
'วิษณุ'ชี้'อภิรัฐมนตรี'แค่ข้อเสนอ
11 พ.ย. 2557
'วิษณุ' ไม่มีความเห็น 'อภิรัฐมนตรี' บอกแค่ข้อเสนอหนึ่ง เปรียบร่าง รธน.เหมือนสร้างบ้าน ต้องป้องกันภัย เขียนห้ามรัฐประหารไม่มีประโยชน์ 'ภาษีมรดก' ไม่ขัดแย้ง
11 พ.ย. 57 เมื่อเวลา 12.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอการตั้งอภิรัฐมนตรี ว่า ไม่มีความเห็น และไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่ได้เป็นคนพูด ส่วนจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้น ก็นึกไม่ออก และไม่ได้ตามเรื่องนี้ ไม่ได้เอาใจใส่เรื่องนี้ รู้เพียงว่ามันคืออะไร แต่ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวอะไรในเวลานี้ และเอามาทำอะไร จึงต้องถามตัวผู้เสนอเอง อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเพียงหนึ่งในร้อยในพันข้อเสนอ ไม่เห็นมีอะไรที่ต้องตื่นเต้น และตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตื่นเต้น เพราะยังมีข้อเสนออื่นๆ ที่ดีอีก
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเสนอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ 3 ส่วนที่ตนเสนอไปนั้น ก็เป็นข้อเสนอหนึ่ง หรืออาจจะมีส่วนที่ 4 หรือ 5 ก็ได้ ซึ่งแต่ละส่วนอาจจะแก้ไขเพิ่มเติมได้ยากง่ายต่างกัน หรือแม้แต่การลงประชามติ อาจจะแยกกันลงก็ได้ ซึ่งจะทำให้มีการปฏิบัติกันคนละอย่างได้ ส่วน คสช.เห็นด้วยหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้คุยกับ คสช. แต่ที่ตนพูดนั้นเนื่องจากเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นทางวิชาการเท่านั้น ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าว อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด เพียงแต่หากมีข้อเสนอใดที่เสนอได้ ก็ต้องช่วยกันเสนอ ส่วนจะนำไปพิจารณาหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของเขา ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ และไม่ได้สนใจที่จะตาม และไม่มีการลอบบี้
ส่วนที่มีข้อเสนอแนะจากหลายฝ่ายในขณะนี้ จะสามารถตกผลึกได้หลังวันที่ 19 ธ.ค. แต่ช่วงนี้เป็นช่วงของการโยนหินถามทาง เพราะกำหนดว่าภายใน 60 วัน ตั้งแต่มีการตั้ง สปช.ต้องมีข้อเสนอไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่ง 60 วัน จะครบในวันที่ 19 ธ.ค. ช่วงนี้ใครมีอะไรก็เสนอได้ หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการก็จะได้เข้าสู่กระบวนการยกร่างฯ ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.เป็นต้นไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำอย่างไร ไม่ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เกิดความขัดแย้ง และถูกฉีกบ่อยๆ นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิด การทำรัฐธรรมนูญก็เหมือนการสร้างบ้าน เวลาเราสร้างบ้าน เราคงไม่คิดแค่ว่าจะทำอย่างไรให้อยู่ในบ้านได้ด้วยความสะดวกสบายอย่างเดียว แต่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้โจรผู้ร้ายเข้าไป หรือทำอย่างไรไม่ให้เกิดน้ำท่วม ซึ่งสมัยก่อนอาจจะไม่ต้องทำ
"ผมจึงคิดว่าการสร้างบ้านกับรัฐธรรมนูญจึงคล้ายกัน จะต้องคิดว่าภัยต่างๆ จะมีอะไรบ้าง หลายคนถามว่า ทำไมต้องคิดร่างรัฐธรรมนูญป้องกันการรัฐประหาร ก็ทำมา 19 ฉบับ ก็ทำรัฐประหารกันเสียตั้งเยอะ เราก็รู้ว่าเป็นภัยหนึ่งในหลายภัย และถ้าเราคิดว่าเป็นภัยก็ต้องหาทางป้องกันไว้ ส่วนจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ มันคงแก้หมดจดไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีการคิดและแก้ไขไปบ้างแล้ว และคงต้องช่วยกันคิดต่อไป"
ส่วนความเป็นไปได้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะมีการระบุข้อห้ามในการทำรัฐประหารหรือไม่นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า "เคยมีการเขียนมาแล้ว แต่พอถึงเวลาเขาก็ยกเลิกทั้งฉบับ หรือเลิกมาตรานั้น สิ่งที่ห้ามไว้ก็หายไป ประโยชน์ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น การเขียนห้ามก็ไม่มีประโยชน์ มันอยู่ที่ความรู้สึกนึกคิด จิตใจ การยอมรับ อะไรที่เรารู้สึกว่าเป็นที่ยอมรับ เราก็จะหวงแหน เมื่อเราหวงแหนก็รู้สึกผูกพัน อย่าว่าแต่ฉีกเลย แก้เรายังไม่อยากให้แก้เลย"
ต่อข้อถามที่ว่าการทำประชามติจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้รัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้งหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งได้ในช่วงสั้นๆ แต่พออยู่ไป ก็ห่างเหิน ความรู้สึกอื่นก็จะเข้ามา ความจำเป็นอื่นก็จะเข้ามา แรกๆ เมื่อทำอาจจะยังศักดิ์สิทธิ์ มั่นคง และการทำประชามติ สามารถนำผลประชามติไปใช้ในเรื่องอื่นได้ เช่น การยันว่ามีการผ่านประชามติมาแล้ว นำไปกีดกันการคิดที่จะแก้ไขเพิ่มเติม หากเราคิดว่าทำออกมาดีที่สุด และไม่คิดจะแก้อีกแล้วในชาตินี้ ก็เป็นเรื่องที่คุ้ม แต่ถ้าคิดว่าไม่เป็นไร ทำไป แก้ไป ลองไป ก็อย่าให้ประชามติเป็นอุปสรรค อย่างขณะนี้เริ่มมีคนเสนอแล้วว่าให้ทำประชามติบางหลักการ บางมาตรา บางหมวด เป็นไปได้ทั้งนั้น หรือจะประชามติทั้งฉบับก็ไม่ได้ว่าอะไร
"ผมถึงพูดตั้งแต่ต้นว่า รัฐธรรมนูญ ชั่วคราวฉบับปัจจุบัน ไม่ได้ปิดกั้นการทำประชามติ ถ้าประสงค์จะทำก็ทำได้ เราจงใจใส่เอาไว้ให้แล้วไปดูได้ เราไม่ได้เขียนบังคับตั้งแต่แรกว่าต้องทำ ถ้าอยู่ไปอยากทำ ทำได้ บอกมาผมจัดให้"
เมื่อถามว่า หากทำประชามติแล้วไม่ผ่านจะทำอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า การทำประชามติก็เหมือนการเลือกตั้งที่มีเดิมพัน มีโอกาสผ่านและไม่ผ่าน เราไม่ได้คิดว่าที่ไม่ทำประชามติ เพราะจะไม่ผ่าน หากไม่ผ่านก็มีกลไกอื่นที่ทำให้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ ส่วนที่ว่าหากประชามติไม่ผ่านจะทำให้รัฐบาลบริหารงานได้นานขึ้น เพราะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้น สำหรับคนที่คิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งถ้ารัฐบาลเอาแต่ได้ ทำไมไม่คิดบ้างว่ารัฐบาลอาจจะอยากอยู่นาน เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็อาจจะอยากทำประชามติ ถ้าไม่ผ่านจะได้อยู่นาน เป็นการหาเรื่องมองได้ทุกเรื่อง เวลานี้เลยไม่คิดอะไร ให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จ แล้วถามประชาชนดูว่าพอใจหรือไม่ หากพอใจก็ไม่ต้องลงประชามติ ถ้าอยากลงก็ลงไม่ได้ว่ากัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นการทำประชามติแบบปี 2550 ที่เป็นแบบสุกเอาเผากินหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เรากลัวแบบนั้น วันนี้ทุกคนเรียกร้องให้ทำประชามติ แต่ก็ต้องระวังการทำประชามติแบบสุขเอาเผากิน หรือการไม่ให้ข้อมูลล่วงหน้า หรือการอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ที่จริงแล้ว ก็ไม่ถึงกับสุขเอาเผากิน เพียงแต่ความรู้เรื่อง ความเข้าใจ ไม่เข้าใจเท่านั้นเอง ซึ่งรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่เข้าใจยาก และการที่จะให้ชาวบ้านเข้าใจอย่างถ่องแท้เป็นเรื่องที่ยาก ฉะนั้นความคิดที่จะให้ทำประชามติบางหลักการอาจเป็นสิ่งที่ดีก็ได้ อาทิ จะเอาวุฒิสภาหรือไม่ ส.ว.จะเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง ถามแบบนี้ตอบง่าย แล้วนำมาร่าง จะดีกว่าเขียนไปทั้งฉบับแล้วนำมาโหวตกัน เพราะเวลาลงประชามติ เหมือนลงปาร์ตี้ลิสต์ คือ ชอบมาตรานี้ ไม่ชอบมาตรานั้น แต่เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วสุดท้ายให้ผ่าน ทั้งที่มีบางเรื่องเราไม่ชอบ แต่มี 2-3 มาตราที่สำคัญก็ให้ผ่าน
เมื่อถามว่า หลายฝ่ายอาจกังวลว่าคนที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีความเป็นกลาง มีอคติกับนักการเมืองมาโดยตลอด นายวิษณุ กล่าวว่า พูดยาก แล้วแต่คนจะมอง อยากให้มองผลงานเขาดีกว่า เพราะทุกคนก็มีจุดยืนทั้งนั้น แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเกิดมาเขาจะถูกนำมาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะแต่ละคนก็สำแดงอภินิหารกันไปพอสมควรแล้ว แต่มาถึงจุดนี้ทุกคนต้องปรับทัศนคติ และตีตัวให้เข้ามาอยู่ในร่องรอยให้สังคมไว้วางใจ ไม่เช่นนั้นจะอยู่ไม่ได้ และสุดท้ายก็ต้องอาศัยคนอื่นช่วยกันประคับประคองกันไป คนสองคนเห็นอย่างไร คนอื่นไม่เห็นด้วย ก็เอาชนะกันไม่ได้ ขอให้ว่ากันไป เพราะการร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นโลกไหน ก็ต้องเจอปัญหาเช่นนี้ หากจะให้เป็นกลางเลยก็คงหายาก แม้เราจะบอกว่าคนนั้นกลาง แต่ก็มีคนออกมาบอกว่าไม่กลางอยู่ดี ฉะนั้นไม่ต้องสนใจว่าใครเป็นคนคิดและเสนออะไรเอาหลักการที่เสนอมาปู ส่วนชอบ ไม่ชอบ ถ้าใช้ได้ก็ตกลง ใครจะเสนอก็ช่าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเขียนออกมาให้ประชาชนอ่านรู้เรื่องหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ เขายังไม่ทันเขียนเลย ได้แต่อธิษฐานให้เขาเขียนออกมาแล้วอ่านรู้เรื่อง แต่การตีความก็ยังต้องตีความอยู่ และอคติคนมันทำให้เกิดความรู้สึกอยากตีความไปอีกอย่าง ถึงต้องถกเถียงกัน
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีแนวคิดเสนอให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง จะเป็นการสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ขัดแย้ง ถ้าเรามองไม่ขัดแย้ง ก็ไม่ขัดแย้ง เราเปิดโอกาสให้เขาเสนอ ถ้าเสนอแล้วเป็นความขัดแย้งก็ไม่ต้องเสนอ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องร่างอะไรกันแล้ว อย่ามองเป็นความขัดแย้งเลย
ส่วนจะมีการกำหนดระยะการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารและนักการเมืองในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบต้องไปถามคนร่างฯ บ้าง
เมื่อถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องมีการเขียนเรื่องการรักษาการกรณีที่ไม่มีรัฐบาล ที่ถกเถียงเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คุณยิ่งลักษณ์ เขาก็บอกว่าไม่ใช่ไม่มีรัฐบาล เขายังเป็นอยู่ แต่ต้องมีคนมารักษาการ เหมือนสมัยตนลาออก ก็ไม่มีตำแหน่งว่าง มันไม่มีกฎหมายมาห้ามการลาออกได้ ห้ามท้องก็ห้ามไม่ได้ด้วย ห้ามตายก็ไม่ได้ มันต้องมีคนเหลืออยู่เท่านั้นเอง หากไม่อยากอยู่ก็ลาออก หากไม่ยอมให้เขาลาออก เขาก็ทำตัวเขาเองให้ขาดคุณสมบัติ แล้วทีนี้เราจะยังให้เขาดำรงตำแหน่งต่อได้หรือ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ควรจะเขียนอะไรให้ชัดกว่าเดิมเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาปรึกษาบ้างไหม นายวิษณุ กล่าวว่า จะมาปรึกษาทำไม แต่ละท่านเก่งๆ ทั้งนั้น ยังไม่เริ่มร่างกันเลย และเห็นว่าทาง กมธ.จะเชิญพรรคการเมืองมาให้ข้อมูลในการร่างรธน.ด้วย ซึ่งก็ถือว่าดี ไล่ทุกพรรคเลย
ส่วนกรณีที่รัฐบาลเตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก นายวิษณุ กล่าวว่า มันคงทำให้เกิดความคิด เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่คงไม่ไปไกลขนาดเกิดความขัดแย้งขึ้น เพราะสังคมพูดถึงเรื่องนี้มาพอสมควรแล้ว และมองว่าเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และสังคมเองก็เรียกร้อง เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความมั่นใจว่าไม่ได้ไปรังแกคนยากคนจน คนมีมรดกน้อย เบี้ยน้อยหอยน้อย หรือแม้แต่คนร่ำรวยมั่งคั่งจะไม่ขนเงินหนีไปนอกประเทศกันหมด ให้เขามีความมั่นใจว่ามีความเป็นธรรม ตนเข้าใจว่าหลักการในกฎหมายดังกล่าว คือ ให้ความเป็นธรรมพอสมควรแล้ว ในหลายประเทศมีการจัดเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรกของมรดก แต่กฎหมายดังกล่าวนั้นไม่ใช่ 50 ล้านบาทแรกไม่ต้องเสียภาษี หนำซ้ำหากมีหนี้สิน ก็จะให้นำหนี้สินมาหักยอดออกก่อนด้วย สมมติได้มรดก 100 ล้านบาท แต่เป็นลูกหนี้อยู่ 70 ล้าน ก็ต้องหักออกไปก่อน ส่วนภาษีที่จะเสียก็คือส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งก็พอจะไปได้ เข้าไปในสภาก็อาจจะมีการปรับตัวเลขอีกก็ได้
เมื่อถามว่า ในหลายประเทศทำไมไม่มีการจัดเก็บภาษีมรดก นายวิษณุ กล่าวว่า มีประเทศที่เลิกไป เพราะมีเหตุผลหลายอย่าง แต่ประเทศที่เลิกไปนั้นได้ผ่านช่วงเวลาที่เก็บภาษีดังกล่าวแล้วจึงไม่ต้องเก็บ แต่ของประเทศเรายังไม่ได้เริ่มเลย เพราะฉะนั้นหากไม่มีเราก็ต้องคิดภาษีอื่นมาทดแทน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหากับคนยากคนจนมากกว่า จึงต้องเก็บ แล้วในอนาคตจะเลิกเสียหรือผ่อนลงก็แล้วแต่ ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวเรียกเก็บไม่เกิน 10 เปอร์เซนต์ อาจจะ 3 เปอร์เซนต์ 5 เปอร์เซนต์ก็ได้ ตามกำหนดที่จะออกโดยพระราชกฤษฎีกา
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมีความมั่นใจที่จะตามเก็บภาษีได้หมดหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงจะไม่ตั้งใจจะไปไล่ตาม มันมีขึ้นมาเป็นระบบเอาไว้แล้วก็เก็บเท่าที่เก็บได้ เหมือนภาษีอื่นๆ ที่มีเล็ดลอดหลุดออกไปได้อยู่ดี แต่ก็ได้บ้าง ทำให้คนจำนวนหนึ่งเห็นว่า ในสังคมนี้ยังมีการลดความเหลื่อมล้ำอยู่ รัฐไม่ได้ต้องการเงินภาษีดังกล่าวมาทำอะไร ตรงกันข้ามหากใครมีมรดกแล้วนำไปตั้งมูลนิธิหรือทำการกุศล เช่น ให้วัดหรือบริจาคให้มูลนิธิจะได้รับการงดเว้นภาษี



