
ตูมตาม เชิญยิ้มร้องกองปราบถูกอ้างชื่อสร้างหนัง
14 พ.ย. 2557
ตูมตาม เชิญยิ้ม ดาราตลกรุ่นใหญ่ โร่แจ้งความกองปราบ ถูกแอบอ้างชื่อสร้างหนัง
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 พ.ย.57 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายธนพล สินสนอง หรือ “ตูมตาม เชิญยิ้ม” ดาราตลกรุ่นใหญ่ พร้อมด้วยนายสุเชษฐ์ หรือ “เก่ง รัตนานนท์” อายุ 32 ปี นักแสดงภาพยนตร์โฆษณา อยู่บ้านเลขที่ 15 หมู่บ้านธารทิพย์ สุขาภิบาล 3 ถนนรามคำแหง ซอย 62 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.ได้เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.ธงชัย โตเจริญ พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.นภัสกร หรือจุ๊บ แดงบรรจง อายุ 26 ปี ผู้จัดรายการเพลง (ดีเจ) สถานีวิทยุชาวทุ่งเรดิโอเน็ตเวิร์ก ซึ่งนำชื่อดาราตลกไปแอบอ้างว่า จะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “จึ่งนึ่ง ตะลึงโลก” ภาพยนตร์แนวคอมมาดี้ แล้วติดต่อขอสปอนเซอร์จากบุคคลต่างๆ โดยนายสุเชษฐ์ ผู้เสียหายถูกหลอกให้ร่วมหาเงินมาสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว แลกกับการได้รับบทแสดงเป็นตัวเด่นในภาพยนตร์ จนยอมจ่ายเงิน 2 แสนบาท แต่เวลาผ่านไปหลายเดือนกลับไม่มีการถ่ายทำภาพยนตร์แต่อย่างใด
นายธนพล หรือตูมตาม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้พบกับ น.ส.นภัสกร โดยมีเพื่อนแนะนำมา แล้วได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการทำภาพยนตร์เรื่อง “จึ่งนึ่ง ตะลึงโลก” โดยจะให้ตนเป็นผู้กำกับ ให้นายพีรวัส หรือวรพจน์ โพธิเนตร เป็นโปรดิวเซอร์ และเขียนบทภาพยนตร์ดังกล่าว หลังจากได้พบกันน.ส.นภัสกร ก็หายไปเป็นเดือน ตนยังได้แนะนำไปอีกว่าถ้าจะทำก็ต้องหานายทุนมาสนับสนุน โดยเราต้องนำเสนอความน่าสนใจในการทำภาพยนตร์เรื่องนี้
ดาราตลก กล่าวต่อว่า จากนั้น น.ส.นภัสกร ได้ไปพบกับนายสุเชษฐ์ ซึ่งเคยมีผลงานถ่ายภาพยนตร์โฆษณา และทำกิจการขายเครื่องเสียงอยู่ แต่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว ต่อมาน.ส.นภัสกร ได้มีการติดต่อนายสุเชษฐ์ ผ่านทางไลน์ โดยชักชวนให้มาร่วมแสดงภาพยนตร์ โดยนายสุเชษฐ์ ยังสอบถามน.ส.นภัสกร ด้วยว่า ทำงานอยู่ในวงการนี้ด้วยหรือ จากนั้นมีการนัดพบกันเพื่อคุยเรื่องให้มาร่วมแสดงภาพยนตร์ แต่ที่เริ่มผิดสังเกตุตั้งแต่แรกก็คือ การนัดพบกันจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยจะอ้างมีปัญหาติดขัด และให้นายสุเชษฐ์ เป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่ น.ส.นภัสกรทำนั้นมีการอ้างชื่อ รูปภาพ และปลอมลายเซ็นของตนด้วย จึงทำให้ตนได้รับความเสียหาย
นายสุเชษฐ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยรับงานถ่ายภาพยนตร์โฆษณาสินค้าหลายชิ้น โดยเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตนได้รู้จักกับ น.ส.นภัสกร ผ่านทางไลน์ เนื่องจากตนได้โพสต์ลงขายเครื่องเสียงไว้ เมื่อได้ติดต่อพูดคุยกันสักพัก ก็ถูกชักชวนให้มาร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยมีการนัดคุยรายละเอียดกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านซอยนวลจันทร์ จากนั้นตนได้รับอีเมลล์ และเอกสารแจ้งรายละเอียดต่างๆ มีการอ้างถึงดาราที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ก่อนจะพูดถึงเรื่องที่ต้องการให้ตนช่วยหาสปอนเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ แล้วอ้างว่ารายได้ส่วนหนึ่งจะมอบให้กับมูลนิธิบ้านนกขมิ้น เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน และเด็กด้อยโอกาสด้วย จึงทำให้ดูน่าเชื่อถือ
นายสุเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ครั้งแรกตนยังไม่ได้ตัดสินใจรับงานนี้ โดยได้ปรึกษากับครอบครัว ซึ่งทางครอบครัวก็ให้การสนับสนุน เพราะเห็นว่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เลย จึงคิดว่าควรจะคุยกันให้เป็นกิจลักษณะ ต่อมาจึงได้นัดหมาย น.ส.นภัสกร มาพูดคุยกันที่บ้านพักของตนย่านบางกะปิ และตกลงรับงานแสดงดังกล่าว โดยมีการโอนเงินสนับสนุนให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ผ่าน 2 บัญชีธนาคาร บัญชีละ 1 แสนบาท รวมเป็นเงิน 2 แสนบาท ส่วนรายละเอียดของภาพยนตร์เรื่องนี้ ตนจะได้รับบทบาทเป็นตัวแสดงที่ชื่อ “เพทาย” มีกำหนดเปิดกล้องถ่ายทำในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตนจะได้รับค่าตัว 8 หมื่นบาทต่อคิวการแสดง
นายสุเชษฐ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า หลังเตรียมพร้อมในการซักซ้อมบท และรอเวลาจนถึงกำหนดในเดือนมีนาคม ก็ยังไม่มีการเปิดกล้องถ่ายทำ แม้ตนพยายามติดต่อสอบถามเรื่องดังกล่าวกับ น.ส.นภัสกร แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จนเวลาล่วงเลยมานาน จึงคิดว่าน่าจะเป็นการหลอกลวง ก็พยายามสืบหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับ น.ส.นภัสกร และได้ติดต่อสอบถามไปยังดาราตลกคนดัง และผู้ที่ถูกอ้างชื่อ ทำให้ทราบว่ามีการแอบอ้างเพื่อเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือในการหาสปอนเซอร์เพื่อสร้างภาพยนตร์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อตนได้ติดตามจนพบตัว น.ส.นภัสกร จึงมีการพูดคุยกันในเรื่องดังกล่าว ซึ่ง น.ส.นภัสกร ยินยอมจะคืนเงิน แต่ให้ทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินไว้ โดยมีกำหนดคืนเงินจำนวน 2 แสนบาท ให้ภายในวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา
"พอถึงกำหนดชำระเงิน เขากลับผิดนัด ไม่ยอมคืนเงินให้ผม แม้ว่าจะทำสัญญากู้ยืมเอาไว้ เขาคงคิดว่าผมเอาเรื่องไม่ได้ ก็เลยไปปรึกษากับเพื่อนที่เป็นตำรวจมาบ้าง ก่อนจะนัดหมายกับพี่ตูมตาม ดาวตลกรุ่นใหญ่ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกองปราบ" นายสุเชษฐ์ กล่าว
ด้าน ร.ต.ท.ธงชัย กล่าวว่า จากการสอบถามรายละเอียดเบื้องต้น กรณีที่เกิดขึ้นต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ ในส่วนของนายธนพล หรือตูมตามนั้น เป็นความผิดอาญา เนื่องจากมีการปลอมลายเซ็น มีการใช้ภาพและข้อมูลต่างๆ ซึ่งเข้าข่ายปลอมแปลงเอกสาร จึงให้คำแนะนำให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ท้องที่เกิดเหตุ อีกส่วนคือกรณีของนายสุเชษฐ์ นั้น เป็นความผิดทางแพ่ง ซึ่งผู้เสียหายจะต้องตั้งทนายฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้มีการชดใช้เงินคืน หรือเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อไป



