
เรือรบเมียนมาร์เยือนสัตหีบ18พ.ย.
14 พ.ย. 2557
เรือรบฟริเกตของเมียนมาร์ เดินทางเยือนไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ถึงฐานทัพเรือสัตหีบ 18 พ.ย.นี้
14 พ.ย. 57 เรือรบประเทศเมียนมาร์ เดินทางเยือนฐานทัพเรือสัตหีบเป็นครั้งแรก ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือไทย - เมียนมาร์ ที่แนบแน่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายไทยนั้นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์มาถึงจุดนี้ได้ก็คือ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
เรือรบของเมียนมาร์ลำนี้อยู่ในชั้น ฟริเกต มี พลจัตวา เท หน่าย เป็นผู้บังคับหมู่เรือ นาวาโท คิน ซอ เป็นผู้บังคับการเรือ กำลังพลประจำเรือ 114 นาย ยาว 103.33 เมตร กว้าง 10.8 เมตร กินน้ำลึก 3.4 เมตร ระวางขับน้ำ 1,424 ตัน เป็นเรือชั้นเดียวกับกับเรือรบหลวงเจ้าพระยา ของไทย โดยเรือฟริเกตของเมียนมาร์ลำนี้ต่อจากประเทศจีน อยู่ในชั้น เจียงหู 2 ติดจรวดนำวิถี ประเทศเมียนมาร์ ขึ้นระวางประจำการเมื่อต้นปีนี้
เรือฟริเกต เป็นกำลังรบหลักของกองทัพเรือทั่วโลก ซึ่งก็รวมทั้งไทย เพราะมีความคล่องตัวสูง มีขนาดเล็กกว่าเรือประจัญบาน (Battleship) และเรือพิฆาต ที่มีระวางขับน้ำมากกว่า
การจัดชั้นของเรือรบนั้น ถ้าไม่นับเรือบรรทุกเครื่องบิน จะใช้ขนาด หรือระวางขับน้ำเป็นตัววัด เริ่มจากเรือประจัญบานที่มีขนาดใหญ่ มีอาวุธที่ยิงได้ระยะไกล โจมตีได้ทั้งน้ำ อากาศ และฝั่ง ถัดมาคือ เรือพิฆาต ที่มีระวางขับอยู่ที่ 10,000 ตัน ติดอาวุธคล้ายกัน ถัดมาคือ เรือฟริเกต ที่ระวางขับน้ำอยู่ประมาณ 2,000 - 4,000 ตัน มีความคล่องตัวสูง การติดตั้งอาวุธก็แล้วแต่ภารกิจ อย่างของไทยก็มีทั้งอาวุธปราบเรือดำน้ำ ต่อสู้กับเรือรบข้าศึก หรือบางลำมีอาวุธที่สามารถยิงเครื่องบินรบได้
ขนาดย่อมลงมาอีกคือ เรือคอร์เวตต์ ใช้ลาดตระเวนไม่ไกลจากฝั่งมากนัก ติดอาวุธตามภารกิจ ของไทยก็มีประจำการอยู่ เรือรบขนาดย่อมกว่านี้ที่ไทยเรามี เราเรียกว่า เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง หรือ โอพีวี (Off-Shore Patrol Vessel) ที่เราเพิ่งต่อเสร็จเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ก็คือ เรือหลวงปัตตานี ปกติติดอาวุธเป็นปืนใหญ่ประจำเรือ แต่ก็สามารถติดอาวุธอื่นเพิ่มได้แล้วแต่ภารกิจ



