
นายกฯอินเดียถวายพระพรในหลวง
นายกฯอินเดียถวายพระพรในหลวง โอกาสหารือทวิภาคีประยุทธ์เวทีอาเซียน ขณะที่นายกฯไทยแนะ 4 เรื่องควรดำเนินการในปี58
เมื่อเวลา 11.30 น. วันวันที่ 12 พ.ย.2557 ที่กรุงเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสภาพเมียนมาร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หารือทวิภาคีกับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 25 ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ ร.อ. ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการหารือว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีอินเดีย
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีอินเดียกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินเดีย พร้อมกล่าวถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พร้อมชื่นชมสมเด็จพระโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอินเดีย เป็นส่วนสำคัญช่วยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียมาโดยตลอด พร้อมยินดีที่จะส่งผู้แทนร่วมงานนิทรรศการที่ไทยจะจัดเพื่อขึ้นและตอบรับที่จะร่วมการประชุมสุดยอด ACD ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในปีหน้าด้วย
นายกรัฐมนตรีอินเดีย กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยในความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าว เพื่อร่วมมือกันในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การก่อการร้ายรวมทั้งการกระทำผิดกฏหมาย ซึ่งถือว่าเป็นภัยอันตรายต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งไทยและอินเดียต่างให้ความสำคัญในการต่อต้านการก่อการร้ายและภัยต่อความมั่นคงต่างๆ
สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยและอินเดียนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมนโยบายอินเดีย ในการจัดตั้ง “Smart City” และ “ Made in India” เพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ สอดคล้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กระตุ้นการค้าการลงทุน ทั้งสองประเทศยังมีนโยบายพัฒนาความเชื่อมโยงภายในอาเซียนและภูมิภาค โดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง เช่นโครงการถนน สามฝ่าย ไทย-เมียนมาร์-อินเดีย รวมทั้งโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ที่กำลังเดินหน้าไปด้วยดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเชื่อมโยงตลาดอาเซียนและเอเชียใต้ นอกจากนี้ ไทยยังปรับปรุงสิทธิประโยชน์การลงทุนของ BOI เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศ หน่วยงานไทยพร้อมที่จะข้อมูลแก่เอกชนอินเดียที่สนใจ
นายกรัฐมนตรีอินเดียได้แสดงความสนใจและเห็นว่าโครงการดังกล่าวข้างต้นจะต้องเร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-อินเดีย และการเร่งรัดการยกเลิกภาษีซ้อน เพื่อประโยชน์ต่อการค้าการลงทุน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ ไทยและอินเดียยังมีความร่วมมือด้านความมั่นคงมานาน ทั้งความร่วมมือด้านหน่วยงานข่าวกรองและการลาดตระเวนร่วมทางทะเล หวังว่ากองทัพไทยและอินเดียจะทำการฝึกผสมร่วมกันภายใต้รหัส “ไมตรี” ในเร็ววันนี้
นายกฯกล่าวถ้อยแถลงประชุมสุดยอดอาเซียน
ทั้งนี้เมื่อเวลา 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ พลเอกประยุทธ์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 25 ร่วมกับผู้นำอาเซียนอีก 9 ประเทศ พร้อมด้วย เลขาธิการอาเซียน โดยมีนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เป็นประธานการประชุม โดยเป็นการทบทวนพัฒนาการสร้างประชาคมอาเซียน ให้นโยบายเกี่ยวกับการจัดทำวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนภายหลังปี 2558 และผลักดันประเด็นความร่วมมือที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยร้อยเอกยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญว่า
ในที่ประชุม พลเอกประยุทธ์ได้กล่าวแสดงความชื่นชมการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของเมียนมาร์ และแสดงความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียนและได้เข้ามาร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งแรก และหวังว่าจะได้มีโอกาสเยือนประเทศสมาชิกครบทุกประเทศในไม่ช้า พร้อมกับกล่าวขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าใจต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และยืนยันว่าไทยยังคงให้ความสำคัญต่ออาเซียนและจะยึดมั่นต่อพันธกรณีต่างๆในการสร้างประชาคมอาเซียนในภูมิภาค เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในภูมิภาค
ในเรื่องการสร้างประชาคมอาเซียน นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ในปี 2558 อาเซียนควรให้ความสำคัญกับประเด็นเร่งด่วนที่ควรดำเนินการให้เกิดผล 4 ประการ ได้แก่
1) ส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อเป็นการสนับสนุนการเป็นประชาคมอาเซียน เพื่อความเชื่อมโยงจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการค้าการลงทุนที่แนบแน่นยิ่งขึ้น ซึ่งไทยให้ความสำคัญและสนันสนุนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนในภูมิภาค เพื่อกระจายความเจริญ ลดช่องว่างการพัฒนา เพิ่มการจ้างงานและห่วงโซ่ด้านการผลิตสินค้า และทำให้ประชาชนตามจุดเชื่อมต่อมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และหวังว่า ความเชื่อมโยงจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงในภูมิภาค
2) อาเซียนต้องมีความพร้อมในการรับมือกับปัญหาข้ามชาติมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติ ไทยจึงให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคและอนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยการค้ามนุษย์ให้แล้วเสร็จในปี 2558 เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างรอบด้าน ทั้งการป้องกัน การดำเนินคดี การคุ้มครองช่วยเหลือ การพัฒนากลไกเชิงนโยบายและการสร้างหุ้นส่วนในภูมิภาค นอกจากนี้ ต้องร่วมกันสร้างอาเซียนเป็นประชาคมที่ปลอดจากยาเสพติดภายในปี 2558 โดยใช้ ปปส.อาเซียนเป็นกลไกเพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปราม
3) เนื่องจากเพิ่งกลับจากการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ซึ่งมีหัวข้อสำคัญ คือ การรวมกลุ่มเศรษฐกิจและเปิดเสรีทางการค้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นายกรัฐมนตรีจึงเห็นว่า อาเซียนควรเร่งการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ให้แล้วเสร็จในปี 2558 ตามที่ได้เคยประกาศไว้ เพื่อช่วยขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนของประเทศในภูมิภาค
4) ปีนี้ ครบรอบ 4 ปีสึนามิ และที่ผ่านมาเห็นได้ว่า ภูมิภาคอาเซียนมีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติมาก ไทยจึงเห็นว่า อาเซียนต้องร่วมกันรับมือกับภัยพิบัติ เพื่อมิให้กระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาค ดังนั้นต้องทำให้คณะทำงานร่วมของอาเซียนด้านการบรรเทาภัยพิบัติสามารถปฏิบัติงานได้จริงและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้อาเซียนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการบรรเทาและลดผลประทบจากภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับประชาคมอาเซียนภายหลังปี 2558 นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การสร้างประชาคมอาเซียนเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ดังนั้น วิสัยทัศน์ของอาเซียนต้องมองไปข้างหน้าเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีที่อาเซียนได้จัดทำเป้าหมายหลักของวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนภายหลังปี 2558 เสร็จสิ้นและจะมีการจัดตั้งคณะทำงานระดับสูงเพื่อร่างวิสัยทัศน์ภายหลังปี 2558 ต่อไป
อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาคมอาเซียนจากภายใน ดังนั้น อาเซียนจึงควรให้ความสำคัญกับวาระของประชาชน โดยการยกระดับการดำรงชีวิตของประชาชนในเรื่องต่างๆ อาทิ การศึกษา สาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การพัฒนาที่ยั่งยืน การลดช่องว่างการพัฒนา การขจัดความยากจน การลดความเหลื่อมล้ำ และการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์จากประชาคมอาเซียน
นอกจากนี้ ภาคเกษตรมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงการพัฒนาภาคการเกษตรในเวทีเอเปค จึงอยากเสนอให้อาเซียนพัฒนาภาคการเกษตรให้มีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรและส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน รวมทั้งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับภูมิภาคและโลกด้วย ดังนั้น เราควรพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านธุรกิจทางเกษตรให้แก่เกษตรกร และเพิ่มศักยภาพทางการเกษตรเพื่อยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร
อาเซียนกำลังจะเปิดเสรีมากขึ้น ทุกประเทศจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงชายแดนมากขึ้นและจะต้องบริหารจัดการชายแดนอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ทั้งด้านการเมืองความมั่นคงและเศรษฐกิจ ประเทศมหาอำนาจจึงสนใจและพยายามเข้ามามีบทบาทและแข่งขันกันมากขึ้น รวมทั้งพยายามเข้ามากำหนดระเบียบในภูมิภาค อาเซียนจึงต้องรักษาความเป็นหนึ่งเดียวและส่งเสริมความเป็นแกนกลางของอาเซียน(ASEAN Centrality)ในสถาปัตยกรรมภูมิภาค โดยอาเซียนต้องมีบทบาทนำในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่อาเซียนเป็นผู้ริเริ่มและมีความคิดและบทบาทเชิงรุก เพื่อให้อาเซียนสามารถเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในภูมิภาคต่อไป
การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก หรือ EAS เป็นเวทีหารือในประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ระดับผู้นำ ที่มีประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเข้าร่วม เราจึงควรส่งเสริมให้ EAS เป็นเวทียุทธศาสตร์อย่างแท้จริง สามารถมีบทบาทและการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม จึงควรให้เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนศึกษาทิศทางในอนาคตของ EAS ให้เป็นเวทีที่มีบทบาทและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า อาเซียนต้องแสดงท่าทีร่วมกันในเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกภูมิภาค ที่จะมีผลกระทบต่ออาเซียน อาทิ ปัญหาความรุนแรงในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้ง ตะวันออกกลาง ปัญหาโรคระบาด และปัญหาในภูมิภาค
สำหรับอีโบลา เป็นวิกฤตระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราต้องเฝ้าระวังและป้องกันและแก้ไข ไทยจึงเห็นว่าในกรอบอาเซียนบวกสาม ควรมีการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในระดับภูมิภาคและสร้างกลไกเฝ้าระวังโรคร่วมกัน ซึ่งไทยพร้อมจะเป็นจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนบวกสาม ซึ่งอาจจัดขึ้นในเดือนธันวาคม เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วน
ในเรื่องทะเลจีนใต้ ต้องแสดงให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่า อาเซียนและจีน สามารถแก้ปัญหากันได้และมีความคืบหน้าในกระบวนการการเจรจาจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (COC) นอกจากนี้ อาเซียนและจีนจะต้องพยายามรักษาสถานการณ์ในพื้นที่ให้มีความสงบและไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งอย่างเช่นในอดีตโดยการปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (DOC) อย่างเต็มที่เพื่อช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันและเร่งรัดการจัดทำ COC โดยเร็ว ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเรื่อง DOC ซึ่งที่ประชุมได้ตกลงในสาระสำคัญของ COC หลายเรื่อง รวมทั้งจัดตั้งมาตรการชั่วคราวเพื่อป้องกันข้อขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น อาทิ การมีโทรศัพท์ hotline หน่วยงานกู้ภัยและหน่วยงานด้านการต่างประเทศ การฝึกซ้อมร่วมในห้องปฏิบัติการเพื่อร่วมกันกู้ภัยและปฏิบัติการทางทะเลร่วมกัน
“เต็ง เส่ง”แนะนำ“ประยุทธ์”ต่อที่ประชุมอาเซียน
ทั้งนี้เมื่อเวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติเมียนมาร์ พลเอกประยุทธจันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 25 ที่กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ โดยมีนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ รอให้การต้อนรับผู้นำประเทศต่างๆที่เดินทางมาถึงศูนย์การประชุม ก่อนที่ผู้นำทั้งหมด จะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนอย่างเป็นทางการ
จากนั้นประธานาธิบดีเมียนมาร์ในฐานะประธานอาเซียนได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุม เริ่มจากแนะนำพลเอกประยุทธ์ในฐานะผู้นำใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมการประชุมอาเซียนเป็นครั้งแรก
ทั้งนี้ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ได้กล่าวถึงการประชุมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ว่าเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความพยายามของอาเซียน เพื่อย้ำถึงเจตนารมย์ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาเซียนจะเสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกภูมิภาคให้มากขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามแผนโร้ดแมปประชาคมอาเซียน ทั้งนี้ อาเซียนจะเดินหน้ากำหนดวิสัยทัศน์ภายหลังปี 2558 หลังจากเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปีหน้า
โดยหัวข้อหลักของการประชุมในปีนี้ คือ การก้าวไปข้างหน้าสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและประชาคมที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง ในโอกาสนี้ ประธานาธิบดีเมียนมาร์ได้ทบทวนถึงความสำเร็จและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอาเซียน รวมทั้ง ประณามการยิงเครื่องบินสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ เที่ยวบิน เอ็มเอช 317 และความรุนแรงที่เกิดจากการก่อการร้าย
ด้านเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีเมียนมาร์ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน แต่การบริโภคภายในประเทศอาเซียนยังคงแข็งแกร่ง และคาดว่าปีหน้า เศรษฐกิจอาเซียนจะเติบโตขึ้นร้อยละ 5
ในโอกาสนี้ ประธานาธิบดีเมียนมาร์ได้ย้ำถึงความร่วมมือในระดับต่อไป ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.ความร่วมมือในการส่งเสริมวัฒนธรรมร่วมกัน สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพ 2.ส่งเสริมให้อาเซียนมีบทบาทและเป็นกลไกสำคัญในระดับภูมิภาครวมทั้งเวทีโลก
3.ความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ลดความยากจน ลดช่องว่างการพัฒนา และ 4.ส่งเสริมให้อาเซียนปรับตัวเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อให้อาเซียนสามารถร่วมมือกับประเทศภายนอกภูมิภาค โดยเฉพาะการเผชิญหน้าต่อความท้าทายของโลก เช่น ภัยพิบัติ ภัยคุกคาม การก่อการร้าย โรคระบาด วิกฤตอาหารและพลังงาน เป็นต้น
จากนั้นพลเอกประยุทธ์และผู้นำอาเชียน ได้ร่วมกันถ่ายรูปหมู่บนเวที ก่อนที่จะรับชมทางแสดงทางวัฒนธรรมที่ทางเมียนมาร์จัดขึ้น และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 25
ประธานาธิบดีบราซิลเล็งเยือนประเทศไทยเร็ว ๆ นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล เอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศบราซิล ได้ยื่นพระราชสาส์นตราตั้งต่อนาง Dilma Rousseff ประธานาธิบดีบราซิล ยังทำเนียบประธานาธิบดี โดยมีนางดวงใจ ชาญภูมิดล ภริยา และพ.อ.ณัฐพงศ์ ขวัญอ่อน ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำกรุงบราซิเลียเข้าร่วมพิธียื่นพระราชสาส์นดังกล่าว โดยภายหลังการยื่นสาส์น เอกอัครราชทูตไทยได้หารือข้อราชการกับประธานาธิบดีบราซิล ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้กล่าวขอน้อมนำความปรารถนาดียิ่งในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมายังประธานาธิบดีบราซิล
นอกจากนี้ ยังนำข้อความยินดีจากพล.อ.ประยุทธ์ไปถึงประธานาธิบดีจากการที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยสามารถได้ดำรงตำแหน่งประธานธิบดีสมัยที่ 2 นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตไทยได้กล่าวด้วยว่า จะเป็นเกียรติยิ่งต่อประเทศไทย หากประธานธิบดีบราซิล จะเยือนไทยอย่างเป็นทางการในเวลาที่สะดวกต่อไป ซึ่งประธานาธิบดีบราซิล ตอบกลับว่า ประสงค์จะเยือนไทยอย่างเป็นทางการในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในเร็ว ๆ นี้เช่นกัน



