
สปช.มุ่งลดเหลื่อมล้ำศก.ชูปฏิรูปทรัพยากร-ศึกษา
สปช.มุ่งลดเหลื่อมล้ำศก. ชูปฏิรูปทรัพยากร-ศึกษา
หมายเหตุ : สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้สัมมนาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน เป็นวันที่สอง เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะและทิศทางการปฏิรูปประเทศ โดยแยกเป็น 10 กลุ่มย่อย มีสาระน่าสนใจดังนี้ (ล้อมสกรีนพื้นสี)
การนำเสนอผลการสัมมนากลุ่มย่อย 10 กลุ่ม ภายใต้หัวข้อ "เราจะไปสู่อนาคตที่หวังไว้ได้อย่างไร" ของสมาชิก สปช. เพื่อระดมสมองในการเสนอทิศทางการปฏิรูปประเทศ โดยมี นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิก สปช. ทำหน้าที่เป็นผู้นำอภิปราย ทั้งนี้ในภาพรวมแต่ละกลุ่มนำเสนอเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากร และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
แต่ละกลุ่มมองว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เกิดจากช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้น รวมถึงการเกิดช่องว่างระหว่างคนเมืองกับคนชนบท เกิดความเหลื่อมล้ำทางโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันในด้านเศรษฐกิจ ควรมีการปฏิรูประบบงบประมาณให้เป็นงบประมาณของพื้นที่ กระจายงบประมาณให้เป็นธรรม เพิ่มนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นทุนนิยมโลก สังคมนิยมแบบเสรี โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการสำหรับคนชนบทที่ต้องได้รับมากขึ้น เพิ่มมาตรการด้านแรงงาน ปฏิรูปองค์กร พัฒนานโยบายเพิ่มพัฒนาฝีมือแรงงาน และเพิ่มมาตรการด้านวิทยาศาสตร์ ด้านนวัตกรรมใหม่ให้คนมีรายได้น้อยเพิ่มรายได้มากขึ้น
ส่วนด้านทรัพยากรธรรมชาติ ควรจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างเพียงพอและเป็นธรรม จัดสรรที่ดินทำกินที่เท่าเทียมกัน เพราะชาวนาหลายคนขายที่ดินเช่าที่ดินทำนา ต้องปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน โดยมีมาตรการการเก็บภาษีที่ถือครองที่ดินมากแต่ไม่ใช้ประโยชน์ มีการปลูกฝังสร้างจิตสำนึกที่ดินทำกิน สร้างโฉนดชุมชน หวงแหนพื้นที่ในชุมชน
ด้านการศึกษา มองว่าครูไทย นักเรียนขาดคุณภาพ สังคม ยกย่องคนจบปริญญาสูง มองว่าต้องให้ชุมชนท้องถิ่นมีปราชญ์ชาวบ้าน จัดการเรียนการสอนขึ้นเอง เพื่อปรับให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพิ่มพื้นที่การศึกษาให้เท่าเทียมกับพลเมือง ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาผู้ด้อยโอกาส ผู้มีข้อจำกัดทางร่างกายให้เข้าถึงการศึกษามากขึ้น ยกเลิกนโยบายให้นักเรียนออกจากเรียนกลางคัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้กระทรวงศึกษาธิการโตไม่ได้คือ การเมืองเข้ามาแทรกแซงตลอดเวลา แบกความเป็นราชการมากเกินไป จุดอ่อนคือราชการทำเพื่อนาย นายทำเพื่อการเมือง นี่ทำให้ระบบการศึกษาไทยล้าหลังไม่พัฒนา
ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลไม่ยอมกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ทำท้องถิ่นอ่อนแอ ขาดประสิทธิภาพ นำไปสู่ระบบอุปถัมภ์ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น มีมือที่มองไม่เห็นขัดขวางการกระจายอำนาจ รวมไปถึงนักการเมือง กลุ่มทุน ไม่ยอมให้ความร่วมมือ และพบปัญหาของกฎหมายที่ล้าหลัง ขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้
สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหาในอนาคต ต้องมีการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และการศึกษา อย่างเป็นระบบและยั่งยืน รัฐบาล ระบบการเมืองต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น
นอกจากนี้ วงสัมมนา ยังระบุว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ อุปสรรคสำคัญอยู่ที่นักการเมืองเป็นตัวการสำคัญทำให้ปิดกั้นไม่สำเร็จ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนได้เสีย ประพฤติมิชอบทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหา รวมไปถึงค่านิยมของคนไทยที่เปลี่ยนไป โดยจะยกมือไหว้คนที่มีเงินที่มีทรัพย์สินมากกว่าคนที่ซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน ผู้เสียผลประโยชน์ ดังนั้นความเหลื่อมล้ำยังคงมีอยู่ในสังคม
อีกทั้งเห็นว่าระบบกฎหมายที่เป็นธรรมในการบังคับใช้เสมอภาคให้มีคุณภาพ ผู้ใช้กฎหมายใช้ดุลพินิจมากเกินไปขาดจริยธรรม ประชาชนขาดความรู้ด้านกฎหมาย มีกฎหมายเฟ้อจำนวนมาก เช่น กฎหมายที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้ ตลอดจนมีวัฒนธรรมการอุปถัมภ์ ดังนั้นควรปรับปรุงกระบวนการกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมกัน นี่คือจิตสำนึกที่ทุกคนในสังคมต้องมี
จี้ปรับภาษีเป็นธรรมมากขึ้น
นายคุรุจิต นาครทรรพ สมาชิก สปช. กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำมีสาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และการศึกษา สภาพปัญหามีช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยคนจน ช่องว่างคนเมืองและคนชนบท ต้องปรับปรุงนโยบายการคลังและระบบภาษีที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยกำหนดให้มีการเสียภาษีอย่างเข้มงวด ทั้งภาษีมรดก ภาษีบริโภคสินค้า ภาษีรถยนต์ ภาษีตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น พร้อมกันนี้ยังส่งเสริมการค้าระบบเสรีลดการผูกขาด กำหนดให้เกษตรกรได้ราคาอย่างเป็นธรรม จัดสรรที่ดินทำกิน วางผังเมืองอย่างเป็นระบบ
"ส่วนความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ควรส่งเสริมการศึกษาสายอาชีวะอย่างจริงจัง เพิ่มสวัสดิการครูและประเมินผลครู ลดมหาวิทยาลัยที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพ สร้างค่านิยมครูและนักเรียนสังคมไทยว่าการมีงานทำ มีครอบครัวคือความสำเร็จในชีวิต จัดให้มีทุนการศึกษาของนักเรียนที่ดี มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรที่ตลาดแรงงานต้องการ เป็นต้น" นายคุรุจิต กล่าว
ด้าน นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิก สปช.กล่าวแสดงความคิดว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นเพราะวิธีคิดของสังคมมองไม่เห็นความเท่าเทียมของคนในสังคม กลไกภาครัฐไม่เอื้อต่อการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และนโยบายสาธารณะไม่ต่อเนื่องและขาดความชัดเจน ดังนั้นต้องมีการส่งเสริมการกระจายอำนาจ เพื่อให้ท้องถิ่นและชุมชนจัดการปัญหาความยากจนได้ ส่งเสริมการศึกษา อาชีพ สำหรับผู้ด้อยโอกาส ปรับปรุงโครงสร้างภาษี เพื่อเกื้อหนุนกลุ่มด้อยโอกาส ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือความรู้ การให้ความรู้ รณรงค์ ส่งเสริมวัฒนธรรมต่อต้านไม่ยอมรับคนโกงให้แก่เด็กและประชาชนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายการควบคุมการทุจริตคอร์รัปชั่นทางด้านเศรษฐกิจ การคอร์รัปชั่นทางการเมืองและวัฒนธรรม ที่ส่งเสริมให้เกิดการคอร์รัปชั่น วัฒนธรรมการอุปถัมภ์ เช่น กรณีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นต้น
แก้ผลักเด็กออกจากระบบศึกษา
นางทิชา ณ นคร สมาชิก สปช. ด้านการศึกษา กล่าวถึงการปฏิรูปการศึกษาว่า จะต้องสร้างโอกาสให้แก่เยาวชนด้อยโอกาส เช่น เยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่เสมือนหลุดจากระบบการศึกษา เป็นต้น นอกจากนั้นจะต้องยกเลิกการบังคับเยาวชนออกจากสถาบันการศึกษากลางคัน ซึ่งผลการวิจัยพบว่าการผลักเยาวชนออกจากระบบศึกษา จะเท่ากับดึงเยาวชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐมีส่วนสำคัญในการก่อปัญหา แต่ขณะเดียวกันรัฐเองที่จะเป็นผู้ที่สามารถสร้างโอกาสแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสได้
ขณะที่ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง สมาชิก สปช. ได้กล่าวสรุปผลประชุมของกลุ่ม 9 ในเรื่องปัญหาด้านการศึกษา ว่า ต้องมีการพัฒนาบุคลากรครูให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเวลานี้มีปัญหาในเรื่องของการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม เช่น มีการพูดกันว่าต้องมีการเสียตัว ครูที่อยู่ในโรงเรียนห่างไกลต้องการย้ายเข้ามาสอนในเมือง ต้องมีการเสียค่ากิโลเมตรเพื่อจ่ายเงินเพิ่มให้โรงเรียนและเสียตัวด้วย จึงจะได้ย้ายเข้ามาสอนในเมือง ซึ่งเรื่องนี้ต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ให้การแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเป็นธรรม เพราะถ้าปฏิรูปอย่างจริงจัง ต้องกล้ายอมรับปัญหาด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นปฏิลูบ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สปช. ได้ทักท้วงถึงกรณีการเสียตัว โดยให้ระบุว่าเป็นแนวคิดภายในกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่แนวคิดของ สปช. โดย น.ส.สารี ยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นแนวคิดของกลุ่ม 9 ไม่ใช่ความคิดของ สปช.ทั้งหมด
ตรวจสอบ-ถอดถอน "ไม่เข้มแข็ง"
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สมาชิก สปช. ได้เสนอแนวคิดบทบาทของประชาชนกับการเมืองว่า ประชาชนควรมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อคัดกรองคนดีเข้ามาทำหน้าที่ พร้อมจัดให้มีการศึกษาทางการเมืองแก่เยาวชนรุ่นใหม่ทุกระดับ โดยมุ่งเน้นในเรื่องจริยธรรม วัฒนธรรม และชี้ให้เห็นถึงผลดี ผลเสียทางการเมือง นอกจากนี้ต้องแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชน ส่งผลให้การซื้อสิทธิขายเสียงลดลง เพราะถ้าประชาชนยังมีความยากจนก็ต้องเป็นเหยื่อของนักการเมือง ทั้งนี้เห็นว่าควรปรับวาระการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ให้นานเกินไป เพื่อไม่ให้นักการเมืองมีอิทธิพลมากขึ้น พร้อมปฏิรูปบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กกต. ปรับปรุง กกต.ไม่ให้ถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง และทำให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงต้องสร้างระบบประเมิน เพื่อสามารถเปิดเผยข้อมูลและการประเมินผลของ ส.ส.ได้ และกำหนดวงเงินการหาเสียงให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง
"เห็นว่าควรกำหนดโทษของการทุจริตนักการเมือง การปรับโครงสร้างเข้าสู่อำนาจทางการเมืองและการถอดถอน ทำให้พรรคการเมืองไม่ใช่พรรคของนายทุน มีองค์กรตรวจสอบและถอดถอนมาจากประชาชน โดยต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้มีอิทธิพลไม่ยอมเสียประโยชน์ ปัญหาใหญ่ที่ผ่านมาคือระบบการตรวจสอบและถอดถอนไม่เข้มแข็ง" นายสมบัติ กล่าว
---------------------
(หมายเหตุ : สปช.มุ่งลดเหลื่อมล้ำศก. ชูปฏิรูปทรัพยากร-ศึกษา)



