ข่าว

คนไทยเสี่ยงใช้ไฟ'แพง'กฟผ.ชูทางเลือกความมั่นคงพลังงาน

คนไทยเสี่ยงใช้ไฟ'แพง'กฟผ.ชูทางเลือกความมั่นคงพลังงาน

10 พ.ย. 2557

คนไทยเสี่ยงใช้ไฟ'แพง'กฟผ.ชูทางเลือกความมั่นคงพลังงาน

            ปัจจุบันประชาชน "คนไทย" จ่าย "ค่าไฟฟ้า" ในอัตราที่ยังไม่สะท้อนกับความเป็นจริงมากนัก ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แม้ว่าค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่าค่าเอฟทีนั้นจะขยับสูงขึ้นมาต่อเนื่อง แต่การปรับขึ้นจริงยังทำได้ไม่เต็มที่ โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระชั่วคราว และจะนำไปคำนวณในการพิจารณาครั้งถัดไปแทน

            อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นกังวลและอาจกลายเป็น "วิกฤติพลังงาน" ของชาติในอนาคต ทั้งในด้านค่าไฟฟ้าและกำลังผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ทำให้เกิดคำถามถึงทิศทางอนาคตพลังงานไฟฟ้าของไทยว่าควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งแนวทางหนึ่งที่ภาครัฐ โดย กฟผ.เองมองทางออกไว้ และยืนยันว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสม คือ การก่อสร้างเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ส่วนจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับ “ประชาชน” ที่จะเป็นผู้ร่วมให้คำตอบอีกครั้ง

แนวโน้มค่าไฟผันผวนตามแอลเอ็นจี

            ทั้งนี้ ตามโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทย แบ่งตามประเภทการใช้เชื้อเพลิงในปัจจุบัน พบว่า มีการใช้ก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงหลักของประเทศ โดยมีสัดส่วนสูงถึง 68% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ หรือมีจำนวน 23,906 เมกะวัตต์ ส่วนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมพลังน้ำไทย และพลังน้ำลาว มีสัดส่วน 17% หรือ 5,864 เมกะวัตต์ ขณะที่สัดส่วนถ่านหินนำเข้ามี 7% และลิกไนต์อีก 6% ภายใต้สัดส่วนดังกล่าวเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่มีแนวโน้มจะนำเข้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งคาดการณ์กันถึงแนวโน้มราคาจะเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดโลก ซึ่งแน่นอนว่าจะสะท้อนไปสู่ภาระค่าไฟที่ประชาชนจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น

            “ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีการนำเข้าแอลเอ็นจีมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าก็จะผันผวนไปตามต้นทุนราคาแอลเอ็นจี จากปัจจุบันอัตราค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3-4 บาทต่อหน่วย หากราคาแอลเอ็นจีขยับสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าจะปรับสูงขึ้นตาม และก็มีโอกาสขยับลดลงได้ตามต้นทุนเช่นกัน แต่ตามที่ภาคเอกชนคาดการณ์ไว้ถึงแนวโน้มราคาแอลเอ็นจีว่าอาจจะทำให้ค่าไฟฟ้าขยับสูงขึ้นไปถึง 6 บาทได้ในอนาคต หรืออย่างน้อยในอีก 3-4 ปีข้างหน้า หากปล่อยให้โครงสร้างการใช้ก๊าซยังเป็นเช่นในปัจจุบัน" นายรัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าว

            สำหรับปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาแอลเอ็นจีในตลาดโลก คือหลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เนื่องจากแผ่นดินไหวและหยุดการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้มีความต้องการใช้ก๊าซและถ่านหินเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลต่อราคาก๊าซให้ขยับสูงขึ้น และปัจจุบัน พบว่าราคาแอลเอ็นจีในตลาดโลกสูงกว่าราคาก๊าซธรรมชาติของไทยเป็นเท่าตัว

อนาคตไฟฟ้าไทยเสี่ยงเกิด"วิกฤติ"

            รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องพูดตอนนี้ คือ "ปัญหาในอนาคต" ที่จะทำอย่างไรเพื่อให้ประเทศไทยยังคงมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเก่าก็จะลดลง เนื่องจากหมดอายุการใช้งาน โดยจากข้อมูลคาดการณ์กำลังการผลิตไฟฟ้าและความต้องการใช้ไฟฟ้าตามแผนระยะ 20 ปี พบว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2555 อยู่ที่ 26,348 เมกะวัตต์ หากไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เพิ่มขึ้น แต่โรงไฟฟ้าเก่าจะหมดอายุลง กำลังการผลิตไฟฟ้าจะลดลงเหลือ 17,245 เมกะวัตต์ ในปี 2573 ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

            โดยคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี 2573 จะขยับขึ้นไปถึง 52,256 เมกะวัตต์ และเมื่อรวมกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองแล้วจะเพิ่มเป็น 70,686 เมกะวัตต์ แต่เมื่อคำนึงสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงที่ปัจจุบันกลายเป็นความเสี่ยง ทำให้ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปีหน้า

            "ตามกรอบคร่าวๆ ของแผนใหม่นั้น คือการลดพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติลงจากปัจจุบัน 68% ให้เหลือ 50% ซึ่งลดลงจากแผนเดิมที่จะลดลงให้เหลือ 58% และจะเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้าไป จากในแผนปัจจุบันที่มีสัดส่วน 18% เป็น 30% เนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินต่ำกว่าโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตอยู่มาก และแม้ว่าจะเป็นการนำเข้าถ่านหินแต่ต้นทุนก็ยังต่ำ โดยมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 2.80-3.10 บาทต่อหน่วย" นายรัตนชัย กล่าว

            พร้อมขยายความว่า สำหรับประเทศไทยเอง ยังมีความจำเป็นจะต้องดูแลเรื่องต้นทุน เพราะเราไม่ใช่ประเทศร่ำรวย ดังนั้น จึงยังต้องคำนึงถึงและใส่ใจเรื่องค่าไฟฟ้าอยู่ หากค่าไฟฟ้าสูงเกินไปภาคอุตสาหกรรมก็จะอยู่ไม่ได้ และประชาชนเองก็จะมีภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น และจะกลายเป็นปัญหากับประเทศในด้านสังคมต่อไปได้ โดยการเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็เพราะต้องการลดการใช้ก๊าซที่อนาคตในประเทศไทยอาจจะไม่เพียงพอ ซึ่งสัมปทานในอ่าวไทยก็เหลืออีกเพียง 7 ปี ทำให้ต้องสั่งซื้อก๊าซแอลเอ็นจีจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น และหากไม่มีสัญญาซื้อก๊าซในระยะยาว ก็จะกลายเป็นความยุ่งยากในการจัดหาและเป็นความไม่มั่นคงในการจัดหาส่วนหนึ่ง อีกทั้งราคาก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนการซื้อจากมาเลเซีย และพม่า ที่ปัจจุบันการผลิตก็ค่อนข้างจำกัดและมีสัญญาชัดเจนแล้วว่าจะไม่ขายให้ไทยอีกเมื่อไร

            ทั้งหมดนี้ จึงเป็นความเสี่ยงของประเทศ

            ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนั้น นอกจากจะมีต้นทุนที่สูงแล้ว ยังถือเป็นพลังงานที่ไม่สามารถควบคุมได้ มีความมั่นคงน้อย ประสิทธิภาพต่ำ กำลังการผลิตไม่สามารถตอบสนองในเพียงพอที่จะเป็นฐานหลักของประเทศได้ จึงไม่สามารถเข้ามาทดแทนกันได้ จะทำหน้าที่ในลักษณะของการเข้ามาเป็นส่วนเสริมเท่านั้น สุดท้าย จึงต้องมีพลังงานอื่นเข้ามาทดแทน และโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันพบว่าหลายประเทศมีการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ไม่ว่าจะเป็นที่เยอรมนี มาเลเซีย และญี่ปุ่น โดยไม่เป็นผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้

            นายรัตนชัย กล่าวด้วยว่าว่า เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดนั้น ในความหมายก็คือเมื่อมีการเผาไหม้ และปล่อยมวลสารออกมา มวลสารที่ถูกปล่อยออกมานั้นถือว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าค่ามาตรฐานกำหนด ซึ่งในทางเทคนิคจะถือว่าสะอาด ไม่เป็นอันตรายกับสุขภาพประชาชน เพราะถือว่าดีกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

ชงแผน10ปีเพิ่มกำลังการผลิต

            สำหรับแผนการลงทุนระยะ 10 ปีของ กฟผ.นั้น นายรัตนชัย กล่าวว่า กฟผ.จะพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง และโรงไฟฟ้าใหม่ที่ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่หมดอายุลง รวมทั้งสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 8,744 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนกว่าแสนล้านบาท โดยการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่หมดอายุ มีกำลังผลิตรวม 6,360 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน โรงที่ 4-7 กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าบางปะกง ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม 1,300 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน 1,300 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับ โรงที่ 2 กำลังผลิต 500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน เทพา 2,000 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าเขื่อนศรีนครินทร์ ทดแทน 360 เมกะวัตต์

            ส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนระยะ 10 ปี กำลังการผลิตรวม 1,844 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังน้ำขนาดเล็กตามพื้นที่เขื่อนต่างๆ รวม 1,735.75 เมกะวัตต์ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 57.25 เมกะวัตต์ โครงการพลังงานลม 78 เมกะวัตต์ และโครงการพลังงานชีวมวลจากหญ้าเนเปียร์ 13 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน กฟผ. มีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่เป็นพลังงานลม 2.5 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตน์รวม 6 เมกะวัตต์

            ด้านแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่นี้จะมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน 70% ที่เหลือเป็นส่วนทุนของ กฟผ. ซึ่งไม่มีปัญหาในการจัดหาเงินทุน เนื่องจากอัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และ กฟผ.จะออกเสนอขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้รายได้หรือกระแสเงินสดของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครเหนือเป็นสินทรัพย์ในการระดมทุน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนโรงไฟฟ้าและระบบส่งใหม่ของ กฟผ. โดยขณะนี้ได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังกระทรวงพลังงานเพื่ออนุมัติก่อนเสนอกระทรวงการคลังพิจารณา หลังจากนั้นจะเสนอต่อซูเปอร์บอร์ดเพื่อเห็นชอบก่อนบรรจุวาระในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะเสนอขายกองทุนดังกล่าวได้ในปีหน้า

            นอกจากนี้ หากยังมีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ก็อาจมีการขายสินทรัพย์โรงไฟฟ้าอื่นของ กฟผ.เข้ากองทุนฯ หรือออกเป็นพันธบัตรต่อไป

            อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบันที่ยังมีการคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น ในกรณีสุดวิสัย ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้จริงนั้น นายรัตนชัย กล่าวว่า มองทางออกได้ 2 แนวทางคือ การซื้อไฟจากต่างประเทศ เช่น ลาว และพม่า ซึ่งก็ยังเป็นคำถามว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้านั้นจะต้องใช้เวลาหลายปี ไม่ใช่ว่าการต้องการจะซื้อแล้วจะได้ทันที ซึ่งหากมีการก่อสร้างไม่ทันก็จะกลายมาเป็นปัญหาความเสี่ยงกับเราเอง อีกแนวทางคือการใช้ก๊าซให้มากขึ้น โดยมุ่งไปที่การพัฒนาก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ ที่จะทำให้สัดส่วนการใช้ก๊าซเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อต้นทุนการใช้ก๊าซเพิ่มสูงขึ้น ก็จะกระทบกับค่าไฟที่สูงขึ้นแน่นอน

            "หากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไม่เกิดขึ้นเลย กำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศในอนาคตก็จะไม่เพียงพอ เมื่อมองไปในระยะยาวก็คงจะมีผลทำให้ไฟดับ แต่ กฟผ.เองจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้น ซึ่งก็คงต้องหันไปซื้อไฟเพิ่มขึ้น และสร้างโรงไฟฟ้าใช้ก๊าซให้มากขึ้น" นายรัตนชัยกล่าว