
สารเร่งผลลำไยระเบิดเวลากลางเมือง
สารเร่งผลลำไยระเบิดเวลากลางเมือง : สำนักข่าวเนชั่น โดยศุภชัย วิเศษสรรค์รายงาน
ถ้าหากจะกล่าวว่า เทคโนโลยีการเกษตร เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น โดยเฉพาะการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว กึ่งๆ อุตสาหกรรมการเกษตร หากแต่เครื่องมือที่ว่านี้ ยังเปรียบประดุจดาบสองคมได้เช่นกัน ถ้าหากว่า มันถูกนำไปใช้ไม่ถูกวิธี อย่างเช่นเหตุการณ์ระเบิดบ้านหลังหนึ่งที่ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน เหตุเกิดจากการผสมสารเคมีที่ใช้ในการเร่งผลผลิตลำไยให้ออกนอกฤดู
สารโพแทสเซียม คลอเรท (Potassium Chlorate) นอกจากจะมีประโยชน์ในเชิงการเกษตรที่เกษตรกรชาวสวนลำไยจะนำมาเร่งดอกและผลของลำไยให้ออกนอกฤดูกาลเพื่อเพิ่มผลผลิตและเพิ่มมูลค่าแล้ว ในทางกลับกันสารดังกล่าวถือว่ามีโทษมหันต์ที่แฝงเร้นอยู่ไม่น้อยหากมีการนำไปใช้ผิดวิธี เนื่องจากเป็นสารเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมของวัตถุระเบิด และเมื่อดูข้อมูลจากประกาศของกระทรวงกลาโหม เรื่อง กำหนดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2550 ข้อที่ 2 ประเด็นการกำหนดให้อาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ สารเคมี สารชีวะ สารรังสีหรือสารนิวเคลียร์ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือสงครามได้ โดยลำดับที่ 150 มีชื่อสาร “โพแทสเซียม คลอเรท” ระบุไว้เป็นยุทธภัณฑ์ แต่มีข้อยกเว้น ไม่ถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์เพิ่มเติมด้วยว่า ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของโพแทสเซียม คลอเรทไม่เกินร้อยละ 15 และเติมสารหน่วงการออกซิไดซ์สำหรับนำไปใช้ทางการเกษตรที่ปลอดภัยต่อการระเบิด
ในเรื่องนี้ ร.ต.ต.สหรัฐ มีชำนาญ รองสารวัตรเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิด หรืออีโอดี กองกำกับวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ระบุว่า สารโพแทสเซียม คลอเรทไม่ถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์หากเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และหากเกษตรกรมีจุดประสงค์เพื่อนำสารดังกล่าวไปใช้เร่งผลผลิตของลำไยก็สามารถทำได้ แต่หากสารดังกล่าวไปอยู่ผิดที่ผิดทาง เช่น มีการนำเอาไปไว้ที่ร้านขายดอกไม้เพลิง ซึ่งอาจมีการนำไปเป็นส่วนประกอบของดอกไม้เพลิงก็ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ที่จะให้สารดังกล่าวเป็นสารเคมีเพื่อการอุตสาหกรรม นอกจากนี้ร้านค้าปุ๋ยทั่วๆ ไป ปกติแล้วจะต้องขออนุญาตจำหน่ายปุ๋ย จำหน่ายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของสารโพแทสเซียม คลอเรท หรือจำหน่ายสารโพแทสเซียม คลอเรทอยู่แล้ว
ส่วนเกษตรกรชาวสวนลำไยบางรายก็ซื้อสารโพแทสเซียม คลอเรทมาผสมกันเอง โดยไม่ซื้อผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของสารโพแทสเซียม คลอเรท เพื่อนำมาผสมเป็นสูตรของตนเอง ซึ่งแต่ละคนก็จะผสมไม่เหมือนกัน โดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงเกิดเหตุระเบิดขึ้นในขณะที่ผสมสารดังกล่าว เช่นเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เมื่อปี 2542 มีผู้เสียชีวิต 45 คน บาดเจ็บกว่า 100 คน และบ้านเรือนเสียหายกว่า 500 หลังคาเรือน และล่าสุดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 7 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 2 หลังคาเรือน และเสียหายบางส่วน 22 หลังคาเรือน โดยทั้ง 2 เหตุการณ์มีลักษณะคล้ายกัน คือ มีการผสมสารโพแทสเซียม คลอเรทกับกำมะถัน หรือ ซัลเฟอร์ และเมื่อเกิดการบด การเสียดสี กระทั่งเกิดความร้อนจึงทำให้เกิดการระเบิดเกิดขึ้นทันทีส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สินเสียหายในที่สุด
ข้อดีของสารโพแทสเซียม คลอเรท ก็คือช่วยเร่งดอกและผลให้ลำไยออกนอกฤดูกาล ส่วนกำมะถันก็ช่วยเคลือบเปลือกลำไยให้มีผิวสวย แต่ทั้งสารโพแทสเซียม คลอเรทและกำมะถันถือเป็นสารอันตรายใช้เป็นส่วนประกอบการทำดอกไม้เพลิงได้เหมือนกัน ฉะนั้น การผสมสารเพื่อใช้เร่งดอกและผลของลำไย จุดสำคัญ คือ ต้องไม่มีกำมะถัน หรือ ซัลเฟอร์ เนื่องจากสารโพแทสเซียม คลอเรทโดยตัวของมันเองแล้วไม่สามารถระเบิดเองได้ และทางที่ดีเกษตรกรควรเลือกซื้อสารที่ผสมสำเร็จแล้ว ตามร้านที่ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายถูกต้องตามกฎหมาย และเมื่อซื้อมาแล้วอย่าเก็บไว้ที่บ้านหรืออย่างน้อยเก็บไว้ให้ไกลจากตัวบ้านประมาณ 500 เมตร หรือควรใช้ใส่ต้นลำไยให้หมดโดยเร็ว
ด้าน นายอินจร ติ๊บปุ๊ด เกษตรกรชาวสวนลำไย อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่จะซื้อสารโพแทสเซียม คลอเรทที่ผสมสำเร็จมาแล้วจากร้านขายปุ๋ยทั่วๆ ไป หรือมีตัวแทนจำหน่ายมาส่งให้ถึงสวน และชาวบ้านก็ใช้มานานเป็น 10 ปีแล้ว เพราะสารดังกล่าวช่วยเร่งดอกและผลของลำไยให้ออกนอกฤดู ซึ่งปกติแล้วลำไยในฤดูจะออกผลในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ซึ่งลำไยทางภาคเหนือจะมีปริมาณมาก ทำให้ขายได้ราคาไม่ดี ส่วนลำไยนอกฤดูกาลจะออกประมาณเดือนพฤศจิกายน-มกราคม จะได้ราคาดี เมื่อเทียบกับลำไยในฤดูจะได้ราคาสูงมากถึง 5 เท่า ส่วนสารโพแทสเซียม คลอเรทที่ชาวบ้านซื้อมาส่วนใหญ่จะไม่เก็บไว้ที่บ้านและจะใช้ให้หมดภายในวันนั้นเลย เนื่องจากทุกคนกลัวว่าสารจะระเบิดเหมือนที่เคยเกิดเหตุสารโพแทสเซียม คลอเรทระเบิดมาแล้วที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
ส่วน นายจันทร์ดี ไหวยะ เกษตรกรชาวสวนลำไย อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เท่าที่รู้ชาวบ้านที่ปลูกลำไยจะไม่ซื้อตัวสารโพแทสเซียม คลอเรทมาผสมกันเองที่บ้าน เพราะกลัวจะระเบิดเหมือนที่เกิดระเบิดที่ อ.สันป่าตอง และที่บ้านไร่ ต.ดอยเต่า อ.ดอยเต่า ส่วนตนซื้อสารโพแทสเซียม คลอเรทที่ผสมสำเร็จมาแล้วจากตัวแทนจำหน่ายที่ จ.ลำพูน และทางร้านก็ได้มาส่งให้ถึงสวนลำไย โดยซื้อในราคากิโลกรัมละประมาณ 70 บาท และโดยปกติแล้วจะใช้สารดังกล่าวใส่บริเวณใต้ต้นลำไย ต้นละ 2-4 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับอายุของต้นลำไย แต่ถ้าไม่ใส่สารดังกล่าวจะทำให้ลำไยออกในฤดู ไม่สามารถบังคับให้ลำไยออกนอกฤดูได้ แล้วจะทำให้ขายไม่ได้ราคา ทำให้จำเป็นต้องใช้
ขณะที่ นายชัชวาล ปัญญา นายอำเภอดอยเต่า จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่ อ.ดอยเต่า ปลูกลำไยเป็นอาชีพหลัก ถือได้ว่าลำไยเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกร รวมแล้วในพื้นที่ อ.ดอยเต่า มีพื้นที่สวนลำไยมากกว่า 2 หมื่นไร่ และเกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้สารโพแทสเซียม คลอเรทเพื่อเร่งให้ลำไยออกนอกฤดู แต่เกษตรกรที่มีสารโพแทสเซียม คลอเรทไว้ในครอบครองหรือร้านค้าปุ๋ยต่างๆ ได้รับอนุญาตหรือไม่ อย่างไรนั้น ขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบและเตรียมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความชัดเจนถึงเรื่องการขออนุญาตมีสารโพแทสเซียม คลอเรทเพื่อจำหน่ายและเพื่อใช้ได้หรือไม่ อย่างไร ต่อไป แต่ทั้งนี้ได้ประสานขอความร่วมมือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แจ้งเกษตรกรชาวสวนลำไยห้ามเก็บสารโพแทสเซียม คลอเรทไว้ที่บ้านและหากซื้อมาใช้ก็ควรใช้ให้หมดภายในวันที่ซื้อทันทีเพื่อความปลอดภัย
-------------------------------------------
(หมายเหตุ : สารเร่งผลลำไยระเบิดเวลากลางเมือง : สำนักข่าวเนชั่น โดยศุภชัย วิเศษสรรค์รายงาน)



