
เจ๊ยุร่วมวงถกปฏิรูปสื่อภาคสนามเน้นจริยธรรม
เจ๊ยุร่วมวงถกปฏิรูปสื่อภาคสนาม ย้ำจริยธรรม-กำกับกันเอง-สวัสดิการ ด้านนายกฯส.นักข่าวอาชญากรรมหนุนเพราะสื่อโดนกดดันโดยอินดี้มีเดียร์
เมื่อเวลา 16.00น. วันที่ 7 พ.ย.2557 ที่อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน(ตรงข้ามรพ.วชิระ) มีการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของสื่อมวลชนภาคสนาม กับคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป ที่มีนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นประธานคณะทำงาน นายจักรกฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายสุเมธ สมคะเน ประธานสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย นายมานพ ทิพย์โอสถ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อและกรรมการบริหารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นคณะทำงานและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้ในเวทีแลกเปลี่ยนดังกล่าว มีสื่อมวลชนภาคสนามเข้าร่วมพูดคุยจำนวนหนึ่ง อาทิ นางยุวดี ธัญญศิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งตัวองค์วิชาชีพสื่อ อาทิ สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ประเด็นที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นประเด็นเรื่องการคงไว้ซึ่งความเป็นวิชาชีพ การยืนยันในเสรีภาพของสื่อมวลชน ข้อกังวลในการกำกับดูแลกันเองที่ยังเป็นปัญหาในการเรื่องของการบังคับใช้จริยธรรมที่จะมีกลไกอย่างไรเพื่อให้สังคมยอมรับและสื่อยอมรับกันเอง รวมถึงปัญหาช่องว่างระหว่างนักข่าวรุ่นใหม่กับองค์กรสื่อที่มีระยะห่างในเรื่องของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เรื่องสวัสดิการของสื่อมวลชนไทยที่มีปัญหาจนเป็นช่องว่างเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับเรื่องจริยธรรม และการดูแลสื่อสื่อใหม่ สื่อโซเชียลมีเดียร์ และสื่อการเมือง เพราะเป็นปัญหาของบ้านเมืองจนปัจจุบัน
นายเทพชัย กล่าวเปิดเวทีว่า สื่อมวลชนจะถูกหยิบยกเป็นประเด็นการปฏิรูป ถ้าพวกเราไม่ทำอะไรเลยก็จะมีคนมาทำอะไรบางอย่างให้เรา แม้เราจะมีตัวแทนองค์กรสื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) แต่ดูทิศทางแล้วก็ไม่อาจมั่นใจได้ทั้งหมดว่าควรจะเป็นอย่างที่เราต้องการให้เป็นแค่ไหน และเชื่อว่าทิศทางจะเป็นการควบคุมเรามากกว่าส่งเสริม ส่วนสาเหตุที่มีการมาพูดคุยกันวันนี้ก็เพราะที่ผ่านมามีการตั้งคำถามจากสังคมที่เป็นลักษณะเชิงลบมากขึ้น ดังนั้นคณะทำงานต้องการรับฟังสื่อภาคสนาม เพราะเชื่อว่าการพูดคุยกันเองจะมีความหมายมากกว่า ดีกว่าปล่อยให้กระบวนการเป็นไปเอง เพราะผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่คนทำสื่อแต่สังคมจะได้รับผลกระทบด้วย
“ทำอย่างไรให้สื่อเรียกความเชื่อมั่น เรียกความน่าเชื่อถือกับสังคม เพราะสังคมเขาจะมองสื่อทุกครั้งที่มีวิกฤติในบ้านเมือง เพราะเขามองว่าสื่อช่วยหาทางออกได้ นี่จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวงการสื่อ ดังนั้นการปฏิรูปไม่ใช่จะมีแค่ภาพเป็นเรื่องของที่สื่อทำกันเองเท่านั้น เพราะต้องดึงความไว้วางใจกลับมาต้องดึงสังคมมามีส่วนร่วม ด้วยกลไกที่อิสระและสังคมมีส่วนร่วมได้จริง”นายเทพชัย กล่าว
ประธานคณะทำงานเพื่อการปฏิรูป กล่าวยืนยันว่า คณะทำงานเราอิสระจากสปช. แม้มีคนขององค์กรสื่อเข้าไปเป็นสปช. การคิดประเด็นอาจจะเหมือนกันแต่กลไกการทำงานต่างกันไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะคณะทำงานและสื่อภาคสนามต้องมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของสปช. ไม่ใช่ว่าเออออตามสปช.ทั้งหมด เพราะเราต้องทำให้คนเชื่อว่าเรามีกลไกแล้วบังคับใช้ได้จริง อย่างไรก็ตามตนหวังว่าจะจัดเวทีแบบนี้ได้อีก และคณะทำงานพร้อมจะไปพูดคุยกับสื่อภาคสนาม และกำลังประสานไปพูดคุยกับสื่อมวลชนสายรัฐสภาในเร็วๆนี้
ด้านนายจักรกฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่าลืมว่ามีประกาศคสช.ฉบับที่ 97 และ 103 ที่ยังมีปัญหาในการทำงานของสื่อที่ต้องผลักดันให้ ยกเลิกให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม ส่วนเรื่องการที่องค์กรสื่อกำกับกันเองนั้น เมื่อเราดูแลกันไม่ได้ ก็จะเป็นช่องทางให้รัฐเข้ามาควบคุม ที่มีเสียงนี้ดังมากข้น ดังนั้นเราต้องทำให้ชัดเจนและมีผลบังคับใช้ชัดเจน เพราะสภาพภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไป ถ้าองค์กรกำกับดูแลกันเองสามารถรวมเป็นสมาพันธ์สื่อสารมวลชนได้จะเป็นปึกแผ่นขึ้น
นายจักรกฤษ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ชวนคุยคือช่วยกันคิดเรื่องของบทบาทสื่อใหม่ อาทิ โซเชียลมีเดียร์ สื่อการเมือง ที่นำเสนอทัศนคติการเมืองด้านเดียวก็ถูกเหมารวมว่าเป็นสื่อด้วย ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้นมองว่ามาตราที่เกี่ยวกับการยืนยันสิทธิเสรีภาพและการห้ามปิดสื่อต้องยังคง อย่างไรก็ตามมีบางเรื่องที่ในการปฏิรูปที่จะต้องเสนอเป็นแนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญที่คณะทำงานต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอผ่านสปช. โดยเรามีเวลาในการเสนอกรอบภายใน 60 วัน ดังนั้นคณะทำงานต้องดำเนินการก่อน 60 วัน ที่จะนำความคิดเห็นเหล่านี้มาประมวลว่าเราต้องมีเครื่องมืออะไรบ้าง และยืนยันว่าแม้คณะทำงานจะได้รับเชื้อเชิญไปทำงานในสปช.แต่เราก็ก็ปฏิเสธ เพราะเราจะวิจารณ์ตรวจสอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำ
ส่วนนางยุวดี ธัญญศิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโส เสนอว่า กล่าวว่า เห็นด้วยที่สื่อควรจะมีการปฏิรูป ที่ทำยังไงจะทำให้สื่อมีความสามัคคี มีจุดยืนเหมือนกันในเรื่องของการดำรงคงไว้เรื่องวิชาชีพของเรา การแข่งขันทางธุรกิจก็ว่ากันไป แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นวิชาชีพ อย่างเช่นนักข่าวรุ่นใหม่ที่กลัวจะเป็นแค่คนวิ่งข่าว ที่ต้องทำข่าวแข่งกับเวลาให้ได้มาแค่ข่าวเท่านั้น แต่ข่าวดีและตรงประเด็นหรือไม่ไม่รู้ บางครั้งก็ส่งมาแค่ช่างภาพไม่ส่งนักข่าวมาก็มีปัญหากับข่าว ตนจึงห่วงว่าวิชาชีพ ความเป็นนักข่าวจะเหลือหรือไม่
“เรื่องการปฏิรูปต้องปฏิรูปหมดไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านแบบกู่ไม่กลับแล้ว“นางยุวดี กล่าว
ส่วนนายศิโรจน์ มิ่งขวัญ นายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เห็นด้วยว่าเราไม่ต้องปฏิรูปเพียงเพราะว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลหรือนายกฯเพราะเราก็ทำมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่ามาปฏิรูปเพราะถูกกดดัน ซึ่งความกดดันยุคนี้ถูกบีบโดย “อินดี้มีเดียร์” ที่มาจากสื่อออนไลน์ อย่างไรก็ตามหากมีการปฏิรูปแล้วจะมีดัชนีอะไรชี้วัดหรือไม่ว่ามีความคืบหน้าอะไรหรือไม่
ส่วนนายวัชรินทร์ กลิ่นมะลิ รองนายกสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงประเด็นการปฏิรูปด้านสวัสดิการของสื่อมวลชนในด้านของการรักษาพยาบาล ที่มองว่าของนักข่าวไทยมีแต่ประกันสังคม ถ้าไม่มีใครมาช่วยเยียวยานอกเหนือจากองค์กร จะต้องออกค่าส่วนต่างในการรักษาพยาบาล
"รองปธ.ยกร่าง"เล็งจังหวัดเหมาะเลือกตั้งผู้ว่าฯ
นายกระเส ชนะวงศ์ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคนที่ 1 กล่าวว่า โครงสร้างทางการเมืองของประเทศไทยต้องยอมรับว่าแต่ละภาคมีความแตกต่างกัน การออกแบบการปกครองในอนาคตต้องลดอำนาจส่วนกลางและกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มาก จังหวัดที่มีความเหมาะสมอาจจะกำหนดให้สามารถมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ แต่ละจังหวัดต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมแต่จะทำอย่างไรให้การปกครองส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ การปกครองท้องถิ่นถือเป็นรากฐานของประชาธิปไตย แต่มีการทุจริตมาก ดังนั้นต้องมีการสร้างกลไกการป้องกันเรื่องนี้ ทั้งนี้ยังควรลดการเติบโตของกระทรวงต่างๆ ในต่างประเทศเช่น จีน หรือสหรัฐฯ กระทรวงพวกเขาขนาดเล็กกว่าเรา แต่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า จึงควรให้กระทรวงดูนโยบายอย่างเดียวปล่อยให้ท้องถิ่นปฏิบัติงานไป หากทำได้จะสามารถลดความขัดแย้งได้ในระดับหนึ่งและควรมีกำหนดเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งไม่ให้นานเกินไป ไม่เช่นนั้นจะเป็นการผูกขาดอำนาจ ต้องรู้จักเปลี่ยนแปลงให้คนอื่นเข้ามาเรียนรู้บ้าง
นายกระแส กล่าวต่อว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ส่วนตัวคิดว่าผ่าน เพราะหากไม่ผ่านเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน เราต้องเอาความรู้สึกว่าเราต้องทำได้ทำให้ผ่านมาใช้ และขอว่าอย่าไปพูดถึงเรื่องเก่า ต้องมองไปยังอนาคต ทำเพื่อคนรุ่นหลัง ต้องวางแผนว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้สายสัมพันธ์เก่าๆของตนในทั้งสองขั้วจะมีประโยชน์อย่างมากในการร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นจากทุกฝ่าย ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง โดยการยกร่างครั้งนี้ต้องทำให้ทันตามที่ระยะเวลากำหนด ต้องทุ่มเทการทำงานเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าจะทำได้เสร็จเพราะหากไม่ทันจะเป็นการตายทั้งกลม
กมธ.ยกร่างฯเปิดรับฟังความเห็นประชาชน ตู้ปณ.9
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฯ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เปิดช่องทางเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมส่งความคิดเห็นมาที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตู้ปณ.9 ปณฝ.รัฐสภา กทม. 10305 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามความเห็นของประชาชน คณะกรรมาธิการฯจะนำไปร่วมประกอบการพิจารณาในการจัดทำรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
"ประยุทธ์"ประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ
เมื่อเวลา 15.30 น. พลเอกดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติครั้งที่ 1 ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติวาระที่สำคัญการพิจารณาแต่งตั้งอนุกรรมการ 3 ด้านได้แก่ อนุกรรมการจัดหาที่ดินมี รมว.ทรัพยฯ เป็นประธาน มีหน้าที่จัดหาที่ดินให้คนยากจนทำกิน อนุกรรมการที่ 2 คืออนุกรรมการจัดที่ดิน โดยมี รมว.มหาดไทยเป็นประธาน มีหน้าที่จัดคนลงพื้นที่หลังจากที่คณะที่ 1 จัดหาพื้นที่แล้ว ให้เหมาะกับขนาดของพื้นที่ตามท้องถิ่นนั้นๆ โดยในส่วนกระทรวงมหาดไทยจะมีรายชื่อของประชาชนที่ยากไร้ ขณะที่คณะ 1 มีรายชื่อของผู้ที่บุกรุกพื้นที่ที่ถูกผลักดันออกไป และจะนำรายชื่อมาพิจารณาร่วมกันและคัดเลือกว่าใครควรจะได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน และอนุกรรมการที่ 3 คืออนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ มีรมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน มีหน้าที่ในการพิจารณาว่าพื้นที่ไหนควรจะทำอาชีพอะไร พื้นที่ไหนควรทำอะไรจึงจะเหมาะสมและจะทำหน้าที่ในการจัดระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินตามนโยบาย โดยจะไม่มอบให้เป็นสิทธิรายบุคคลแต่จะมีการจัดหาระบบใหม่ เช่นการใช้ระบบสหกรณ์ หรือระบบอื่นที่เหมาะสมตามลักษณะพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้การตรวจสอบจำนวนผู้ยากไร้จะใช้เลขที่ประจำตัวประชาชนในการตรวจสอบผู้ยากไร้เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน
พลเอกดาวพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้อนุกรรมการทำหน้าที่ของตนและรายงานผลอีกครั้งในช่วงเดือนธ.ค.เพื่อประเมินว่ามีผลสัมฤทธ์อย่างไร และต้องรายงานทุก 3 เดือน ซึ่งทั้ง 3 อนุกรรมการต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการใหญ่เพื่อให้เห็นถึงความคืบหน้า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ มีการพิจารณาผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน 10 คน ตามระเบียบสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรเอกชนที่มีฐานะตามนิติบุคคล นอกจากนี้ต้องมีผู้มีความรู้ด้านการจัดการที่ดิน ปฏิรูปที่ดิน ผังเมือง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ด้านกฎหมาย ที่ดินและเศรษฐศาสตร์ เข้ามาเป้นคณะกรรมการใหญ่ด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีจึงมอบให้ทั้ง3 อนุกรรมการรวบรวมและเสนอรายชื่อเข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการใหญ่
อย่างไรก็ตาม ความมั่นของรัฐบาลนั้น ต้องย้อนไปดูว่าการแก้ปัญหาที่ดิน มีการออกเอกสารสิทธิ์รายบุคคลมาหลายรูปแบบ และพบว่ามีการขายสิทธิไปจำนวนมาก จนกลายมาเป็นผู้ที่ไม่มีที่ดินเหมือนเดิมและหาพื้นที่บุกรุกใหม่ การแก้ปัญหาแบบเดิมที่ได้ผลก็มี แต่การขายสิทธิก็มีจำนวนมากจนกลายเป็นปัญหาเดิมๆ รัฐบาลนี้จึงต้องคิดใหม่ ต้องการเปลี่ยนรูปแบบใหม่ แต่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ เป็นเหตุผล แต่ยอมรับจะต้องใช้เวลาซึ่งเชื่อว่าไม่เกินปีใหม่จะเห็นทิศทางของนโยบายนี้ ยืนยันว่าการแก้ปัญหาที่ดินครั้งนี้ต้องไม่จัดให้ไปกระทบกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ต้องคำนึงในการจัดสรรพื้นที่ ทั้งนี้ทุกอย่างเป็นความตั้งใจของรัฐบาล ต้องได้เห็นสิ่งที่จับต้องได้ทุก 3 เดือน ส่วนแนวทางการป้องกันกลุ่มทุนนั้นต้องยอมรับว่ากลุ่มทุนมีทั้งดีและไม่ดี โดยเชื่อว่าการแก้ปัญหาโดยโครงสร้างใหม่นี้สามารถป้องกันนายทุนไม่ดีได้ระดับหนึ่ง และทุกอนุกรรมการต้องดูเรื่องนี้อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องแยกออกมา
พลเอกดาวพงษ์ กล่าวว่า พื้นที่จะนำมาจัดสรรนั้น ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1 ที่ดินพร้อมจัดสรรคน สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่จัดสรรได้ทันที ซึ่งมีพื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมป่าไม้ กรมธนารักษ์ กระทรวงเกษตรฯ เป็นต้น 2 เป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ออก สปก. และ3 พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิก็ต้องให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น อุทยานแห่งชาติสิรินาถ
ทั้งนี้ในส่วนที่มีการบุกรุกพื้นที่นั้น จะต้องออกจากพื้นที่ทั้งหมด แต่คนยากจนก็ได้รับจัดสรรพื้นที่ใหม่ให้เป็นพื้นที่ทำกิน และจะเข้มงวดในส่วนอุทยานแห่งชาติมากที่สุด นอกจากนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับกระทรวงมหาดไทยมีการตั้งคณะกรรมการปรับปรุงระบบแผนที่ โดยจะปรับมาตราส่วนจาก 1:50,000 เป็น 1:4,000 ส่วนกรณีที่มีการจัดคอนเสริตในพื้นที่ป่านั้น พลเอกดาวพงษ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าเป็นพื้นที่ของเอกชน อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ไปพิจารณาในการออกกฎกระทรวงเพื่อป้องกันเสียงรบกวนทั้งคนและสัตว์แม้จะตั้งในพื้นที่ส่วนบุคคลก็ตาม
รัฐบาลเตรียมแถลงผลงาน รอบ 3 เดือน ธ.ค.นี้
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมแถลงผลงานรัฐบาลรอบ 3 เดือน ชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมทั้งจะสรุปผลงานที่เตรียมเป็นของขวัญให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ด้วย ทั้งนี้ยังไม่ได้กำหนดรูปแบบในการนำเสนอผลงานว่าจะออกมาในรูปแบบใด แต่ช่วงเวลาที่เหลือจะมีการหารือกับทางโฆษกทุกกระทรวงเพื่อให้มีการสรุปผลงานของแต่ละกระทรวงก่อน โดยยังรอพิจารณาว่า นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่



