย-ช็อปปิ้ง อันหมายถึงการดูผ่านๆ เป็นต้น ขณะที่รากศัพท์ของเกาหลีเหนือส่วนใหญ่มาจากภาษารัสเซีย อาทิ คำว่า "กอมมูนา" ที่แปลว่า ชุมชน เป็นต้น
ฮัน ยอง อึน ให้ความเห็นว่าถ้าหากว่าทุกอย่างดำเนินไปด้วยความราบรื่น โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขวางกั้นเสียก่อน โดยเฉพาะหากความสัมพันธ์ทางการเมืองเป็นไปด้วยความราบรื่น คาดว่าการจัดทำพจนานุกรม 2 ภาษาเกาหลีคงจะแล้วเสร็จภายใน 2562 ถึงเวลานั้นแล้ว ชาวเกาหลีจะได้กลับมาพูดจาภาษาเดียวกันอีกครั้ง อันจะเป็นก้าวสำคัญของการสร้างความปรองดองของ 2 เกาหลี
------------------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ถึงคราที่ 2 เกาหลีต้องเร่งจัดทำพจนานุกรม 2 ภาษา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



