ข่าว

‘ชุมนุมสไตล์เขยอีสาน ฝรั่งลาบก้อย’

‘ชุมนุมสไตล์เขยอีสาน ฝรั่งลาบก้อย’

13 พ.ย. 2557

‘ชุมนุมสไตล์เขยอีสาน ฝรั่งลาบก้อย’ : คอลัมน์ เขยฝรั่ง...สะใภ้อินเตอร์ เรื่อง... บุญชู ศรีไตรภพ เรียบเรียง... เสาวลักษ์ คงภัคพูน

 
           การมีชีวิตครอบครัวที่ได้อยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความเข้าใจ และอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า เป็นสิ่งที่คู่รักหลายคู่ต้องการ ไม่ต่างจาก "ฤทัยรัตน์ ปักสาวัฒนะ" สาวจาก จ.เลย ชีวิตที่แต่งงานกับคนไทยต้องเจอมรสุมในครอบครัวจนต้องเลิกรากันไป ทำให้ฤทัยรัตน์ ตัดสินใจมุ่งหน้าไปหางานทำที่พัทยา จ.ชลบุรี หวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ระหว่างนั่งรถประจำทางเห็นศาลพระภูมิที่เมืองพัทยาจึงไหว้ขอพรและอธิษฐานหากพบรักครั้งใหม่ขอให้ได้คนดี ดูแลกันได้ หากได้ตามอธิษฐานจะถวายพวงมาลัย 90 พวง ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่ฝันไว้จะเป็นจริง 
 
           “ช่วงที่ตัดสินใจไปพัทยาอายุประมาณ 36 ปี ไม่ว่าอย่างไรชีวิตก็ต้องดำเนินต่อ เมื่ออยู่ที่บ้านไม่มีงานทำ เพื่อนๆ แนะนำให้มาหางานทำที่พัทยา จึงตัดสินใจเดินทาง ตั้งใจว่าจะทำงานเก็บเงินไว้ใช้ในอนาคต เมื่อมาถึงได้งานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ดูแลเครื่องดื่มให้แขกที่เข้ามารับประทานอาหาร ชีวิตช่วงนั้นก็เรื่อยๆ หนักไปเรื่องทำงานมากกว่า” 
 
           เมื่อโชคชะตาลิขิตให้เป็นคู่กัน หลังจากที่หนุ่มใหญ่เจ้าของร้านอาหารชาวสวีเดน ลาซา โฮมบอม ในวัย 47 ปี ใช้ชีวิตในช่วงวันหยุดเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทยเป็นครั้งที่ 2 ในช่วง 10 วันแรกเดินทางไปท่องเที่ยวที่ จ.ภูเก็ต ก่อนจะกลับไปทำงานที่สวีเดน เขาตั้งใจเดินทางมาหาเพื่อนเก่าที่พัทยา ในครั้งนั้นทำให้ฤทัยรัตน์และลาซาได้เจอกัน ขณะที่ฝ่ายหญิงทำงานในร้าน รูปร่างผิวพรรณสะดุดตาลาซามาก เขาเฝ้ามองทุกย่างก้าวที่เธอเดินไปมา ตลอดเวลาที่ทำงาน ใบหน้าของฤทัยรัตน์เปื้อนยิ้มอยู่เสมอ มองดูรู้ว่าเป็นยิ้มจริงใจ ลาซาประทับใจจนอยากจะลองคบหาศึกษาดู หากไปด้วยกันได้ก็คงได้มีภรรยาเป็นสาวไทยอย่างที่เคยแอบคิดไว้ 
 
           “ครั้งแรกที่เจอกันคุณลาซาเขาก็เรียกว่าดาร์ลิ่ง เราก็คิดว่าเขาเป็นลูกค้า คุยกันถูกคอ คุยกันรู้เรื่อง คุยกันเป็นเพื่อน ยังไม่ได้คิดไกลถึงเรื่องเป็นแฟน ตลอดทั้งอาทิตย์เขามาที่ร้าน เทียวไปเทียวมา ไม่นานเขาขอคบหา ก็บอกว่าดูใจกันก่อน ประมาณหนึ่งเดือนจึงตกลงใจว่าคบหากัน” 
 
           เพียงเดือนเดียวจากเพื่อนกลายเป็นคนรัก ถึงทั้งคู่จะรู้จักกันไม่มากพอ แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนที่รักและเข้าใจกัน เพราะตลอด 14 ปีที่เป็นครอบครัวทั้งคู่ต่างช่วยกันทำมาหากินไม่เคยอยู่เฉย
 
           “คบกับลาซาเพราะเขาเป็นคนมีจิตใจดี เอื้อเฟื้อ เอาใจใส่คนรอบข้าง สนุกสนานร่าเริง เข้ากับญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ได้ ทุกครั้งที่มีงานทำบุญเขาจะไปมีส่วนร่วมด้วย กินอยู่ก็ง่ายไม่เลือกกินให้เป็นภาระ ชีวิตคู่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ เขาจะเป็นคนโกรธง่ายแต่ก็หายเร็ว ทุกครั้งที่มีปัญหาเราทั้งคู่จะพูดคุยกันให้เข้าใจ ไม่ปล่อยให้ปัญหาคาราคาซัง ค่อยๆ ปรับตัวปรับใจเข้าหากัน” 
 
           หลังจากตกลงแต่งงานลาซาให้ฤทัยรัตน์ลาออกจากร้านอาหารที่ทำงานอยู่ เพื่อมาเปิดธุรกิจร้านอาหารของตัวเองที่พัทยา จากประสบการณ์การบริหารร้านอาหารของลาซา ส่วนภรรยามีฝีมือการทำอาหาร ตลอด 5 ปีที่ทั้งคู่ช่วยกันดูแลกิจการ ลาซาเองเดินทางไปมาระหว่างไทยและสวีเดน เพราะต้องดูแลกิจการร้านอาหารและดูแลลูกจากภรรยาเก่า แต่ละช่วงชีวิตไม่ราบรื่นนัก เพราะมีทั้งช่วงเวลาที่ธุรกิจประสบผลสำเร็จและช่วงที่ธุรกิจล้มลุกคลุกคลาน ประสบปัญหาถึง 4 ครั้ง ทั้งคู่ก็ไม่ท้อต่อสู้ทำมาหากิน จนปัจจุบันเลิกกิจการร้านอาหารที่พัทยาแล้วมาปักหลักทำการเกษตรที่บ้านเกิดของฤทัยรัตน์ใน จ.เลย 
 
           “ผมตั้งใจจะมาปักหลักใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่กับภรรยา เพราะเราทำงานหนักมาแล้วตลอดชีวิต เหนื่อยมามากแล้ว ทุกวันนี้เราก็พอใจกับชีวิตครอบครัว ได้ทำการเกษตรเล็กๆ น้อยๆ มีไร่อ้อยและปลูกพืชผักสวนครัวบ้าง มีความสุขตามอัตภาพ รักเพราะเขามีความอดทน สู้ชีวิต พูดจริงทำจริง เอาใจ พูดจาเก่ง สนุกเฮฮา หลายครั้งที่เครียดจะคอยปลอบโยนเสมอ ก่อนหน้านี้ธุรกิจขาดทุนจนเคยคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว เพราะคำพูดของฤทัยรัตน์ทำให้มีแรงสู้อีกครั้ง เขาไม่ฟุ่มเฟือยรู้จักค่าของเงิน โชคดีที่ได้เขามาเป็นคู่ชีวิต” 
 
           ปัจจุบันทั้งคู่มาปักหลักใช้ชีวิตที่บ้านนาอ่างคำ ต.ทรัพย์ไพวัลย์ อ.เอราวัณ จ.เลย เมื่อทั้งสองคนยังมีเรี่ยวแรง ประกอบกับลาซาเห็นบรรยากาศตลาดประจำตำบลที่คึกคักไปด้วยผู้คนที่มาซื้อหาอาหาร จึงเห็นลู่ทางในการทำกินตัดสินใจเปิดร้านอาหารอีสานสไตล์บ้านทุ่งขึ้น โดยมีภรรยาเป็นแม่ครัว ระยะเวลาที่เปิดขายเพียง 2 เดือน มีลูกค้าต้อนรับอย่างดีเพราะอาหารที่นี่รสดีและสะอาด 
 
           “ชอบบรรยากาศ วิถีชีวิตที่ จ.เลย เพราะผู้คนอยู่ด้วยความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อกัน ใช้ชีวิตไม่ต้องเร่งรีบ เมื่อเห็นบรรยากาศตลาดที่ตำบลมีแห่งเดียว ในหนึ่งอาทิตย์จะขายเพียง 3 วัน เราก็ไม่อยากอยู่เฉยๆ 3 วันเปิดร้าน 4 วันพักผ่อน ก็ลงตัวจึงตัดสินใจเปิดร้านอาหารสไตล์อีสาน ขายพวกลาบ ก้อย ส้มตำ ร้านเล็กๆ ลูกค้าเยอะ นอกจากจะมีคนไทยแล้วก็จะมีเขยฝรั่งที่มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ที่พอจะคุ้นเคยกัน มาใช้ที่ร้านเป็นจุดศูนย์กลางในการพบปะกันพอคลายเหงากันได้บ้าง” 
 
.......................................
(หมายเหตุ ‘ชุมนุมสไตล์เขยอีสาน ฝรั่งลาบก้อย’ : คอลัมน์ เขยฝรั่ง...สะใภ้อินเตอร์  เรื่อง... บุญชู ศรีไตรภพ   เรียบเรียง... เสาวลักษ์ คงภัคพูน)