
หนุ่มเก็บขยะพ้นคุก!คดีเก็บซีดีเก่าขาย
14 พ.ย. 2557
พนักงานเก็บขยะกทม.พ้นคุก! หลังมีผู้ใจบุญจ่ายค่าปรับ 1.3 แสนช่วยเหลือ ด้าน จรัญ ระบุศาลยุติธรรมเสนอแก้กฎหมายให้รอลงอาญาโทษปรับได้
14 พ.ย.57 น.ส.กาญจนา ฉาบสุวรรณ์ ผู้อำนวยการเขตสะพานสูง ให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือนายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา อายุ 28 ปี พนักงานเก็บขยะเขตสะพานสูง ถูกจับกุมพร้อมของกลางซีดี 83 แผ่น ขณะนำมาวางขายที่บริเวณสี่แยกกรุงเทพกรีฑา ย่านถนนศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2551 ว่า วานนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืน ให้ปรับ 133,400 บาท แต่นายสุรัตน์ไม่มีเงินค่าปรับจึงถูกนำไปกักขังแทนค่าปรับ วันละ 200 บาท แต่ภายหลังมีคำตัดสินออกมามีผู้ใจบุญหลายสิบรายที่ติดต่อมายังเขตเพื่อให้ความช่วยเหลือ รวมถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.ที่มอบเงินส่วนตัวมาให้ทางเขตตั้งแต่เย็นวานนี้ รวมถึงมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนา ก็ได้ประสานมาจะให้ความช่วยเหลือ
น.ส.กาญจนา กล่าวต่อว่า เมื่อเช้าวันนี้ที่ตนจะนำเงินจากผู้ว่าฯ กทม.ไปจ่ายค่าปรับแต่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งว่ามีผู้ไม่ประสงค์ออกนามนำเงินมาจ่ายตั้งแต่เวลาก่อน 08.00 น.แล้ว ซึ่งตนเองได้พยายามสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อต้องการทำหนังสือขอบคุณแต่ก็ได้รับการปฎิเสธข้อมูลจากตัวแทนที่นำเงินมาให้ เนื่องจากไม่ต้องการออกสื่อหรือเป็นข่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ ภายหลังน่ยสุรัตน์ได้รับการปล่อยตัว นายสุรัตน์จะยังคงทำหน้าที่ตามเดิมที่เขตสะพานสูง ซึ่งตนก็ได้กำชับให้ระมัดระวังในการทำหน้าที่ เพราะอาจจะเกิดปัญหาดังที่ผ่านมาอีก
ด้านม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า คงยอมไม่ได้ที่จะให้เจ้าหน้าที่กทม.ติดคุก ในฐานะกทม.ก็ต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว เรื่องนี้มีประชาชนให้ความสนใจ ซึ่งตนก็ขอขอบคุณ ขณะเดียวกันกระทรวงมหาดไทยก็ให้ความสนใจเช่นกัน ส่วนเรื่องคดีทางผู้อำนวยการเขตสะพานสูงในฐานะผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด
‘จรัญ’ ระบุศาลยุติธรรมเสนอแก้กฎหมายให้รอลงอาญาโทษปรับได้
นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พนักงานเก็บขยะ กทม. ถูกกักขังแทนหลังจากไม่มีเงินชำระค่าปรับ จากที่ศาลฎีกาตัดสินให้เสียค่าปรับ 133,400 บาท เนื่องจากจำหน่ายแผ่นซีดีเก่าที่อ้างว่าเก็บมาจากกองขยะ และถือว่าผิดตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดิทัศน์ 2551 ว่า มีกฎหมายที่ขัดแย้งความรู้สึกคนส่วนใหญ่อยู่เยอะ นี่เป็นอีกตัวหนึ่งที่ขัดแย้งว่าสภาออกกฎหมายมาเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่ว่ามันเกินขอบเขต จนต้องดูว่าเป็นการปกป้องที่พอเหมาะพอควรไหม โทษที่ศาลตัดสินเป็นโทษที่ขั้นต่ำสุดที่กำหนดไว้ และกฎหมายของเราศาลไม่สามารถรอการลงโทษปรับได้
นายจรัญ กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ มีเกณฑ์ว่าใช้กับใครใช้เพื่ออะไร จุดที่สองเมื่อเขาผิดกฎหมายพื้นฐานควรต้องให้รอการลงโทษแก่ผู้ที่ทำผิดเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ได้ แต่กฎหมายเราให้รอลงอาญาได้แต่โทษจำคุก แต่ไม่คิดว่าโทษปรับเบากว่าโทษจำคุก ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายเดิมคิดไม่รอบคอบ ขณะนี้ศาลยุติธรรมได้เสนอกฎหมายรอลงอาญาโทษปรับได้ อยู่ใน สนช. แล้ว หากพิจารณาเสร็จก็บัญญัติให้ใช้ย้อนหลังได้ด้วย
"กฎหมายไทยเราที่ใช้อยู่มีข้อจำกัดเยอะ เพราะเราเขียนมาแต่โบราณ และเราเขียนปกป้องผลประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว เราอาจจะเรียกว่ากฎหมายไม่ยุติธรรม เราต้องดูแลและกระตุ้นเตือนสังคมให้ดูแลยกเลิกกฎหมายเช่นนี้ แม้เวลาผ่านไปเรายังติดกับหลักกฎหมายจนไม่สามารถไปถึงหลักของความไม่ยุติธรรมได้จริงๆ" นายจรัญ กล่าว



