ข่าว

'เด็จพี่'บุกป.ป.ช.จี้ฟ้องคดีปรส.

'เด็จพี่'บุกป.ป.ช.จี้ฟ้องคดีปรส.

11 พ.ย. 2557

'พร้อมพงศ์' บุกทวงถามคดี ปรส. ก่อนหมดอายุความ 30 พ.ย.นี้ 'ป.ป.ช.' แจงไม่เหลือคดีค้างดำเนินการ

 
                             11 พ.ย. 57  เมื่อเวลา 10.30 น.  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อสอบถามความคืบหน้าในคดีที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ที่กำลังจะหมดอายุความ ทั้งนี้มี นายศักดิ์ชัย เมทินีพิศาลกุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นตัวแทนรับหนังสือ โดยนายพร้อมพงศ์ ระบุว่า คดีดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชน และมีการติดตามทวงถามคดีมาโดยตลอด และสำนักงาน ป.ป.ช.ได้ชี้แจงว่า อายุความคดีอาญาเรื่องนี้ทั้งหมดจะขาดอายุความ ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายต่อประเทศชาติ และป้องกันมิให้ผู้กระทำผิดหลุดพ้นคดีดังกล่าว โดยไม่มีเหตุอันควร ตนจึงขอทราบผลดำเนินการพิจารณาคดีตามที่ได้กล่าวมา และเป็นการแจ้งเตือนการพิจารณาคดีดังกล่าวให้เรียบร้อยก่อนจะขาดอายุความ
 
                             นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า คดี ปรส.เป็นการล้มบนฟูก ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ส่วนคนที่ได้ประโยชน์เรื่องนี้ ตนเชื่อว่าต้องอยู่เบื้องหลัง ต่างกับคดีจำนำข้าว ที่ ป.ป.ช.มีการเร่งคดีนี้มีการดำเนินการให้เห็นว่าการตรวจสอบต่างกับคดี ปรส. แม้แต่คดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่มีการร้องเอาผิด ทั้งที่ไม่มีผู้ร้อง ป.ป.ช.ก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถ้าเปรียบเทียบการดำเนินงานของ ป.ป.ช.ที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้ก็จะมีการปฏิรูปประเทศ โดยมีองค์กรต่างๆ เข้ามาดำเนินการ ตนจึงอยากถามถึง 5 องค์กรหลักอย่าง คสช.-รัฐบาล-สนช.-สปช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
 
                             "ถ้าคดี ปรส.หลุด ท่านต้องพิจารณา จะต้องมีการพิจารณาปฏิรูป ป.ป.ช.หรือไม่"
 
                             นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับคดีสร้างโรงพักทดแทน รัฐบาลและคสช. ต้องอนุมัติเงินเพิ่มอีก 3 พันล้าน ความเสียหายเกิดขึ้น โรงพักเหลือแต่เสาแต่ตอมูลค่า 5 พันกว่าล้าน รวมเป็น 8 พันกว่าล้าน ที่ให้มีการสร้างโรงพักใหม่ วันนี้คดีถึงไหน คดีที่ 1. คดี ปรส.ผ่านกว่ากว่า 10 ปี ตั้งแต่รัฐบาล ชวน หลีกภัย คดีที่ 2. คดีสร้างโรงพักทดแทนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เกิดขึ้นก่อนคดีจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตนจึงมองว่า 5 องค์กรที่เกี่ยวข้อง ต้องดูการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.หรือไม่ว่า ต้องมีการปฏิรูป ให้มีการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความเป็นมาตรฐานเดียว มิเช่นนั้น จะถูกมองว่าการดำเนินการลักษณะเช่นนี้จะเกิดความเสียหาย
 
                             ด้านนายศักดิ์ชัย เมทินีพิศาลกุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวในขณะที่รับหนังสือ ว่า "คดีที่เกี่ยวกับ ปรส.นั้น ทาง ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดไปหมดทุกคดีแล้ว ซึ่งเรื่องอยู่ที่ อสส.และก็ยังมีความเห็นว่ามีข้อไม่สมบูรณ์อยู่"
 
                             นายเรืองไกร กล่าวว่า ทางผู้แทน ป.ป.ช.ที่เป็นคนรับหนังสือนั้น ได้ระบุแล้วว่า เรื่องนี้ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดไปหมดแล้ว และเรื่องอยู่ที่อัยการ แต่ที่เราเป็นห่วง คือ คดีนี้จะหมดอายุความในวันที่ 30 พ.ย. 2557 นี้ ดังนั้น ป.ป.ช.ควรใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่มีอยู่ เพื่อดำเนินการฟ้องร้องเอง เพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลง ไม่ใช่ปล่อยเรื่องแล้วผลักภาระให้อัยการสูงสุด เพราะความเสียหายที่เกิดจากคดีนี้มีจำนวนสูงมากถึง 8 แสนกว่าล้าน และรวมดอกเบี้ยประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท อยู่ในหนี้สาธารณะ ซึ่งตกเป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน ใช้กัน 50 ปี ก็ไม่หมด และส่งผลให้กระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นกองทุกฟื้นฟู ก็โยนไม่ยอมรับทำบัญชีเรื่องนี้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เด็กที่เกิดใหม่ก็แบกรับหนี้ทันที ดังนั้น ป.ป.ช.ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ออกมา อย่าอ้างว่าสำนวนอยู่กับใคร เพราะเป็นองค์กรอิสระ ก็ต้องทำให้ชัดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลงให้ได้
 
 
 
'วรงค์' ชี้ ผู้เกี่ยวข้องคดี ปรส. ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม
 
 
                             นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เขียนข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า มีผู้หวังดีส่งบทความมาให้อ่านแล้วมีประโยชน์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จึงเอาบางส่วนสั้นๆ มาให้อ่าน อย่างน้อยผู้เกี่ยวข้องก็ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้มาร้อง ข่มขู่ใดๆ ผิดกับความเสียหายโครงการจำนำข้าว ที่ปฏิเสธทุกอย่าง แถมข่มขู่อีกต่างหาก ซึ่งผู้เกี่ยวข้องกับคดี ปรส. คือ นายอมเรศ ศิลาอ่อน ประธาน ปรส. ในคดีที่ทำความเสียหายให้ประเทศนั้น ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องคดีนี้แล้ว เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา
 
                             นพ.วรงค์ กล่าวว่า โดยหลังฟังคำพิพากษา นายอมเรศ อดีตประธาน ปรส. ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับบุตรชาย ได้กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ยืนยันว่า "การปฏิบัติหน้าที่ใน ปรส.ดังกล่าว ไม่ได้ทำให้เอกชนได้รับความเสียหาย เพราะสินทรัพย์ที่เอามาขายเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้มีราคาแล้ว ซึ่งจะขายให้เท่าราคาทุนเป็นไปไม่ได้ ยืนยันการจัดประมูลขายครั้งนั้น ไม่มีการกำหนดเทคนิค หรือเลี่ยงการจัดเก็บภาษี ที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนตามที่มีการกล่าวหา" ที่สำคัญ ความเสียหาย 8 แสนล้านบาทนั้น จริงๆ แล้ว มันคือผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจ 40 จากการบริหารที่ผิดพลาดในการพยุงค่าเงินบาทของรัฐบาล 'ชวลิต' ที่มีคนแดนไกลเป็นรองนายกฯ นั่นแหละ
 
 
 
ป.ป.ช.แจง คดี ปรส.ไม่เหลือค้างดำเนินการ 
 
 
                             เมื่อเวลา 16.00 น.  ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช.ได้ชี้แจงกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ยื่นหนังสือติดตามและขอทราบผลการพิจารณาคดีองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า เรื่องกล่าวหาเกี่ยวกับ ปรส.ที่มีการร้องเรียนคณะกรรมการ ปรส.และผู้บริหาร ปรส. อาทิ นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ นายอมเรศ ศิลาอ่อน นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ นางวชิรา ณ ระนอง นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ นางเกษรี ณรงค์เดช นางจันทรา อาชวานันทกุล นางนงนาท สนธิสุวรรณ และนายมนตรี เจนวิทย์การ มายังสำนักงาน ป.ป.ช.รวม 6 เรื่อง ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงทั้ง 6 เรื่อง ผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่ากรณีกล่าวหาคณะกรรมการ ปรส.และผู้บริหาร ปรส. คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป จำนวน 3 เรื่อง และมีมติไม่ยกขึ้นพิจารณา เนื่องจากเป็นกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องไว้แล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จำนวน 1 เรื่อง
 
                             นายสรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับอีก 2 เรื่อง เป็นกรณีกล่าวหานายมนตรี เจนวิทย์การ ในฐานะเลขาธิการ ปรส. ว่าดำเนินการจำหน่ายสินทรัพย์ให้กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล และกรณีจำหน่ายสินทรัพย์ให้บริษัท เงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ซื้อเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนายมนตรี เจนวิทย์การ ดังกล่าว มีความผิดทางวินัยไม่ปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามข้อบังคับขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ. 2540 และมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ส่วนผู้กล่าวหารายอื่นๆ เห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล จึงมีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป 
 
                             ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโทษทางวินัยและส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจและอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องคดีนายมนตรี เจนวิทย์การ ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ทั้งสองคดีแล้ว เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล
 
                             นายสรรเสริญ กล่าวว่า ปัจจุบันไม่มีคดีกรณีกล่าวหาคณะกรรมการ ปรส. หรือผู้บริหาร ปรส.ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช.อีก