
สุวิทย์ กุหลาบวงษ์ผู้ไม่ยอมสยบใต้อำนาจคสช.
09 พ.ย. 2557
สุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ไม่ยอมสยบใต้อำนาจ คสช. : บายไลน์ คนข่าวชายขอบ
การลุกขึ้นสู้และเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองในสังคมไทย มีมานานแล้ว โดยเฉพาะในภาคอีสาน การลุกขึ้นมาต่อสู้ของภาคประชาชน เพราะเดือดร้อนจากโครงการอันเนื่องมาจากนโยบายรัฐ หรืออาจเรียกได้ว่า โครงการที่ส่งเสริมและสนับสนุนของรัฐบาลละเมิดสิทธิ มีให้เห็นเป็นระยะ
ในยุคเผด็จการ รสช. ภาคประชาชนก็ต่อสู้กับโครงการจัดสรรที่ดินทำกินเพื่อเกษตรกร (คจก.) ต่อเนื่องมาถึง "รัฐบาลพรรคเทพ" ก็สู้เรื่องเขื่อนปากมูล เรื่องที่ดินทำกิน และเรื่องอื่นๆ อีกสารพัด
จนกระทั่งมาถึง "รัฐบาลประชานิยม" ก็ยังเจอปัญหาเหมืองแร่โพแทช ที่กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดอุดรธานี ใส่เสื้อเขียวลุกมาปกป้องสิทธิของพวกเขา เพราะรับไม่ได้หากจะมีการขุดเจาะทำเหมืองแร่ใต้ที่ดินทำกินของพวกเขาโดยบริษัทต่างชาติ โดยที่พวกเขาไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรเลย
เมื่อเร็วๆ นี้ ขบวนการต่อสู้ปกป้องสิทธิชุมชน ในนาม "เครือข่ายภาคประชาชนอีสาน 12 องค์กร" ได้ร่อนแถลงการณ์ "ไม่ปฏิรูปใต้ท็อปบู๊ท" ซึ่งถือว่าเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายอำนาจ คสช. โดยเฉพาะกฎอัยการศึก
ตอนหนึ่งของแถลงการณ์ ระบุว่า "ภาพที่เราเห็นคือ พฤติกรรมของผู้นำรัฐบาลและหัวหน้า คสช.ได้ใช้อำนาจแบบสั่งการ หรือใช้อำนาจเผด็จการทหาร มากกว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม คาถาที่ท่านผู้นำสั่งการให้ประชาชนท่องคือ "มีปัญหาไปเสนอที่ สปช. และศูนย์ดำรงธรรม".."
"ขณะเดียวกันกลไกข้าราชการและทหารในระดับพื้นที่ก็ไล่จับชาวบ้าน ผลักดันให้ออกจากผืนดินทำกิน และเดินหน้าลดขั้นตอนและกระบวนการขออนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อเอื้อต่อการลงทุน"
"เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.แร่ ร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ เดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ขายทรัพยากรชาติ ผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากโครงการต่างๆ ไม่ได้อยู่ในสายตาของท่านผู้นำ"
พวกเขาจึงตั้งคำถามต่อภาคประชาชน ที่มีองค์กรพัฒนาเอกชน นักศึกษา นักวิชาการ องค์กรอิสระ หรือปัญญาชน ที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปประเทศ ตามโรดแม็พ คสช. 3 ข้อ
1.การรัฐประหารครั้งนี้ เป็นโอกาสของประชาชนจริงหรือไม่?
2.ประชาชนจะปฏิรูปประเทศ ในขณะที่ยังไม่มีสิทธิและเสรีภาพหรืออย่างไร?
3.ประชาชนเป็นเพียงหางเครื่องของคณะรัฐประหาร หรือชนชั้นนำหรือไม่?
ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชน 12 องค์กร ได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
โดยมีรูปธรรม คือ ร่วมต่อสู้กับกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด อ.วังสะพุง จ.เลย, กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมห้วยเสือเต้นและโคกหินขาว อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น, กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี, เครือข่ายลุ่มน้ำชีตอนล่าง จ.ร้อยเอ็ด และเครือข่ายอนุรักษ์พิทักษ์กาฬสินธุ์ไม่เอาบ่อก๊าซ จ.กาฬสินธุ์
แกนนำเครือข่ายภาคประชาชน 12 องค์กร 12 คน ไม่ใช่นักสู้ประเภท "มือถือไมค์ ไฟส่องหน้า" ยืนอยู่บนเวทีข้างถนน จึงไม่เป็นที่รู้จักของสื่อมวลชนส่วนกลาง
ยกเว้นผู้ชายคนนี้ "สุวิทย์ กุหลาบวงษ์" อดีตเด็กช่างกล ชาวสิงห์บุรี ที่มาอยู่อีสานกว่าครึ่งชีวิต โดยมารณรงค์เรื่องสิทธิ และให้ข้อมูลเรื่องสิทธิของประชาชนในพื้นที่
ปัจจุบัน "สุวิทย์" ดำรงตำแหน่ง "เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) อีสาน" โดยเขาได้ทำให้กระบวนการภาคประชาชนในพื้นที่หันเหทิศทางไปสนับสนุนและให้ข้อมูลเรื่องสิทธิของประชาชนมากยิ่งขึ้นและเขากำลังรุก เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่อื่นๆ รู้จักสิทธิของตนเอง จะได้ไม่ถูกเอาเปรียบ
"สุวิทย์" ไม่ใช่นักสู้ภาคประชาชน "เสื้อสี" ซึ่งในภาวะที่ภาคอีสานมีการแบ่งแยกออกเป็นหลายสี หลายกลุ่ม เขากลับมองว่า ชาวบ้านเสื้อสีส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก "สิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง"
ที่สำคัญ แกนนำเสื้อสีต่างๆ มุ่งเน้นประเด็นการเมืองระดับชาติ แต่ไม่เคยให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง และสิทธิชุมชน
หลังจากออกแถลงการณ์ "ไม่ปฏิรูปใต้ท็อปบู๊ท คสช." ทหารได้ออกจดหมายเรียกตัว "สุวิทย์" และแกนนำ 16 คน ที่ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ไปพบ เพื่อปรับทัศนคติตามแนวทางปรองดองของ คสช.
หน่วยข่าวกรองของกองทัพภาคที่ 2 และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เริ่มจับตาความเคลื่อนไหวของพวกเขา ด้วยเกรงจะเป็น "คลื่นใต้น้ำ" ดั่งเดียวขบวนการเสื้อสี
ต่อมา "สุวิทย์" ได้ทำจดหมายจาก เลขาธิการ กป.อพช.อีสาน ถึง กป.อพช.ชาติ เรียกร้องให้แสดงจุดยืนปกป้องชาวบ้านที่ลุกขึ้นสู้ในกรณีเหมืองโพแทช เหมืองทองคำ ที่ดิน เขื่อน ฯลฯ ในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะชาวบ้านถูกกดดันทุกวันจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ คุกคาม ใช้อำนาจ ไม่ยอมรับฟังปัญหา
"สุวิทย์" เรียกร้องต่อผู้นำของ กป.อพช.ระดับชาติ ที่ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งมาก่อนหน้านี้ โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า "จากเนื้อหาของแถลงการณ์ที่ออกมาไม่ได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของนักปฏิบัติการทางสังคมที่ทำงานกับปัญหาชาวบ้าน แต่สิ่งที่เห็นได้อย่างหนึ่งในแถลงการณ์ฉบับนี้ คือ การสยบยอมใต้อำนาจรัฐบาลทหารด้วยวาทกรรมปรองดอง"
อีกด้านหนึ่ง กป.อพช.ระดับชาติ ได้เข้าร่วมกับเครือข่ายเอ็นจีโอ 33 องค์กร ที่ประกาศตั้ง สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) โดยมี แก้ว สังข์ชู, จินดา บุญจันทร์ และไมตรี จงไกรจักร์ เป็นหัวขบวน ซึ่งองค์กร สชป.จะทำงานคู่ขนานกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
ในสถานการณ์ "ใต้เงาปืน" ขบวนการภาคประชาชนได้กำหนดยุทธศาสตร์ออกเป็น 2 แนวทาง โดยฝ่ายหนึ่งพร้อมจะร่วมตีฆ้องร้องป่าวไปกับ "ขบวนแห่ปรองดองของ คสช."
ขณะที่แกนนำเอ็นจีโอ 12 องค์กร ขอยืนหยัดในแนวทางการต่อสู้ของชาวบ้านผู้ไร้สิทธิ ไร้เสียงต่อไปอย่างมุ่งมั่น โดยไม่หวั่นจะตกเป็นเหยื่ออัยการศึก



