ข่าว

คุยนอกกรอบ : พลิกวิธีคิด ชีวิต(เกษตรกร)เปลี่ยน

คุยนอกกรอบ : พลิกวิธีคิด ชีวิต(เกษตรกร)เปลี่ยน

16 พ.ย. 2557

คุยนอกกรอบ : พลิกวิธีคิด ชีวิต(เกษตรกร)เปลี่ยน : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์ / ภาพ...SCG

 
                            ต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีการแถลงข่าว “โครงการพลังปัญญา” โดยความร่วมมือของหน่วยงาน 5 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิมั่นพัฒนา กองทัพบก เอสซีจี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และหอการค้าไทย 
 
                            น่าแปลกใจว่า อะไรเป็นสาเหตุให้หน่วยงานที่มีพันธกิจต่างกัน มาร่วมผลักดันโครงการดังกล่าว
 
                            ดร.เสนาะ อูนากูล ประธานคณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี เกริ่นนำว่า เป็นเรื่องฝังใจมาตั้งแต่ 30 ปีก่อน พยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหาให้เกษตรกรยากจน ต่อมาปี 2551 ได้ไปดูงานที่ไบเทคกับ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รับฟังการแก้ปัญหาดินเค็มจาก รศ.ดร.เฉลิมพล เกิดมณี ทำให้ดินได้รับการฟื้นฟูกลับมาใช้เพาะปลูกพืชได้ ตัวเกษตรกรที่เข้าโครงการดินเค็มได้เปลี่ยนวิธีคิด ดำเนินชีวิตด้วยหลักเหตุและผล มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมทั้งเห็นความสำเร็จจากที่อื่นๆ จึงเกิดประกายความคิดว่า น่าจะขยายได้ในวงกว้าง หากมีภาคีเครือข่ายมาร่วมมือกัน 
 
                            ส่วนคนที่เป็นแกนหลักในการดำเนินงาน คือ รศ.ดร.เฉลิมพล เกิดมณี หรือ ดร.ป๋อง นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าห้องปฏิบัติการสรีรวิทยาและชีวเคมีด้านพืช หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 
 
                            ฟังดูแปลกๆ สักหน่อยที่คน สวทช. มาทำงานพัฒนาด้านการเกษตร ถามถึงบทบาทหน้าที่เขาตอบว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจวัฒนธรรมทางสังคม ชุมชน และจิตวิทยาการนำวิทยาศาสตร์เข้าสู่การใช้งานและการแก้ปัญหา เป็นนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่นำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ โดยขับเคลื่อนภาคสังคมและภาคเอกชน ให้เป็นแกนในการสร้างมูลค่า สร้างสินค้า ให้เกิดการเคลื่อนตัวทางเศรษฐกิจ
 
                            นักวิจัยรายนี้ยกตัวอย่างกรณี สวัสดิ์ ศรีหาผล เกษตรกรผู้นำจังหวัดสกลนคร ที่เข้ารับการอบรม ซึ่งเธอบอกว่า ตอนเห็น ดร.ป๋อง ครั้งแรกนึกว่ามาขายยา หรือขายปุ๋ย ถามว่าทำอย่างไรถึงให้ “คลิก” ดร.ป๋อง ตอบว่า ต้องรู้ว่าชาวบ้านต้องการอะไร หาให้เจอ และโจทย์ที่จะตอบความต้องการนั้นมีหลักสำคัญคือ “ง่าย ไว ใหม่ ใหญ่ ยั่งยืน มีความสุข” 
 
                            ง่าย-เป็นแพ็กเกจที่ทำได้ง่าย, ใหม่-เป็นนวัตกรรมใหม่, ใหญ่-สามารถขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น เติบโตทางเศรษฐกิจและกลุ่ม
 
                            ที่ผ่านมาการเลือกวิถีชีวิตของเกษตรกรประสบปัญหามาก ตัดสินใจไม่ได้ เนื่องจากความไม่รู้จึงทำอะไรผิดๆ และหลงวนกับสิ่งเหล่านั้น ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง เราต้องมีคีย์เมสเสจ ไม่ได้บอกว่าให้ตัดสินใจยังไง แต่ให้เครื่องมือในการตัดสินใจ คุณต้องพิจารณาว่าสิ่งที่ทำ ง่ายไหม ทำได้ไวหรือเปล่า ใหม่ ใหญ่ ความสุข ยั่งยืน ให้คะแนนแต่ละหัวข้อและรวมคะแนนท้ายสุด เป็นอุปกรณ์ติดความคิดให้ เวลาจะเลือกอาชีพปลูก ขาย ผลิต ก็เช็กจากวิธีการดังกล่าว
 
                            รศ.ดร.เฉลิมพล กล่าวว่า โครงการส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาผลผลิต หรือลดต้นทุน แต่โครงการนี้เน้น “พัฒนาคน”
 
                            หากพิจารณาจากหลักสูตรจะเห็นว่า เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด การแนะนำคุณค่าของการมีมายด์เซต (Mindset) ถามว่าทำไมต้องเปลี่ยน คำตอบคือ
 
                            “หากเปลี่ยนมายด์เซตได้ โลกใหญ่ทันที สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จะเดินไปข้างหน้าอย่างไรไม่ถูกหลอก ผู้เข้าอบรมจะถูกสอนกระบวนการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล คิดอย่างไรให้ตนเองรอด สังคมรอด และถูกคุณธรรมด้วย มีสามตัวนี้เป็นตัวตรวจจับ เอาโจทย์จริงของชีวิตพบในชุมชนมาคุยกัน เช่น หน้าแล้งทำไง ทำอย่างไรให้ครอบครัวมีรายได้ เป็นต้น 
นอกจากกระบวนการเหตุผล ยังมีเรื่องการเข้าใจผู้อื่น สอนเรื่องจิตขาว/จิตดำ มีสองตัวนี้ให้เหตุผลเถียงกันตลอดเวลา วิธีการที่จิตขาวจะชนะจิตดำ เช่น เกษตรกรอยากเลิกบุหรี่ แต่เลิกยาก ต้องต่อรองกับจิตดำ ว่า ขอดำนาก่อนแล้วค่อยสูบ พอได้แล้วก็บอกขอกินข้าวก่อน พอจิตขาวชนะเรื่อยๆ จิตขาวจะใหญ่ขึ้น พอเปลี่ยนได้นานวันเข้าจะกลายเป็นนิสัยใหม่ และว่า ของทุกอย่างในโลกไม่ได้มีดีหรือไม่ดี ต้องมองโลกมุมใหม่ทำให้เกษตรกรเข้าใจว่า ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตไม่ใช่ไม่ดี มันขึ้นกับว่าจะหมุนสิ่งเหล่านั้นให้เป็น “มุมดี” ได้อย่างไร 
 
                            ด้วยพลังปัญญานี้ เขาตั้งเป้าว่าจะขยายผลให้มีคนที่กล้าคิดนอกกรอบ พึ่งตนเอง และสร้างเครือข่ายได้อย่างทวีคูณ จาก 600 หมู่บ้านเป็น 2,400 หมู่บ้าน ภายใน 1 ปี 
 
                            “จากประสบการณ์ที่เคยทำ พบว่า 50-90 เปอร์เซ็นต์ของหมู่บ้านเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้น ถ้าเฉลี่ยหมู่บ้านหนึ่งๆ มีประมาณ 150 หลังคาเรือน เอา 2,400 คูณ 150 ไปต่อแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขยังเป็นแสนเลย ในเรตของเราช่วงเวลา 1 ปี มี (ผู้นำชุมชน) ขึ้นเป็นแสน แม่สวัสดิ์คนเดียวภายในเวลาหนึ่งปีเทรนได้ 2,400 คน คุณเดือนเพ็ญ เกษตรกรอีกคน เทรน 3,000 คน ต้องบอกว่า เดิมกลไกภาครัฐอาศัยแต่ใช้งานเขา ไม่ส่งเสริมศักยภาพ ไม่มีหลักสูตรให้เขาไปต่อ แต่โครงการนี้สร้างความสามารถเขา โดยเชื่อมกับกลุ่มที่มีอยู่เดิม เช่น ธ.ก.ส.
 
                            โครงการแตกต่างจากของหน่วยงานอื่นๆ อย่างไร? รศ.ดร.เฉลิมพล ตอบว่า ตนมาจากวิทยาศาสตร์เกษตร โครงการนี้เดินที่ฐานคน ให้นำความรู้โมดิฟายสู่ทุกวิชาชีพผู้อบรม มีทั้ง ครู พระ กำนัน พ่อค้า ใครก็ได้ที่เป็นผู้นำความคิด และเอาไปใช้ในวิชาชีพ บางคนเป็นแม่บ้านก็ไปบริหารครอบครัว เราไม่ได้เดินจากฐานเกษตร...โครงการเดินกับฐานคนด้านล่าง ขณะที่ฝ่ายสื่อสารองค์กรเอสซีจีทำผ่านสื่อ ทำให้ภาคสังคมเข้าใจว่าสังคมข้างล่างกำลังเปลี่ยนแปลง เป็นสังคมแห่งความรู้ สังคมแห่งปัญญา สังคมเหตุและผล สังคมข้างบนต้องร่วมเปลี่ยนแปลงด้วย 
 
                            เวลาเฟืองมันเริ่มหมุน ทุกเฟืองต้องหมุนไปด้วยกัน หากขัดกันจะทำให้เฟืองหัก เมื่อคนข้างล่างเก่งและคิดเป็น หากคนข้างบนไม่ยุติธรรม ไม่มีเหตุผลพอ จะถูกพลังข้างล่างกระแทก เรากำลังให้ความรู้กลุ่มคนทั้งข้างล่าง ข้างบน เพื่อเคลื่อนสังคมไทยให้กลายเป็นสังคมใหม่ที่พึ่งตนเองได้แบบเป็นเหตุผล 
 
                            โดยโจทย์ที่มูลนิธิมั่นพัฒนาตั้งไว้ คือ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย และว่า
ความยากจนเกิดจากความไม่รู้ สังคมไทยมีอย่างนี้เยอะ เช่น เขาบอกให้ทำแบบนี้ก็ตามโดยไม่มีเหตุผล ไม่คิดปรับแต่งให้เหมาะสมกับตนเอง เช่น ยุคหนึ่งพอหมู่บ้านใดทำแชมพูก็ทำแชมพูหมด ทำให้หลงและวนๆ อยู่นั่นแล้ว 
 
                            ตัวขับเคลื่อนคือ ต้องทำให้ออกจากกรอบ และกล้าเดินไปข้างหน้า โดยไม่ยอมแพ้อุปสรรค
 
                            ตัวอย่างการ “คิดใหม่” เช่น แทนที่จะขายกล้วยเป็นหวี จะบอกว่ามันมีทางออกที่ดีกว่า มีความเป็นไปได้ กล่าวคือ นำกล้วยหอมแปรรูปเป็นกล้วยเบรกแตกขายถุงละ 15 บาท ใช้กล้วยหอมเพียง 1 ผล ถ้าขายที่สวนราคาผลละ 2 บาท หรือคนเลี้ยงเป็ด 3 เดือน จึงขายไข่ได้ฟองละ 3 บาท หากนำไปดองใช้เวลาเพิ่ม 14 วัน ขายได้ฟองละ 7 บาท (เท่ากับได้เงินเพิ่มอีก 4 บาทต่อฟอง) 
 
                            กระบวนการนี้ทำให้เกิดการเปรียบเทียบคุณค่า จากเดิมเคยหลงว่า ต้องลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ก็มองหามุมอื่นๆ พอรู้เท่าทันเห็นวิถีใหม่ สามารถทำได้ด้วยตนเองได้ 
 
                            “ไข่เค็ม บอกว่าในตลาดก็มีขาย ถามว่า ถ้าร้านขายข้าวต้มซื้อไข่เค็มจากพ่อค้าฟองละ 7 บาท เราเดินไปขายฟองละ 6 บาท เขาจะซื้อจากคุณไหม”
 
                            นอกจากการเปลี่ยนมายด์เซตแล้ว หลักสูตรยังเติมความรู้เกี่ยวกับ “มินิเอ็มบีเอ” ให้ด้วย ซึ่งกล่าวถึงกระบวนการผลิตสินค้า การทำตลาด ทำความเข้าใจลูกค้า และคิดแบบธรรมาภิบาลในระบบการตลาด  
 
                            “เราไม่ได้พาไปออกร้านหรือช่วยอะไร เราใส่แค่องค์ความรู้ แต่สิ่งที่ตามมาคือ เขาสามารถเดินได้เอง เริ่มมีตลาดในท้องถิ่น โครงการนี้เริ่มจากตลาดในท้องถิ่นแต่สร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง เห็นช่องว่างที่มีมูลค่าเพิ่มในตลาดท้องถิ่นที่มีโอกาสเติบโต หากเป็นอย่างนี้เขาจะไม่ถูกคนมาสวมทับ...เกษตรกรบางคนก่อนเข้าโครงการก็มีคนมาซื้อข้าวหอมมะลิ โดยสวมว่าเป็นหอมมะลิลำปางและส่งออก”  
 
                            “มินิเอ็มบีเอเป็นความใหม่ ปกติการเกษตรกรต้องการความช่วยเหลือ การเอาเอ็มบีเอมาสอนให้ง่ายไม่มีใครทำ เราทำจริง และพาออกไปขายจริง ดูวิธีการจริง กลับมาเอามูลค่าเพิ่มใส่ในกระบวนการสร้างสินค้าการตลาด เราไม่ได้ให้สินค้าโกอินเตอร์ แต่เน้นขายในชุมชน เพราะต่อรองได้ ควบคุมได้”
 
                            กระบวนการของเรา เน้นให้ชาวบ้านเติบโต เข้มแข็ง มีความสามารถในการต่อรอง เราใส่วิธีคิด ความรู้ และเป็นพี่เลี้ยง หากเป็นอย่างนี้ประเทศจะเข้มแข็ง และเดินได้ด้วยตัวเอง 
 
                            โครงสร้างที่สามซึ่งเป็นความใหม่ของประเทศไทย คือ ใช้เครือข่ายชุมชนที่ทำสำเร็จแล้ว มาเรียนรู้และแบ่งปันในชุมชน ขยายผลจากหมู่บ้านถึงหมู่บ้าน ดังที่แม่สวัสดิ์มาแบ่งปันประสบการณ์บนเวทีว่า หมู่บ้านไม่มีปัญหาดินเค็มแล้ว 
 
                            “ทั้งที่เราไปส่งเสริมคนเดียวนะ แต่แม่สวัสดิ์กระจายความรู้ เกิดหมู่บ้านอย่างนี้เยอะมาก อาศัยความเข้มแข็งต่อความเข้มแข็ง...จริงๆ สังคมไทยพร้อมแบ่งปัน แต่หาคนเชื่อมโยง จุดประกาย เป็นเทียนต้นแรกที่จะส่องสว่างและต่อเทียนกัน ที่ผ่านมาหาไม่เจอ แต่โครงการนี้เป็นเทียนต้นแรก การต่อเทียนหมายถึง การที่เราต่อกับกลุ่มที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่อยู่แล้ว จึงขยายได้อย่างรวดเร็ว”
 
 
 
------------------------------
 
 
                            "โครงการพลังปัญญา" มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและผู้นำชุมชนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านหลักสูตร "ผู้นำทางปัญญาเพื่อความสุขยั่งยืน" แบ่งเป็น 5 ระยะ ดังนี้
 
                            1.การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด ได้แก่ การแนะนำคุณค่าของการมีมายด์เซต (Mindset) ที่ถูกต้อง 2.การศึกษาดูงานผลสำเร็จจากการมีกระบวนการทางความคิดที่ถูกต้องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง 3.หลักสูตรความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล 4.การสร้างเกษตรกรนักธุรกิจ (Mini MBA) 5.การสร้างสมดุลชีวิต
 
                            โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1.ให้ผู้นำชุมชนต้นแบบได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง นำความรู้ไปแก้ไขปัญหาของตนเอง และต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จนเกิดความยั่งยืนในอนาคต 2.ผู้นำชุมชนต้นแบบสามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนในชุมชนชุมชนข้างเคียง และองค์กรภาคีอื่นๆ เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนสามารถขับเคลื่อนสังคมรอบข้าง 3.เกิดต้นแบบการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน ซึ่งองค์กรภาคีเครือข่ายสามารถขยายผลสู่สังคมวงกว้าง 
 
                            โครงการพลังปัญญาเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา โดยจัดหลักสูตรอบรมให้แก่ผู้สนใจ 200 คน (จากผู้สมัคร 600 คน) รับเฉพาะคนภาคเหนือ อีสาน เพราะเป็นภูมิภาคที่มีความยากจนสุดในประเทศไทย ขณะนี้เพิ่งจบหลักสูตรที่สาม
 
                            เกณฑ์ในการพิจารณาคือ เลือกคนที่มีความเข้มแข็ง เป็นคนเก่ง คนดี ซื่อสัตย์สุจริต มีภาวะผู้นำ มีเครือข่าย มีจิตอาสา เมื่อจบหลักสูตรแล้วผู้เข้าร่วมโครงการยินดีเป็นวิทยากร และสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ในชุมชนของตน หรือชุมชนใกล้เคียง 
 
                            คุณสมบัติสำคัญอีกข้อคือ มีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตนเองด้วย
 
                            “เราเลือกคนที่รู้ว่าตัวเองชีวิตลำบาก เคยหมดตัว และอยากเปลี่ยนอยู่แล้ว เราไม่เคี่ยวเข็ญคนไม่พร้อม...คิดดูว่าจากคนจนไม่มีอะไรจะกิน ผ่านไม่กี่เดือน แต่คนคนนี้ชีวิตเปลี่ยน คนอื่นๆ เห็นเข้าก็ตาลุก เกิดอะไรขึ้น ตอนที่ทำโครงการดินเค็มห้าปีปลูกอะไรไม่ได้ ผมไปทำฤดูเดียวได้ผลผลิตขึ้น หลังจากนั้นเกษตรกรที่อยู่ในรัศมี 3 กิโลเมตร มาสมัครเป็นสมาชิกหมดเลย...เราอาศัยกลไกเครือข่ายเข้มแข็ง สร้างความสำเร็จให้เครือข่าย” รศ.ดร.เฉลิมพล กล่าว
 
 
 
------------------------------
 
(คุยนอกกรอบ : พลิกวิธีคิด ชีวิต(เกษตรกร)เปลี่ยน : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์ / ภาพ...SCG)