
ทรัพย์ภายใน-ทรัพย์ภายนอก
14 พ.ย. 2557
เงินทองต้องรู้ : ทรัพย์ภายใน-ทรัพย์ภายนอก : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สัมภาษณ์คุณสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน ออกรายการเงินทองต้องรู้ ความที่ไม่ได้ติดตามธุรกิจรับสร้างบ้านมานาน พอรู้ข้อมูลล่าสุดจากคุณสิทธิพร ก็ต้องยอมรับว่า น่าตกใจไม่น้อย เพราะไม่คิดว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากขนาดนี้
คุณสิทธิพรบอกว่า จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2557 ไว้ในราว 8-10% ปรากฏว่า ผ่านไป 11 เดือน ตัวเลขจริงอยู่ที่ 2.5-3% เท่านั้น โดยปัจจัยที่มีผลกระทบทางตรงต่อธุรกิจ ก็คือ เรื่องของความเชื่อมั่น ถ้าผู้บริโภคเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจจะดีขึ้น กำลังซื้อก็จะกลับมา ดังนั้น สิ่งที่เป็นความหวังจึงอยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ต้องรู้จักปรับตัวตามไปด้วย
ในระหว่างการสัมภาษณ์ มีประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านที่คุณสิทธิพรพูดไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ ความใส่ใจของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องการเลือกใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน ซึ่งในอุตสาหกรรมมีทั้งกลุ่มอนุรักษนิยมที่ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนและกลุ่มที่พร้อมจะเปลี่ยนหรือปรับเปลี่ยนไปล่วงหน้าแล้ว
จริงๆ อันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะหยิบมาขยายความ ถ้าไม่ใช่เพราะประโยคหนึ่งที่คุณสิทธิพรทิ้งท้ายไว้ในรายการ และเป็นประโยคที่สามารถนำมาใช้ได้กับหลายๆ เรื่อง ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องเงินๆ ทองๆ นั่นคือ “ถ้าเรารู้ว่าสุดท้ายแล้วเราต้องเปลี่ยน เราจะเลือกเปลี่ยนล่วงหน้า ปรับตัวล่วงหน้า หรือจะรอจนกว่ากระแสรอบด้านมันกดดันจนในที่สุด เราก็ต้องเปลี่ยน”
ผลสุดท้ายคือ เปลี่ยนเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เหมือนกัน
จัดรายการเสร็จ ก็มีนัดให้สัมภาษณ์ในเชิงให้ความเห็นกับฝ่ายวิจัยตลาดเกี่ยวกับภาพลักษณ์ขององค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทย ตลอดเวลา 1 ชั่วโมงกว่าๆ ได้ข้อสรุปที่ไม่น่าเชื่อว่าจะสอดคล้องกับเรื่องแรก และสอดคล้องกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้เหมือนกัน บทสรุปที่ว่า ก็คือ ภาพลักษณ์ขององค์กรขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือ และความน่าเชื่อถือก็มาจากความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อสร้างฐานะของกิจการให้มั่นคงเข้มแข็ง ซึ่งปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จที่เหมือนกันในหลายๆ องค์กร อยู่ที่ความสามารถในการ “ปรับตัว”
ในเรื่องของการบริหารจัดการเงินลงทุน ก็มีความจำเป็นต้องปรับตัว ต้องยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ต้องมองปัจจัยรอบด้านที่ส่งผลกระทบ คิด วิเคราะห์ กลั่นกรองและพร้อมเปลี่ยนแปลง
เราจะเห็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จจำนวนไม่น้อย สร้าง “ฐานข้อมูล” ขนาดใหญ่ แล้วใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่นำมาวิเคราะห์ เพื่อประเมินแนวโน้มในอนาคต ก่อนตัดสินใจว่า ตัวเองจะเดินไปทางไหน อย่างเช่น ธนาคารกสิกรไทย ที่จัดตั้งบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มาครบ 20 ปี เป็นระยะเวลาที่ยาวนานและมากพอที่จะสั่งสมข้อมูลต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ และวางแผนธุรกิจในอนาคต
“ข้อมูล” ที่มากพอ ก็เป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุน
การรักษา “ทรัพย์ภายนอก” ซึ่งหมายถึงทรัพย์สินเงินทองต่างๆ จึงต้องมีองค์ประกอบพร้อม ทั้งความรู้-ความเข้าใจ ความมีวินัย มีข้อมูลเพียงพอ และรู้จักปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ที่เรียกว่า “ทรัพย์ภายนอก” เพราะมีโอกาสได้อ่านหนังสือธรรมะที่พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน หนังสือที่ว่า ว่าด้วย “ร่ำรวย ยิ่งใหญ่ เลื่อนลอย หรือเพื่ออะไร ?” โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ในหนังสือพูดถึง “ทรัพย์ภายในและทรัพย์ภายนอก” ไว้ว่า ทรัพย์ภายนอกจะมีคุณค่าและความหมาย เมื่อมีทรัพย์ภายในเป็นฐาน
“ทรัพย์นั้นเป็นเครื่องทำให้คนเรามีความสมบูรณ์ในตัวเอง จิตใจจะสมบูรณ์ได้ มีความมั่นใจ ก็เพราะมีทรัพย์ภายใน ถ้าเรามีทรัพย์ภายนอก เราก็มีความมั่นใจภายนอก แต่ถ้าเรามีทรัพย์ภายใน เราก็มีความมั่นใจภายใน
ทรัพย์ภายนอกคือ ทรัพย์สินเงินทองต่างๆ ส่วนทรัพย์ภายใน ทางพระเรียกว่า อริยทรัพย์ ซึ่งทรัพย์ภายในนี้มีมากมายหลายประการ หนึ่ง คือ ศรัทธา หรือความเชื่อ ความมั่นใจ การมีความมั่นใจในหลักการอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะคือหลักการแห่งความดีงาม ความเชื่อในการกระทําความดี ความเชื่อในกรรมดี ข้อนี้เป็นทรัพย์ ที่สําคัญอย่างยิ่งประการที่หนึ่ง ถ้าคนใดมีศรัทธาในกรรมดี ในการกระทําความดี คนนั้นก็มีความมั่นใจในตัวเอง จึงนับว่ามีทรัพย์ประการที่หนึ่ง ซึ่งจะเป็นทุนรอนในการสร้างสิ่งที่ดีงาม
สอง คือ ความประพฤติดีงาม ความเป็นคนสุจริต การที่ได้ดํารงตนอยู่ในทางที่ถูกต้อง ไม่ได้ประพฤติตนเสียหาย ความบริสุทธิ์สุจริตนี้ ก็ทําให้เกิดความมั่นใจในตัวเอง เป็นทรัพย์ประการที่สอง ทางพระเรียกว่า ศีล สาม คือ หิริ และสี่ คือ โอตตัปปะ นั่นคือ ความละอายบาป และความเกรงกลัวต่อบาป ซึ่งจะเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันใจ เป็นหลักประกันให้เราไม่ทําความชั่ว ไม่ทําความเสียหาย ทําให้เรามีความประพฤติอยู่ในครรลองด้วยดี
ห้า คือ สุตะ หรือความรู้ที่ได้เล่าเรียน ค้นคว้า และฝึกฝน อบรมมา ได้แก่ ความรู้ในวิชาการต่างๆ ความรู้ในวิชาหาเลี้ยงชีพ ตลอดจนความรู้ในศิลปวิทยา และความเชี่ยวชาญในกิจการงานต่างๆ ซึ่งเป็นทรัพย์สำคัญที่จะช่วยให้เราหาทรัพย์ภายนอกได้ด้วย อย่างน้อย คนที่มีวิชาความรู้ ก็มีความมั่นใจในตัวเอง และมีความพร้อมในการที่จะดําเนินชีวิตให้เป็นอยู่ด้วยดี หก คือ จาคะ หรือการรู้จักเสียสละ ความมีน้ำใจ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือบําเพ็ญประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์
ประการที่เจ็ด ประการสุดท้าย คือ ปัญญา ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ความสามารถที่จะจัดทําดําเนินการสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง ความรู้ที่จะแก้ปัญหา ความรู้เข้าใจเหตุผล เข้าใจโลกและชีวิตตามเป็นจริง เป็นทรัพย์ประจําตัวที่สําคัญที่สุด ทรัพย์ทั้งหมดเหล่านี้ รวมแล้วก็มีสองอย่างด้วยกัน คือ ความรู้ อย่างหนึ่ง และ ความดี อย่างหนึ่ง ความรู้และความดีนั่นแหละเป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ภายในที่สําคัญ
อ่านแล้วยิ่งค้นพบว่า หลักการบริหารทรัพย์ภายในนั้น สามารถนำใช้กับทรัพย์ภายนอกได้อย่างสบายๆ และบทสรุปในตอนจบที่บอกว่า “คนเรามีทรัพย์ภายในแล้ว ก็จะทําให้ทรัพย์ภายนอกมีความหมาย ถ้าไม่มีทรัพย์ภายใน ไม่มีอริยทรัพย์ ทรัพย์ภายนอกก็จะมีคุณค่าและความหมายอย่างแท้จริงไม่ได้”
ยิ่งตอกย้ำว่า ใช่เลย !!!
--------------------------
(เงินทองต้องรู้ : ทรัพย์ภายใน-ทรัพย์ภายนอก : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



