ข่าว

สปช.เตรียมระดมความเห็น'ปฏิรูป'

สปช.เตรียมระดมความเห็น'ปฏิรูป'

08 พ.ย. 2557

'สปช.' เตรียมระดมความเห็น ออกแบบอนาคตประเทศไทย-กำหนดแนวทางปฏิรูป 'กกต.' เชื่อ ทำประชามติร่างรธน.ใช้เวลามากเท่าจัดเลือกตั้ง

 
                          8 พ.ย. 57  นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงการสัมมนา สปช. เรื่อง สานพลัง สปช.ออกแบบอนาคตประเทศไทย ในวันที่ 9-10 พ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ และคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ ว่า ประเด็นสำคัญเพื่อให้สมาชิกฯ ร่วมแสดงความเห็น เจตนารมณ์ และออกแบบอนาคตประเทศไทย รวมถึงร่วมวางแนวทางการทำงาน รวมถึงการกำหนดเนื้อหาให้กับคณะกรรมาธิการฯ ปฏิรูปด้านต่างๆ ทั้ง 18 คณะ ว่าจะเดินหน้าทำงานอย่างไร เพื่อให้เกิดเอกภาพ และมีการบูรณาการร่วมกันได้อย่างไร รวมถึงร่วมกันออกแบบเพื่อนำเสนอกรอบความเห็น ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ใช้ประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เบื้องต้นเชื่อว่า ภายในวันที่ 10 พ.ย.นั้น จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน จากนั้นจะมีการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนได้รับทราบด้วย
 
                          นายเทียนฉาย กล่าวด้วยว่า สำหรับการจัดสัมมนาดังกล่าว เป็นไปตามความเห็นร่วมของสมาชิก สปช.ที่ต้องการให้สมาชิกได้ทำความรู้จักกันอย่างใกล้ชิดในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ อีกทั้งมองว่าการสร้างความรู้จัก และร่วมระดมความเห็นในประเด็นปฏิรูปแบบองค์รวมไม่สามารถทำได้ภายในห้องประชุมรัฐสภา ที่จัดเก้าอี้แบบหันหน้าไปทางเดียวกัน  
 
                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการสัมมนาดังกล่าว มีไฮไลท์สำคัญ คือ การกล่าวเปิดสัมมนาโดยนายเทียนฉาย ที่จะสะท้อนถึง ปัญหาของประเทศที่สะสม ไปจนถึงแนวคิดปฏิรูปปัญหานั้นๆ นอกจากนั้นจะให้สมาชิกฯ ที่มาจากด้านปฏิรูปต่างๆ ร่วมกำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูปประเทศไทย ก่อนจะถอดแนวคิดเป็นโรดแม็พ ภายใต้กิจกรรม "เราจะไปสู่อนาคตที่หวังไว้ได้อย่างไร หรือ Scenario for Thailand" จากนั้นจะนำโรดแม็พดังกล่าว ไปถกเถียงและร่วมกำหนดรายละเอียดของการทำงานต่อไป
 
 
 
กกต.เชื่อ ทำประชามติร่างรธน.ใช้เวลามากเท่าจัดเลือกตั้ง
 
 
                          นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวถึงข้อถกเถียงในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ว่า ที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับจะต้องทำประชามติ และรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว 2557 ก็ไม่ได้บัญญัติว่าจะต้องทำประชามติ แต่สามารถที่จะดำเนินการได้ ถ้ามีความเห็นร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูสาระสำคัญ และองค์ประกอบสถาบันการเมือง รวมถึงความคิดคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่าจะเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญมากหรือน้อยเพียงใด ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงมากกระทบต่อความเป็นอยู่ของชีวิตประชาชนก็สามารถทำประชามติได้ แต่การทำประชามติต้องใช้เวลา อย่างน้อยพอๆ กับการจัดการเลือกตั้ง คือ 60 วัน และขึ้นกับประเด็นคำถามที่จะไปถามประชาชน ถ้าประเด็นมาก ก็ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องใช้ทั้งบุคลากรและงบประมาณที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
 
                          "การทำประชามติในเรื่องใดต้องถือว่าเรื่องนั้นสำคัญยิ่งของประเทศ เหมือนกรณีที่ กกต.ไปศึกษาดูงานการลงประชามติว่าสก็อตแลนด์จะแยกออกจากสหราชอาณาจักรหรือไม่ ก็เป็นโจทย์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งรัฐธรรมนูญก็เป็นโจทย์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ไม่ได้อยู่ๆ คิดว่าอยากทำประชามติ เพื่อให้เป็นรูปแบบหรือเป็นทางการขึ้นมา แต่การทำประชามติมีความละเอียดอ่อนแม้แต่การตั้งคำถาม เพื่อไม่ให้ได้เปรียบ เสียเปรียบ การที่จะทำให้ประชาชนลงประชามติได้ ประเด็นที่จะลงก็ต้องชัดเจนว่าลงไปแล้วหมายถึงอะไร คนที่จะลงประชามติก็ต้องเข้าใจ ประสบการณ์ที่ได้จากสก็อตแลนด์ เขาพิมพ์หนังสือเป็นล้านๆ ฉบับ ชี้ให้เห็นว่าถ้าลงคะแนนไปทางหนึ่งเกิดอะไรขึ้น ลงอีกทางเกิดอะไรขึ้น และประชาชนได้รับข้อมูลที่เท่าเทียมกันอย่างนั้นจะเป็นประโยชน์ ทั้งนี้หาก คสช.มอบหมายให้ กกต.จัดการทำประชามติ ก็มีความพร้อมที่จะดำเนินการ"       
 
                          ผู้สื่อข่าวถามว่า บรรยากาศความขัดแย้งในขณะนี้ยังมีความเสี่ยงสูงหรือไม่ หากจะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น นายประวิช กล่าวว่า ตนคิดว่าโรดแม็พที่วางไว้ก็เดินหน้า มีกลไกรองรับความคิดเห็นต่างๆ ในระบบสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตรงนี้จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นในสังคม ยังไม่ถึงกับเกิดความขัดแย้งที่คุยกันไม่ได้ 
 
                          เมื่อถามว่า หน้าตาของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีความหลากหลาย จะส่งผลต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น นายประวิช กล่าวว่า ตนไม่ขอลงรายละเอียดตัวบุคคล แต่มั่นใจว่าบรรยากาศการเปลี่ยนผ่านประเทศ ทุกคนไม่ว่าเป็น สปช.หรือคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ทุกคนมีวุฒิภาวะ รู้บทบาทหน้าที่ ควรต้องให้ความมั่นใจ และตนก็มีความเชื่อมั่นต่อ สปช.และกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดนี้ด้วย
 
 
 
สั่งการ กกต.จังหวัด พร้อมหนุนงาน สปช.เต็มที่
 
 
                          นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับการประสานจากนายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนฯ ในฐานะเลขาธิการสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขอให้สำนักงาน กกต.ช่วยสนับสนุนช่วยเหลือการจัดตั้งศูนย์ประสานงาน สนับสนุนสถานที่และบุคลากรสำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของ สปช.จังหวัด และส่วนกลาง เพื่อทำหน้าที่รวบรวมปัญหาหรือข้อเสนอแนะต่างๆ ในจังหวัดนำสู่ สปช.จังหวัด และส่งมาที่ส่วนกลาง โดยคณะ กกต.มีมติเห็นชอบสนับสนุนงานของ สปช.อย่างเต็มที่ ตนจึงมีหนังสือสั่งการเวียนเมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ให้ กกต.จังหวัดเตรียมการเอาไว้ โดยมีหลายจังหวัดได้ดำเนินการไปแล้ว นอกจากนี้ยังมี สปช.หลายจังหวัด เช่น เพชรบูรณ์ พะเยา เชียงราย และชลบุรี ได้ประสานงานให้สำนักงาน กกต.จังหวัด เชิญบุคคลมาประชุม รวมทั้งขอใช้สถานที่ด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดทำเวทีรับฟังความคิดเห็นจะต้องรออนุกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นจาก สปช.จะกำหนดแผนการมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ส่งแผนใดๆ มา
 
                          ทั้งนี้ นายภุชงค์ ยังกล่าวถึงการทำประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ว่า หากรัฐบาลมีนโยบายที่จะให้สำนักงาน กกต.ช่วยจัดทำประชามติ ทางสำนักงาน กกต.ก็พร้อม เพราะเป็นหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้ตามกฎหมายอยู่แล้ว
 
                          นายจรุงวิทย์ ภุมมา ผู้ทรงคุณวุฒิ กกต. ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สายการเมือง กล่าวว่า ในการสัมมนาสร้างวิสัยทัศน์ประเทศไทยของ สปช. ในระหว่างวันที่ 9-10 พ.ย.นี้ ก็จะมีการถกเถียงในรายละเอียดว่า จะทำโครงของการรับฟังความคิดเห็นอย่างไร โดยวันที่ 11 พ.ย. ก็จะมาสรุปว่าร่างโครงการ และในวันพุธที่ 12 พ.ย.นี้ ก็จะลงมือทำเหมือนกันทั่วประเทศ โดย กกต.จังหวัดก็พร้อมแล้วที่จะให้การสนับสนุน เพราะเวลา 60 วันเพื่อรับฟังความคิดเห็นสรุปประเด็นส่งให้กรรมาธิการยกร่างฯ มันเหลือน้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลายฝ่ายเริ่มมีความเชื่อแล้วว่าหลังจากยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว แนวโน้มจะไม่มีการนำไปทำประชามติ เพราะยุ่งยาก สิ้นเปลือง และไม่เกิดประโยชน์ หวังว่าขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นแตกประเด็นในรายละเอียด ชัดเจน และทั่วถึง จะเป็นตัวทดแทนการทำประชามติได้อย่างดี
 
                          นายจรุงวิทย์ กล่าวว่า หากการกำหนดประเด็นไปรับฟังและความมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นมีมากพอ ก็อาจไม่มีความจำเป็นในการทำประชามติหลังยกร่างฯ เสร็จ ซึ่งบทเรียนจากรัฐธรรมนูญ ปี 2550 คือ ทำประชามติให้ประชาชนรับโดยที่ไม่รู้เนื้อหา แต่รับเพื่อให้มีการเลือกตั้งไปก่อน
 
                          "มันไม่ใช่แค่เยสหรือโนแบบประชามติแยกประเทศของสก็อตแลนด์ มันง่าย แต่นี่เป็นรัฐธรรมนูญจึงกำหนดเนื้อหายาก หากจะออกแบบให้สามารถรับมาตรานี้ไม่รับมาตรานี้ ก็ต้องใช้เวลามากขึ้น ไม่สามารถทำให้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด แต่ควรจะใช้วิธีแบ่งอนุกรรมาธิการเป็นกลุ่มย่อยๆ ไปรับฟังความเห็นให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งจะเท่ากับการทำประชามติย่อยๆ ในเนื้อหาหลายๆ ประเด็น เพราะเชื่อว่าห้วงเวลาไม่เอื้ออำนวยให้ทำประชามติหลังจากยกร่างรัฐธรรมนูญ"