ข่าว

‘สรรเสริญ’วอนพรรคการเมืองอย่ามี‘อัตตา’

‘สรรเสริญ’วอนพรรคการเมืองอย่ามี‘อัตตา’

14 พ.ย. 2557

‘สรรเสริญ’ยกคำพระ!วอนพรรคการเมืองอย่ามี‘อัตตา’ แนะลองยื่นคสช.ขอทำกิจกรรมการเมืองได้ เชื่อคสช.ไม่ใจแคบ ‘อังกฤษ-ฝรั่งเศส’สนใจร่วมลงทุนรถไฟทางคู่

              14พ.ย.2557  พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองบางพรรคต้องการเรียกประชุมพรรคเพื่อหารือในการร่วมร่างรัฐธรรมนูญ แต่ยังติดคำสั่งคสช.ที่ห้ามพรรคการเมืองมีกิจกรรมว่า เรื่องนี้พรรคการเมืองสามารถยื่นขอให้คณะรักษาความสงบ(คสช.)พิจารณาได้ ตนคิดว่าคสช.ไม่ได้ใจแคบขนาดนั้น จึงขอให้อย่าวิตกจนเกินไป เพราะบางครั้งก็ไม่ต้องเรียกประชุม แค่ยกหูโทรศัพท์ก็คุยกันได้ แต่ท่านเล่นการเมืองและต้องการต่อสู้กันมากเกินไป ท่านต้องย้อนนึกถึงตอนที่เคยอยู่สถานะเป็นรัฐบาล ตอนที่เคยมีอำนาจแล้วต้องการความร่วมมือ แต่ไม่มีใครให้ความร่วมมือท่านจะรู้สึกอย่างไร

              "ผมไม่อยากให้คำว่าท่านมีอัตตา แต่อยากให้ท่านมีมธุรสวาจา ก็จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น และจะช่วยลดความขัดแย้งต่างๆลง" รองโฆษกฯ กล่าว


รัฐบาลแถลงเตรียมรับภัยแล้งเดือนม.ค.


              ที่ศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ร้อยเอกยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแทนกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันแถลงข่าวการเตรียมการรับมือและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เป็นการแถลงเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้มีการเตรียมความพร้อมในการทำงานบูรณาการทำงานรร่วมกัน โดยมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในการดูแล

              ร้อยเอกยงยุทธ กล่าวว่า การประชุมดังกล่าว รัฐบาลได้มีการประชุมบูรณาการแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพราะปีนี้มีปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปีที่ผ่านมา และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้มีการสั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการแก้ปัญหา ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว

              โดยนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ). กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบว่าจะมีหมู่บ้านใด อาจจะประสบปัญหาภัยแล้งบ้าง ซึ่งจากการตรวจสอบ หมู่บ้านทั่วประเทศไทย ทั้ง 74,963 หมู่บ้าน น่าจะมีหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง 9,565 หมู่บ้าน หรือคิดเป็น 12.75 เปอร์เซ็นต์ พิจารณาจากตัวชี้วัด คือจำนวนฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งน้ำในเขื่อน และอ่างเก็บน้ำต่างๆมีน้อย และประชากร 23 ล้านครัวเรือน นั้นมีน้ำประปาใช้ คิดเป็นร้อยละ 83 ส่วนใหญ่เป็นการประปาท้องถิ่น และมีร้อยละ 17 ที่ไม่มีน้ำประปาใช้ จะใช้น้ำจากที่รัฐบาลจัดสรรให้ โดยการแก้ปัญหา เราจะมุ่งเน้นที่น้ำกินน้ำใช้ก่อน ส่วนการเตรียมการแก้ปัญหา ได้มีการสำรวจระบบประปาที่มาจากน้ำบาดาล รวมถึงการขุดลอกคูคลอง และกำจัดผักตบชวาทั่วประเทศ อีกทั้งสร้างความเข้าใจถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆของรัฐบาลให้กับประชาชน ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนในการแก้ปัญหาภัยแล้ง แม้ยังไม่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็ตาม

              นายเลิศโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติม ถึงปริมาณน้ำในประเทศว่า ปริมาณน้ำฝนตั้งแต่ต้นปี ถึงปัจจุบัน น้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ7 โดยเฉพาะภาคกลางปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ถึงร้อยละ 17 และโดยปกติแล้ว ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 33 แห่งทั่วประเทศ จะอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปีนี้มีเพียง 2,800 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้สนับสนุนการเกษตรน้อยลง ซึ่งขณะนี้ได้มีการขอมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) งดส่งน้ำเพื่อการทำนาปรัง 2 ลุ่มน้ำแล้ว คือลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลอง รวม 22 จังหวัด แต่ขณะนี้อ่างเก็บน้ำทั้ง 33 แห่งยังสามารถใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศได้อยู่ รวมถึงการสำรองน้ำเพื่อการทำนาปี ยังพอเพียงอยู่ ทั้งนี้ ในพื้นที่ที่ไม่สามารถสนับสนุนการทำนาปรังได้นั้น กรมชลประทานได้สนับสนุนในการจ้างแรงงานที่เป็นเกษตรกร ซึ่งคาดว่าจะจ้างได้ตามจำนวนที่เกษตรกรสนใจ และจากวันที่ 3 พ.ย. - 13 พ.ย. มีผู้สนใจรับการจ้างงาน 16,000 กว่าราย

              ด้านนายนำชัย พรหมมีชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การหยุดสนับสนุนน้ำในการทำนาปรังของ 2 ลุ่มน้ำดังกล่าว 390,000 กว่าครอบครัว หากแบ่งเกษตรกรดังกล่าว เป็น 3 กลุ่ม คือ เจ้าของนา คนเช่านา และคนรับจ้างทำนา ซึ่งคนรับจ้างทำนา และคนเช่านา ถือว่ามีความเดือดร้อนมาก หากประเมินแล้วมีอยู่ประมาณ 200,000 กว่าครัวเรือน เราจะใช้มาตรการจ้างแรงงาน เป็นมาตรการช่วยเหลือหลัก รวมถึงจะมีการฝึกอาชีพ เป็นมาตรการเสริมอีกด้วย ซึ่งขณะนี้มีคนสมัครเข้าร่วมกิจกรรม แล้วประมาณ 36,000 กว่าครอบครัว ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ในเร็วๆนี้

              "สำหรับมาตรการของกระทรวงเกษตร โดย กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดน กรมส่งเสริมการเกษตร จะมีการเปิดสอนอาชีพเสริม อาทิ การเลี้ยงเป็ด-ไก่ การเลี้ยงปลาเลี้ยงกบ การปลูกพืชบำรุงดิน การเพาะเห็ด โดยมีเกษตรกรสมัครเข้ามาเรียนอาชีพเสริมแล้วจำนวน 3 หมื่นกว่าครอบครัว โดยจะมีการเปิดโครงการในระยะแรกวันที่ 27 พ.ย. ที่ชัยนาท อยุธยาและชลบุรี โดยจะเปิดพร้อมกันทั้ง 3 จังหวัด" รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

              นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า เราได้ดำเนินการขุดลอกคูคลองในพื้นที่ที่ประสบปัญหา ซึ่งได้วางไว้2ระยะ คือ จะดำเนินการให้เสร็จในเดือนมี.ค. 2558 และคาดว่าจะลำเลียงน้ำได้ประมาณ 100 กว่าล้าน ลูกบาศก์เมตร จะให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.2558

              พ.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม(กห.) กล่าวว่า กระทรวงกลาโหม ได้พัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยในการใช้แอพพลิเคชั่น "ไลน์(Line)" ในการแจ้งเตือนภัย พร้อมให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างเต็มที่ รวมถึงประสานทุกส่วนราชการและหน่วยขึ้นตรงในพื้นที่ให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งนี้ กห. ได้เตรียมการในการช่วยเหลือประชาชน ทั้งการป้องกันที่ดำเนินการล่วงหน้ามานานกว่า1ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า ขุดลอกคูคลอง สร้างฝาย ลอกผักตบชวา ฯ และการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ทั้งการ ใช้เรือระบายพลขนาดใหญ่ ลำเลียงน้ำจืดไปยังเกาะต่างๆ และการใช้วิทยุเครือข่ายของกระทรวงกลาโหม เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อประชาชน ภัยแล้ง และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

              โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวอีกว่า ในส่วนของกองทัพอากาศได้มีการดัดแปลงอากาศยาน เพื่อโปรยเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ทำฝนหลวง และบินถ่ายภาพเพื่อนำมาประกอบแผนในการช่วยเหลือและดับไฟป่า รวมถึงลำเลียงน้ำไปยังพื้นที่ที่ห่างไกล  

              ส่วนนายปราณีต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า น้ำบาดาลเป็นส่วนที่จะช่วยเสริมภาวะวิกฤติเมื่อขาดแคลนน้ำ ที่จะมีโครงการเข้าไปในพื้นที่ 31 จังหวัดที่จะเกิดภัยแล้ง ซึ่งเป็นการเจาะเพื่อเสริมน้ำในส่วนของน้ำประปาที่ขาดแคลน และจัดน้ำดื่มที่สะอาดให้โรงเรียน 700 แห่ง


'อังกฤษ-ฝรั่งเศส'สนใจร่วมลงทุนรถไฟทางคู่

              นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังที่ นาย Roger Godsiff ประธานสมาชิกรัฐสภาของอังกฤษ ซึ่งเป็นกลุ่มมิตรภาพอังกฤษ-ไทย (Chairnam of All-Party Parliament Group หรือ APPG พร้อมด้วยนาย Graham Brady และ นาย David Amess สมาชิกรัฐสภาอังกฤษ เดินทางเข้าพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยร่วมด้วย โดยการหารือครั้งนี้ ทางสมาชิกรัฐสภาอังกฤษแสดงความยินดีในพัฒนาการทางการเมืองของไทย และการเดินหน้าตามโรปแมปที่ประกาศไว้ รวมทั้งกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ได้เล่าว่า ในขณะนี้ไทยได้จัดตั้ง สนช. สปช. และนำไปสู่สภาร่างรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน ทางสมาชิกรัฐสภาอังกฤษพร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกระบวนการปฏิรูปประชาธิปไตยของไทย


              นายเสข กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สมาชิกรัฐสภาอังกฤษต้องส่งเสริมนโยบายการลงทุน การค้าระหว่างกันให้มากขึ้น เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชนของสองประเทศ โดยทางอังกฤษสนใจจะร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในไทย เนื่องจากคำนึงถึงบทบาทไทยในภูมิภาคในการเชื่อมโครงโครงสร้างคมนาคม เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าในภูมิภาค อีกทั้งไทยและอังกฤษพร้อมจะร่วมมือกันให้ความรู้ทางวิชาการกับประเทศในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม พล.อ.ธนะศักดิ์ได้แจ้งให้อังกฤษทราบเรื่อง พรบ.การประกอบธุรกิจแรงงานต่างด้าว ซึ่งอยู่ระหว่าง สปช.ทำการศึกษา ถ้าทางอังกฤษมีประเด็นที่ห่วงกังวล และมีข้อเสนอแนะในเรื่องใด ก็ขอให้ส่งมา เพื่อให้กฎหมายอำนวยด้านการค้ากับนักลงทุนต่างชาติมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

              นายเสข กล่าวต่อว่า ในวันเดียวกัน นายฟิลลิป วาแรง ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสได้เข้าพบ พลเอกธนะศักดิ์ ในโอกาสที่นายวาแรง เดินทางเยือนไทย ในการเป็นประธานเปิดงานเวทีประชุมที่ปรึกษาด้านการค้าต่างประเทศระหว่างฝรั่งเศส กับเอเชีย จะจัดขึ้นในวันที่ 17 พ.ย. 2557 ซึ่งมีนักธุรกิจฝรั่งเศส อาเซียน และหลายประเทศในเอเชีย เข้าร่วมกว่า 300 คน ที่ประเทศไทย

              นายเสข กล่าวด้วยว่า ในการพบปะกันระหว่าง พล.อ.ธนะศักดิ์ และผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสครั้งนี้ นายวาแรง ได้ย้ำถึงความสำคัญบทบาทไทยในการเป็นศูนย์กลางทางภูมิภาค ใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งผู้แทนพิเศษของรมต.ฝรั่งเศสแสดงความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุนและสนใจร่วมมือกับประเทศไทยในด้านต่างๆ ได้แก่ การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ซึ่งมีนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสเดินทางมาไทย 6 แสนคนต่อปี ฝรั่งเศสจึงมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในไทย ต้องการส่งเสริมให้นักธุรกิจไทยไปลงทุนไทยในฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทไทยไปลงทุนในฝรั่งเศสแล้ว เช่น บริษัทกระดาษดับเบิ้ลเอ บริษัท ปตท. ซึ่งในปัจจุบัน มีบริษัทฝรั่งเศสมี 300 กว่าบริษัทในไทย มีการว่าจ้างงานคนไทยประมาณ 7 หมื่นคน ขณะเดี่ยวกัน มีคนฝรั่งเศสในไทยราว 2 แสนคน

              นายเสข กล่าวว่า ขณะเดียวกันฝรั่งต้องการการขยายสินค้าส่งออกมายังประเทศไทย รวมทั้งการบริการในไทย อาทิ ด้านเทคโนโลยีเภสัชศาสตร์ พยาบาล พลังงาน การเกษตร นอกจากนี้ ทางฝรั่งเศสสนับสนุนให้นักศึกษาไทยเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสมากขึ้นกว่าเดิม โดยแสดงความพร้อมให้ทุนแก่นักเรียนทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการพบปะกันครั้งนี้ ทั้งอังกฤษและผรั่งสนใจร่วมสนใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะรถไฟทางคู่ โดยพลเอก ธนะศักดิ์ ขอให้เขียนแผนเสนอมายังประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง