ข่าว

สนช.รับหลักการร่างก.ม.‘สื่อปลอดภัย’

สนช.รับหลักการร่างก.ม.‘สื่อปลอดภัย’

13 พ.ย. 2557

ที่ประชุม สนช. รับหลักการร่าง ก.ม. ‘วิทยาลัยชุมชน - สื่อปลอดภัย-ความเท่าเทียมทางเพศ’

               13พ.ย.2557 ที่รัฐสภาการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ครั้งที่ 24/2557 โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานดำเนินการในการประชุม โดยมีระเบียบวาระการประชุม คือ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระแรกจำนวน 4 ฉบับ โดยร่าง พ.ร.บ.สถาบันวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. ... มี นายกฤษณพงศ์ กีรติกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ชี้แจงหลักการและเหตุผลในร่าง พ.ร.บ.นี้ ว่า โดยที่ระบบการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ได้แบ่งออกเป็นการศึกษาระดับขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งการศึกษาระดับอุดมศึกษานั้น สามารถดำเนินการจัดการศึกษาที่ต่ำกว่าระดับปริญญาในรูปแบบวิทยาลัยชุมชนได้ สมควรมีกฎหมายที่กำหนดเพื่อรองรับการจัดตั้ง การบริหารและการดำเนินงานทางวิชาการของวิทยาลัยชุมชนไว้เป็นการเฉพาะ ขยายโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญา รวมทั้งให้การฝึกอมรมด้านวิชาการและด้านวิชาชีพ ซึ่งรูปแบบการจัดการศึกษาในวิทยาลัยชุมชนนั้น ให้คำนึงถึงการประสานความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เพื่อให้การจัดการศึกษาและการดำเนินการของวิทยาลัยชุมชนเกิดผลสัมฤทธิ์และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและชุมชน ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรม

               จากนั้น นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช. อภิปรายโดยเห็นว่า ขอให้ระวังวิทยาลัยชุมชนบางแห่ง จะซ้ำอาจจะรอยสถาบันราชภัฏ เพราะตนห่วงว่า อาจจะพัฒนากลายเป็นมหาวิทยาลัยที่จะใช้หลักสูตรของคนเมือง ซึ่งอาจจะละทิ้งฐานของชุมชนไป ส่วนนายตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. ระบุว่า ตนมีความเป็นห่วงว่า วิทยาลัยชุมชนจะถูกกำหนดทิศทางและหลักสูตรการศึกษาจากส่วนกลาง ซึ่งจะเน้นไปสู่การผลิตคนเพื่อรับปริญญา ดังนั้น ควรที่จะกระจายอำนาจให้วิทยาลัยชุมชนมีอำนาจบริหารจัดการตัวเอง เพื่อคงปรัชญาคือ วิทยาลัยชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน และตอบสนองความต้องการของชุมชน

               หลังจากนั้น ที่ประชุมได้มีการลงมติรับหลักการในร่างกฎหมายดังกล่าว โดยมีมติเห็นด้วย 162 เสียง ไม่เห็นด้วย 12 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง และได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ จำนวน 15 คน โดยมีระยะเวลาแปรญัตติ 7 วัน และมีระยะเวลาการทำงาน 30 วัน

               ต่อมาเป็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ... โดยมีนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้ชี้แจง โดย ระบุว่า โดยที่ในปัจจุบันสื่อต่างๆ มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนมากขึ้น แต่สื่อที่เหมาะสมแก่เด็กและเยาวชนมีจำนวนน้อย ซึ่งการผลิตที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์มีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งไม่เป็นที่นิยมของผู้ผลิตและผู้สนับสนุนการผลิตสื่อ ทำให้ขาดเงินทุนในการผลิตและการเผยแพร่สื่อที่มีคุณภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ในการผลิต การพัฒนาและการเผยแพร่สื่อที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพฤติกรรมที่ดีของเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาสื่อ จึงจำเป็นต้องมีการตรา พ.ร.บ. เพื่อรองรับการดำเนินงานของกองทุนดังกล่าว

               โดยนายมณเฑียร บุญตัน ได้อภิปรายว่า ตนรู้สึกเสียดายที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่มีเครือข่ายภาคประชาชนได้มีการนำเสนอและปรับปรุงนั้น ไม่ได้มีการพิจารณาในสภาแห่งนี้ ซึ่งตนมีข้อสังเกตว่า การดำเนินการของสื่อสร้างสรรค์ยังขาดองค์ประกอบที่จะให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อย เข้าถึงเนื้อหาของสื่อ ดังนั้น ขอให้ทางคณะกรรมาธิการรับไปพิจารณา

               ด้านนายสมชาย แสวงการ ระบุว่า ผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็กนั้น ขาดแคลนเงินทุนในการผลิต ทำให้ต้องพึ่งพาเงินทุนจากบริษัทจากภายนอก ทำให้ผู้ผลิตต้องผลิตรายการตามทิศทางของเจ้าของทุน ทำให้เด็กขาดคุณภาพ เพราะในปัจจุบันมีเยาวชน 22-23 ล้านคน และใช้ชีวิตอยู่กับสื่อมากถึง 8 ชม.ต่อวัน อีกทั้งคนไทยใช้สื่อมากติดอันดับโลกจากประชากร 65 ล้านคน มีมือถือ 98 ล้านเลขหมาย มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 26 ล้านผู้ใช้ 25 ล้านบัญชีเฟสบุ๊ก 33 ล้านบัญชีไลน์ สื่อสารกันแต่สิ่งไร้สาระ ซึ่งเยาวชน 20 ล้านคนเป็นเด็กจะทำอย่างไรสร้างภูมิคุ้มกัน

               ทั้งนี้ กฎหมายนี้เป็นที่เฝ้ารอมานานผ่านการผลักดันมานานนับ 10 ปี แต่ไม่อยากให้ความพยายามสูญเปล่า อย่างที่ผ่านมามีโครงการสร้างห้องสมุดชุมชน แต่สุดท้ายกลายเป็นโรงเลี้ยงสัตว์ จึงอยากเห็นการบริหารจัดการที่ดี ไม่เปิดช่องให้เกิดการทุจริตไปจ้างใครไม่รู้มาผลิต รวมทั้งต้องดูโครงสร้างดีๆ ไม่ให้การเมืองมาแทรกนำเงินไปใช้ผิดประเภท

               ส่วน น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. กล่าวว่า เป็นห่วงในมาตรา 6 ที่ระบุว่าเงินกองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินจาก ( 1) เงินที่ได้รับจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงฯ ​แต่ไม่มีการกำหนดชัดเจนว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ หรือ ระบุชัดเป็นตัวเงิน จึงอาจเป็นปัญหาต่อไป

               หลังจากนั้น ที่ประชุมได้มีการลงมติรับหลักการในร่างกฎหมายดังกล่าว โดยมีมติเห็นด้วย 176เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง และได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ จำนวน 18 คน ตามข้อบังคับฯ ข้อ 89 ที่ระบุให้ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาวินิจฉัยว่ามีสาระสำคัญเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี และผู้สูงอายุ หรือคนพิการหรือทุพพลภาพ หากสภามิได้พิจารณา โดยกรรมาธิการเต็มสภา ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด โดยมีระยะเวลาแปรญัตติ 7 วัน และมีระยะเวลาการทำงาน 30 วัน

              ด้านผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) รองประคณะกรรมาธิการการศึกษา สนช. คนที่ 1 เปิดเผยว่า ทุกวันนี้เราพูดถึงเรื่องพ.ร.บ.สื่อสร้างสรรค์หรือ ร่างพ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ....ให้เป็นเครื่องมือผลิตสื่อสร้างสรรค์เด็กไทยรู้เท่าทันสื่อว่า ตอนนี้ทางสนช.ก็เตรียมเร่งพ.ร.บ.สื่อสร้างสรรค์อยู่ เพราะเห็นว่าสื่อมีอิทธิพลกับเด็กและเยาวชนมาก โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์มีทุกบ้าน ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะมีฐานะเป็นอย่างไร ก็มีโทรทัศน์ไว้ดู เด็กและเยาวชนก็เปิดละครและรายการต่างๆดู โดยที่ผู้จัดจะสร้างละครแบบเดิมคือ ยังมีความรุนแรง มีตบตี แย่งสามีแย่งผู้ชาย ทะเลาะเบาะแว้ง หรือสื่อไปในทางเพศโดยทีเขียนไว้ว่าขณะที่มีการออกอากาศว่า โปรดใช้วิจารณญาณในการชม ผมอยากฝากถามผู้ผลิตละครว่า ก่อนจะให้คนดูอย่างเด็กและเยาวชนใช้วิจารณญาณ ผมอยากจะให้ผู้จัดผู้ผลิตละคร หรือละครต่างๆ มีวิจารณญาณในการผลิต การเลือกบท การกำกับ คนที่สร้างสรรค์ผลงานละครโทรทัศน์ต้องมีวิจารณญาณก่อน อย่ามาคาดหวังว่าเด็กและเยาวชนหรือให้พ่อแม่ผู้ปกครองคนในครอบครัวเป็นคนเลือกว่าอะไรควรดูหรือไม่ควรดู ผมคิดว่าผู้ผลิตผู้จัดละครต้องรับผิดชอบสังคมก่อนที่จะผลิตอะไร และหากจะตอบว่าสร้างละครน้ำดีแล้วผู้สนับสนุนหรือสปอนเซอร์มีน้อย เราก็ต้องอธิบายต่อสปอนแซอร์ให้ได้ว่าเพราะอะไร และการรับผิดชอบต่อสังคมอาจจะทำให้เราได้กำไรน้อยลง หากแต่สังคมดีขึ้น ผู้จัดละครไทยควรจะตระหนักเรื่องเหล่านี้ให้มาก มิฉะนั้นแล้วตัวผู้จัดละครโทรทัศน์จะมีส่วนอย่างยิ่งในการเพิ่มปัญหาสังคม ดังนั้นการจะสร้างละครแต่ละเรื่องจึงควรจะสร้างละครที่เสริมสร้างคุณธรรมที่ดี และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน

              “หากร่างพ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผ่าน คงจะมีการแนวคิดและแนวทางในการเข้าไปสนับสนุนผู้สร้าง ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่สร้างสรรค์มากกว่านี้ เพราะอย่าลืมว่าสังคมไทยจะดีขึ้นและพัฒนาไปได้นั้นสื่อและรายการที่สร้างสรรค์มีส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนาเด็กและเยาวชน เพราะการดูสิ่งดีๆ เรื่องราวที่สร้างสรรค์จะเป็นแรงบันดาลใจดีๆ ให้เด็กๆและเยาวชนได้ ในทางตรงข้ามถ้าเขารับแต่เรื่องราวหรือละครที่มีความรุนแรง ก้าวร้าว ทะเลาะกัน มันก็จะเกิดเป็นความเคยชินขึ้นและเขาก็จะมองเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดาเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก หากเขามองความรุนแรง ก้าวร้าวในละครเป็นเรื่องปกติและชินชากับเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งเท่ากับผู้จัดผู้ผลิตละครกำลังสร้างให้เด็กและเยาวชนไทยกำลังสร้างเด็กไทยให้มีคุณลักษณะเช่นนั้น แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม”


ผ่านร่างก.มความเท่าเทียมทางเพศ

               ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ครั้งที่ 24/2557 โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานดำเนินการในการประชุม โดยมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยเนื้อหาเป็นการแบ่งส่วนราชการในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงว่า เนื่องจากการจัดโครงสร้างส่วนราชการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ผ่านมา ได้แยกงานนโยบาย งานวิชาการ และงานด้านการปฏิบัติ ในแต่ละกลุ่มเป้าหมายออกจากกัน ทำให้เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน และส่งผลกระทบต่อการให้บริการกับประชาชน จึงสมควรปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการของกระทรวงฯ เสียใหม่ โดยรวมงานนโยบาย งานวิชาการ และงานด้านการปฏิบัติ ของกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ให้อยู่ในส่วนราชการเดียวกัน เพื่อให้สามารถกำหนดเป้าหมายและทิศทางการปฏิบัติงานของส่วนราชการให้สามารถปฏิบัติงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน รวมทั้งเป็นการประหยัดทรัพยากรภาครัฐมากยิ่งขึ้น

               จากนั้นที่ประชุมได้มีการลงมติรับหลักการในร่างกฎหมายดังกล่าว โดยมีมติเห็นด้วย 176 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง และได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ จำนวน 15 คน โดยมีระยะเวลาแปรญัตติ 7 วัน และมีระยะเวลาการทำงาน 30 วัน

               ส่วนร่าง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. .... ทาง พล.ต.อ.อดุลย์ ได้ชี้แจงว่า โดยหลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็คือ โดยที่ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการป้องกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศที่ชัดเจน ส่งผลให้บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร ซึ่งสมควรมีกฎหมายเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยเป็นธรรมระหว่างเพศ และป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

               น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิก สนช. อภิปรายว่า ในร่างมาตรา 16 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว นั้น กำหนดให้สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (สทพ.) และคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) แต่ในร่าง พ.ร.บ.ก่อนหน้านี้ ได้รับหลักการให้มีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานเป็น 'กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว' ดังนั้น จึงขอให้มีการดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อย ต่อมา นายสุธรรม พันธุศักดิ์ กล่าวว่า ตนเห็นว่า ควรแนะนำให้ฟังข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่เห็นว่า บทนิยามในมาตรา 3 ของร่าง พ.ร.บ.นี้ ยังมีปัญหาอยู่ จึงมีข้อแนะนำให้ชะลอการพิจารณาเอาไว้ก่อน ส่วนนางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ ระบุว่า คำนิยามในมาตรา 3 ที่เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศที่ระบุว่าการกำหนดคำนิยามการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ คือ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุผลทางวิชาการ ทางศาสนา หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น ขัดกับอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี นอกจากนี้ องค์ประกอบของคณะกรรมการ สทพ. ตามมาตรา 5 นั้น ยังขาดองค์ประกอบขององค์กรเอกชนและภาคประชาชนที่ทำงานในด้านดังกล่าว จึงข้อเสนอให้กรรมการในส่วนนี้ ส่วน นางเสาวณี สุวรรณชีพ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวนั้น ถือเป็นปัญหาระดับชาติ จึงเห็นควรเปลี่ยนผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นนายกรัฐมนตรี

               หลังจากนั้น ที่ประชุมได้มีการลงมติรับหลักการในร่างกฎหมายดังกล่าว โดยมีมติเห็นด้วย 184เสียง งดออกเสียง 4 เสียง และได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ จำนวน 17 คน ตามข้อบังคับฯ ข้อ 89 ที่ระบุให้ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาวินิจฉัยว่ามีสาระสำคัญเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี และผู้สูงอายุ หรือคนพิการหรือทุพพลภาพ หากสภามิได้พิจารณา โดยกรรมาธิการเต็มสภา ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด โดยมีระยะเวลาแปรญัตติ 7 วัน และมีระยะเวลาการทำงาน 30 วัน

               ต่อมา ได้มีการพิจารณาทบทวนร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 132 ที่ระบุว่า ในกรณีที่ปรากฏว่าร่างพระราชบัญญัติที่สภาให้ความเห็นชอบแล้วและให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ มีข้อความผิดพลาด และสมควรได้รับการพิจารณาทบทวนอีกครั้งก่อนทรงลงพระปรมาภิไธย ประธานสภาฯ อาจขอปรึกษาหรือสมาชิกเสนอญัตติโดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสิบคน ให้นำร่างพระราชบัญญัตินั้นกลับมาทบทวนได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผลปรากฏว่า ทางสมาชิกได้ลงมติเห็นชอบให้นำร่างแก้ไขเนื้อของกฎหมายดังกล่าวมาดำเนินการเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

               จากนั้น นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้สั่งปิดประชุมในเวลา 15.40 น.