ข่าว

นักธุรกิจสัญชาติจีน-กัมพูชา ถูก2 ชายฉกรรจ์อ้างเป็นตร.อุ้มหาย

นักธุรกิจสัญชาติจีน-กัมพูชา ถูก2 ชายฉกรรจ์อ้างเป็นตร.อุ้มหาย

14 พ.ย. 2557

นักธุรกิจสัญชาติกัมพูชา-จีนถูกชายฉกรรจ์อ้างเป็นตำรวจอุ้มหายจากตึกใบหยก พบอีเมล์สั่งซื้อสินค้าร่วม 100 ล้านก่อนหายตัว ตร.เชื่อยังถูกคุมตัวในกทม.-ปริมณฑล

 
          เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน  กลุ่มนักธุรกิจสัญชาติจีน ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.วิชัย แดงประดับ พงส.ผทค.สน.พญาไท พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ ศรีประเสริฐ รองผกก.(สส.) พ.ต.ต.ประภาส แก้วฉีด สว.สส. เพื่อให้ปากคำในกรณีการหายตัวไปของนายเฉิน จี้ นักธุรกิจ 2 สัญชาติกัมพูชา-จีน สืบเนื่องจากช่วงเช้าของวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา น.ส.ลี เซีย ฟู อายุ 26 ปี สัญชาติจีน เพื่อนของนายเฉิน ได้เดินทางเข้ามาแจ้งความต่อ ร.ต.ท.เจริญ สุขมาก พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ว่า เมื่อเวลา 12.00 น.ของวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้มีชายฉกรรจ์  อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาจับกุมนายเฉิน จี้ อายุ 27 ปี ชาวจีน-กัมพูชา ที่บริเวณอาคารใบหยก แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. โดยอ้างว่ามีหมายจับ จากนั้นก็พาตัวขึ้นรถหายไป 
         น.ส.ลี กล่าวว่า ภายหลังถูกจับกุมตัวไป นายเฉินได้ติอต่อทางโทรศัพท์มาหาน.ส.ลี ซึ่งพักอยู่ที่ จ.สมุทรปราการ ว่า ถูกควบคุมตัวโดยชายไทยไม่ทราบชื่อ โดยอ้างว่าถูกออกหมายจับ จากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้อีกเลย ทำให้น.ส.ลีตัดสินใจเข้าแจ้งความ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามการหายตัวไปของนายเฉิน เนื่องจากนายเฉินเป็นนักธุรกิจที่เดินทางมาทำธุรกิจในประเทศไทย และไม่เคยมีหมายจับใดๆ ทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดความสงสัยว่าทำไมถึงถูกจับกุมตัวไป และใครเป็นคนจับกุมตัวไป
         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องต้นชุดสืบสวนของ สน.พญาไทได้ประสานไปทางสมาคมนักธุรกิจจีน เนื่องจากนายเฉินถือสองสัญชาติ คือสัญชาติจีน และสัญชาติกัมพูชา และตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบอาคารใบหยก ซึ่งก็พบว่ากล้องวงจรปิดสามารถจับภาพเหตุการณ์ขณะนายเฉินถูกอุ้มไว้ได้
          แหล่งข่าวระบุว่า จากการสอบปากคำพยานซึ่งเป็นไกด์ชาวจีน และอยู่ในเหตุการณ์ ให้การว่า ในวันที่เกิดเหตุ นายเฉินซึ่งทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศกัมพูชา ได้ให้ไกด์ชาวจีนเดินทางมารับพร้อมกับพวกอีก 7 คน เพื่อไปรับประทานอาหารที่บริเวณตึกใบหยก  หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ต่างพากันแยกย้ายกันเดินหาซื้อของ แต่ระหว่างที่นายเฉินกำลังเดินอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้มีชาย 2 คน เข้ามาจับกุมพร้อมโชว์บัตรแสดงตัว อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยอ้างว่านายเฉิน มีหมายจับ ตอนที่เกิดเหตุปรากฏว่าทางไกด์ชาวจีนได้ยิน 1 ใน 2 ของชายที่เข้ามาจับกุม พูดโทรศัพท์ว่า “ไม่ยอมมากับผม” ก่อนที่จะอุ้มนายเฉินไป 
          รายงานข่าวแจ้งอีกว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในอีเมลของนายเฉิน พบว่า มีการสั่งซื้อสินค้ามูลค่า 20 ล้านหยวน(หรือประมาณ 100 ล้านบาท) กับกลุ่มนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง แต่เมื่อสอบถามคนใกล้ชิดพบว่า ตามปกติแล้วในการสั่งซื้อสินค้า จะมีมูลค่าไม่สูงมากเท่ากับครั้งนี้  
          เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า กลุ่มคนร้ายน่าจะข่มขู่ให้นายเฉินสั่งซื้อสินค้า เพื่อต้องการตรวจสอบบัญชีของนายเฉินว่ามีเงินหมุนเวียนจำนวนมากน้อยแค่ไหน หลังจากกลุ่มคนร้ายทราบสถานะการเงินในบัญชีของนายเฉินแล้ว ก็บังคับให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชี หรือให้คนใกล้ชิดนำเงินสดไปไถ่ตัวเหยื่อ ซึ่งทางชุดสืบสวนได้ประชุมและเร่งติดตามหาเบาะแสกลุ่มคนร้าย และค้นหาตัวนายเฉิน โดยเชื่อว่านายเฉินน่าจะยังมีชีวิตอยู่และยังถูกคุมตัวในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล
          ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัตินายเฉินพบว่า เดินทางเข้าออกประเทศไทยโดยใช้หนังสือเดินทางประเภทนักท่องเที่ยว ซึ่งผ่านเข้าออกทางด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมทั้งมีการแจ้งที่พักอยู่ใน จ.ชลบุรี อีกทั้งไม่มีประวัติต้องคดีหรือมีหมายจับขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ "อินเตอร์โปล" แต่อย่างใด
         ต่อมาเมื่อเวลา  20.00 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.1 ฝ่ายสืบสวนสน.พญาไท และเจ้าหน้าที่ กก.3 สส.บก.สส.บชน.ได้ประชุมติดตามหาแนวทางการสืบสวนติดตามตัวนายเฉิน  โดยบรรยากาศการประชุมอย่างเคร่งเครียดตั้งแต่เวลา 16.00 น.ที่ผ่านมารวมกว่า 4 ชั่วโมง ภายหลังการประชุมทางเจ้าหน้าที่ได้แบ่งกำลังในการติดตามหาเบาะแสเพื่อติดตามรถฟอร์จูนเนอร์(ไม่ทราบแผ่นป้ายทะเบียน) ซึ่งคาดว่าเกี่ยวพันกับคดีดังกล่าวนี้  และลงพื้นที่หาข้อมูลที่พักของนายเฉิน จี้ หาหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุในการหายตัวไป
          ขณะที่รายงานข่าวระบุว่า จากการสอบสวน น.ส.ลี นานกว่า  5 ชม.  ได้ให้ข้อมูลว่าได้เดินทางเข้ามาประเทศไทย เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนตอนปี 2553  แล้วได้รู้จักกับนายเฉิน  ซึ่งเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศกัมพูชา และเดินทางเข้าออกประเทศไทยบ่อยครั้ง  เมื่อปี2555 โดยนายเฉินได้ติดต่อให้ตนเป็นล่ามที่ประเทศไทย เนื่องจากตนพูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้  จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา นายเฉินได้ติดต่อตนว่า มีผู้ชายจับตัวไป จึงติดต่อบรรดาเพื่อนนักธุรกิจชาวจีนที่ประเทศกัมพูชาให้ช่วยกันตามหา จนครบ 24 ชม.ก็ไม่พบตัว  จึงเดินทางมาแจ้งความ 
              ด้าน นายหลี ซุง คนขับรถส่วนตัวของนายเฉิน ได้ให้การว่า วันเกิดเหตุเห็นเจ้านายขึ้นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ตามปกติ จากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้  จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ได้รับการติดต่อจากเจ้านายทางโปรแกรมวีแชตว่า ต้องการเงินจำนวน 100  ล้านบาท เป็นค่าไถ่ตัว แต่ตนบอกได้ว่า หาเงินได้เพียง 18 ล้านบาท ซึ่งทางเจ้านายก็ย้ำมาอีกว่าต้องหาเงินให้ครบตามจำนวนภายในวันนี้ แล้วจะติดต่อมาใหม่