
สนช.ทหารแจงไปทอดกฐินงดร่วมถอดถอน
สนช.ทหารแจงไปทอดกฐินงดร่วมถอดถอน วอนอย่าแบ่งแยกเป็นกลุ่มๆ ขณะที่ มาร์คชี้ทำผ่านสภายาก อุเทนจี้ถามพท.-ปชป.-คสช.ทำอะไรเพื่อชาติ
7พ.ย.2557 ความคืบหน้ากรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 43 คน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีสนช.สายทหารเป็นจำนวนมากที่ไม่เดินทางมาร่วมประชุมวาระการถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพาณิช อดีตรองประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น
แหล่งข่าวสนช.สายทหารกล่าวชี้แจงกรณีที่มีสนช.สายทหารไม่เข้าร่วมการประชุมเป็นจำนวนมากว่า ส่วนหนึ่งที่สนช.สายทหารไม่เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน เนื่องจากติดภารกิจสำคัญหลายอย่าง อาทิ การเดินทางไปทอดกฐิน รวมถึงภารกิจด้านต่างๆ ที่สนช.สายทหารมีภารกิจเดิมอยู่แล้ว
"ที่สำคัญ สมาชิกที่ขาดประชุมเมื่อวาน (6 พฤศจิกายน) เพราะส่วนหนึ่งได้วางแผนไปทำภารกิจที่มีอยู่ก่อนแล้ว และก่อนหน้านี้ประธานสนช.ได้เปลี่ยนวาระการประชุมกระทันหัน ซึ่งการประชุมวาระเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน เดิมต้องมาประชุมในวันนี้ (7 พฤศจิกายน) ทำให้สนช.ไม่สามารถมาร่วมประชุมได้เป็นจำนวนมาก" แหล่งข่าวสนช.สายทหาร ระบุ
ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าการพิจารณาถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคมมีการล็อบนี้นั้น แหล่งข่าวสนช.สายทหารกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการทำหน้าที่ที่แต่ละบุคคลใช้วิจารณญาณกันเอง ยืนยันว่าไม่มีการล็อบบี้ ไม่มีใบสั่งจากทหารกลุ่มนั้นกลุ่มนี้อย่างที่เป็นข่าว เพราะหากคิดกันแบบนั้นจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาได้
"ไม่อยากให้การแบ่งเป็นสนช.สายทหาร หรือสายอะไร เพราะสนช.ถูกคัดเลือกจากคสช.ทั้งหมดเพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาประเทศ ถ้าแบ่งเป็นกลุ่มก้อน และมีการล็อบบี้กันก็ไม่แฟร์ต่อการเข้ามาแก้ปัญหาประเทศ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ามีบางคนที่อิงอยู่กับอำนาจเก่าพยายามหยิบยกปัญหาขึ้นมา เช่น ข่าวกลุ่มคลื่นใตน้ำเพื่อจุดประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาอีก" แหล่งข่าวสนช.สายทหาร กล่าว
“บิ๊กป๊อก”ชี้ถอดถอนยึดกฎหมาย
ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า เท่าที่ดู เห็นว่าไม่มีการบังคับการลงคะแนนเสียง ผลที่ออกมามีเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผลใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นกลไกที่เป็นไปตามระบบกฎหมาย ตนมองว่าเป็นเรื่องดีที่ไม่มีการสั่งการให้รับหรือไม่รับ
“มาร์ค”ชี้ปม“ถอดถอนนักการเมือง”ผ่านสภายาก
นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องว่ากันไปตามกระบวนการต่อไป แต่ทั้งนี้ในส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ตนอยากให้ไปดูว่า เหตุที่มาที่นำไปสู่การถอดถอน หรือการชี้มูลของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)นั้น สะท้อนให้เห็นจุดอ่อนของระบบของการเมืองตรงไหน ซึ่งต้องไปวางระบบแก้ไขในจุดที่เป็นปัญหา
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระบวนการถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทำได้ยาก ต้องอาศัยเสียงค่อนข้างจะมาก เพราะ ถือว่าผู้ที่เข้าไปดำรงตำแหน่งก็ต้องได้รับการคุ้มครองในระดับหนึ่ง ดังนั้นก็ต้องมีการทบทวนกันว่า ที่ผ่านมา กลไกดังกล่าวนี้มีปัญหาอะไรบ้าง
"วิษณุ"แนะรธน.ต้องจัดระเบียบดุลอำนาจให้ครบ
สถาบันพระปกเกล้า จัดประชุมวิชาการ เรื่อง " 8 ทศวรรษ ประชาธิปไตยไทย : พลวัแห่งดุลอำนาจ" โดยมี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ และการแสดงทัศนะ "บทเรียนสู่อนาคตเพื่อประชาธิปไตยไทยมีคุณภาพ" โดยมีนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ร่วมบรรยาย
โดยนายวิษณุ กล่าวตอนหนึ่งว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ การที่เราจะพูดเรื่องพลวัต เรื่องดุลอำนาจ ก็คือการถ่ายโอน การเปลี่ยนแปลงอำนาจ แม้การอยู่ภายใต้อำนาจจะเป็นทุกข์ก็ต้องทน เราไม่สามารถหลีกหนีจากอำนาจไปได้ โดยเฉพาะอำนาจทางการเมือง และต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้อยู่กับอำนาจได้เป็นสุข ซึ่งคิดว่าต้องรู้ทันและหยิบฉวยอำนาจมาใช้ให้เป็นประโยชน์ คือ ต้องรู้จักจัดดุลแห่งอำนาจให้เป็น ก็คือการจัดระเบียบ ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหนึ่งกับอำนาจหนึ่ง หากจัดไม่เป็น หรือจัดผิด ก็จะกลายเป็นอยู่ภายใต้อำนาจที่ทำให้เป็นทุกข์
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า หากดูประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของต่างประเทศ จะชุลมุนกับการจัดอำนาจ โดยในประเทศที่เป็นรัฐรวมก็จะชุลมุนแค่ 2 ดุล คือ ทำอย่างไรจะจัดดุลระหว่างรัฐบาลกลางกับมลรัฐได้ รวมทั้งจัดดุลอำนาจระหว่างอำนาจตุลาการ บริหาร นิติบัญญัติ ว่าอะไรเป็นอำนาจของฝ่ายใด ประเทศที่ปกครองโดยประธานาธิบดี ปัญหาดุลอำนาจก็คือประธานาธิบดีควรมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน หรือประเทศที่มีรูปแบบรัฐสภา ที่ออกแบบให้ประชาชน เลือก ส.ส.และส.ส.เลือกนายกรัฐมนตรี และนายกกรัฐมนตรีเลือกรัฐมนตรีนั้น ดุลแบบนี้รัฐสภาก็มีอำนาจเหนือรัฐบาล ซึ่งถ้าเราตั้งต้นจะใช้ระบบรัฐสภา แล้วมาวางดุลให้เลือกนายกโดยตรง ก็ประหลาด และไม่เคยทำกันแม้เวลานี้จะมีเสียงเรียกร้องอยากทดลองในประเทศไทยก็ตาม
นายวิษณุ กล่าวด้วยว่า 8 ทศวรรษที่ผ่านมามีรัฐธรรมนูญ 19 ฉบับพยายามจัดดุลแห่งอำนาจอย่างที่คิดว่าดีที่สุด หากมองย้อนไปอาจจะบอกว่าดุลที่จัดไว้นั้นอาจจะผิดไม่เหมาะสม นั่นอาจเป็นเพราะเราจัดดุลยอำนาจโดยเอนไปที่สภาผู้แทนราษฎรมากเกินไป ถ้ามองจากวันนี้อาจมองว่าพลาด และเหตุที่พลาดเพราะเราควรจัดดุลอำนาจให้ครบทุกองค์กร โดยจัดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหนึ่งกับอำนาจหนึ่งให้ถ้วนทั่ว ไม่ใช่จัดระหว่างอำนาจหนึ่งกับอำนาจหนึ่งเท่านั้นเหมือนที่เคยทำมาในช่วง 8 ทศวรรษ บางสมัยรัฐบาลมาจากสภาแต่กลับมีอำนาจและครอบงำสภา เช่น เขียนกติกาให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรค พรรคใดได้คะแนนเสียงมากก็ได้เป็นรัฐบาล พรรคคุมส.ส. พรรคมีมติอะไร ส.ส.ต้องปฏิบัติตาม ถ้าไม่ทำตามก็ปลดออกจากพรรคได้ สุดท้ายกลับมาถามใครคุมใครกันแน่ หลายครั้งนายกไม่ไปตอบกระทู้สภา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น 8ทศวรรษที่ผ่านมา
"หวังว่าการร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้จะมองอำนาจทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศให้ครบ และจัดดุลอำนาจให้ครบ ไม่ว่าดุลยอำนาจระหว่างรัฐกับท้องถิ่น ดุลการเมืองภาครัฐกับภาคพลเมือง ฝ่ายประจำกับฝ่ายการเมือง ซึ่งเหตุที่เราจัดดุลอำนาจสภากับรัฐบาลไมได้ เพราะรัฐบาลเป็นใหญ่กว่าสภาโดยพฤตินัย เราตั้งหลักให้ส.ส.คุมรัฐ แต่คุมไม่ได้ เพราะรัฐมีอำนาจแต้มต่อ อย่างรัฐธรรมนูญบางฉบับเพิ่มฤทธิ์ให้รัฐบาล เช่น ยุครัฐบาลทักษิณ(ชินวัตร อดีตนายกฯ) สภาไม่สามารถเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรีได้ บทเรียนนี้จึงนำมาสู่การสร้างดุลใหม่ มีองค์กรอิสระขึ้นมาทำหน้าที่ตรวจสอบแทนประชาชน เป็นสภาพการเมืองที่เกิดขึ้นมา ฉะนั้น การจัดดุลอำนาจคราวนี้ นอกจากกำหนดปัญหาให้หมดแล้วต้องอย่าให้อำนาจมาเป็นกับดัก แต่เราต้องสร้างกับดักไปจับปัญหาให้ได้ คือป้องกัน และเมื่อต้องจัดการกับ อำนาจหลายอำนาจ อาจไม่ต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้พิสดาร ละเอียดมากนัก แต่เขียนให้เกิดพลวัต ขับเคลื่อน ปรับเปลี่ยน ซึ่งเคยพูดแล้วว่ารัฐธรรมนูญที่ดีไม่ต้องยาว แต่ต้องเขียนให้ครอบคลุม และควรมีองค์กรหนึ่งขึ้นมาวินิจฉัยตีความเพื่อให้สิ่งที่สั้นๆนั้นยาวขึ้นที่ไม่ใช่ศาล โดยองค์กรนี้จะมีขึ้นมาเพื่อช่วยตีความในลักษณะให้คำปรึกษา ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อน แต่ไม่ใช่ใครก็ส่งได้ ต้องมีการกำหนดช่องทางการยื่นไว้อย่างชัดเจน"นายวิษณุ กล่าว
นอกจากนี้ นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญหนึ่งฉบับควรมีการกำหนดเป็น 3 ภาค โดยให้ภาคหนึ่งแก้ยากที่สุด และภาคที่สองและสามแก้ได้ตามละดับ เพื่อที่หากมีการัฐประหารเกิดขึ้นก็จะได้เหลือเชื้อไว้อยู่ ภาคหนึ่งแก้ยากลงมาระดับหนึ่ง และภาคหนึ่งแก้ได้ง่าย กรรมาธิการยกร่าง 36 คน มีหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวานตนไปดูการแสดงโขนพระราชทาน ชุดศึกอินทรชิต ตอนนาคบาศ ดูแล้วทั้งเรื่องก็เห็นว่าเป็นเรื่องของอำนาจ แต่ละตัวละครก็จะมีฤทธิ์ และใช้ฤทธิ์ไปจัดการปัญหาต่างๆ ก็เหมือนกับกรรมาธิการทั้ง 36 คน ที่กำลังจะยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ อยากจะฝากว่ากรรมาธิการทั้งหมด ต้องจับอำนาจนั้นมาขึ้นดุลให้ได้ แล้วจัดวางแต่ละดุลอำนาจให้เหมาะสม
จากนั้น นายชวน กล่าวแสดงทัศนะ "บทเรียนสู่อนาคต เพื่อประชาธิปไตยไทยที่มีคุณภาพ" ว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเราให้รู้ว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับกฎหมาย รัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาอุปสรรค ความแตกแยกไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ แต่มาจากการกระทำของคนสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง การบังคับใช้กฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้ ตุลาการเป็นอิสระ องค์กรอื่นที่ตรวจสอบรัฐบาลต้องไม่ให้มากจากระบบการเมือง ทั้งนี้เมื่อเห็นรายชื่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าคนเหล่านี้จะไม่พาประชาธิปไตยถอยหลัง ต้องยอมรับว่าระบอบประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้งด้วยการให้สิทธิประชาชนเลือกผู้แทนมาทำหน้าที่ แต่บ้านเมืองมีทั้งคนดีและไม่มีดี ตามพระราชดำรัสของในหลวง ดังนั้นอย่าไปหวังว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญแล้วทำให้คนดีหรือไม่เข้ามา
ด้านนายสมบัติ กล่าวว่า หลายคนรู้สึกว่าปัญหาค่อนข้างรุนแรงถึงมีการเรียกร้องการปฏิรูปประเทศ ปัญหาเกิดจากนักการเมืองไม่ว่าจะเขียนกฎหมายอะไรมามีช่องทำให้เสียหาย จุดอ่อนของระบบรัฐสภา ถ้ารัฐบาลมีความเสถียรภาพมีอำนาจคุมฝ่ายนิติกับบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ ปัญหาการถ่วงดุลอำนาจ กลไกภาคประชาชนอ่อนแอ ระบบนี้จะครอบงำสังคมจมปลักกับปัญหา อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่การเลือกตั้งเต็มไปด้วยการซื้อเสียง นายทุนพรรคเข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ ก็ต้องใช้อำนาจในการเอื้อประโยชน์เพื่อคอร์รัปชั่น ประชาชนจะกลายเป็นเหยื่อของนักเลือกตั้งทันที ดังนั้น หากประชาชนไม่สามารถเลือกคนดีเข้ามาปกครองได้ ยืนยันว่าระบบเลือกตั้งที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยที่ดีก็คงไม่ใช่ เพราะการเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียงไม่ใช่ระบบประชาธิปไตย แต่เรียกว่าระบบธนาธิปไตยนั่นเอง
ขณะที่ นายเอนก กล่าวว่า เราขัดแย้งกันตั้งแต่ 2475 แต่ก็อยู่กันได้ในสังคมอย่างประหลาด ขัดแย้งแต่รอมชอมกันได้ แม้แต่การยึดอำนาจครั้งที่ผ่านมา เรียกใครไปรายงานตัวก็ไปกันหมด ฝ่ายที่ยึดอำนาจก็กำลังรอดูว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร และคิดว่าตัวเองจะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง เมืองไทยมีดุลอำนาจมาก จนไม่มีใครเป็นนายกฯได้นาน ทหารก็อยู่ได้ไม่นาน เมืองไทยมีสิทธิเสรีภาพสูงมาก แต่บางช่วงเราพร้อมขาดสิทธิเสรีภาพ แต่อย่านานมากไม่อย่างนั้นจะมีการบ่น ซึ่งคิดว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ทราบจุดนี้ จึงไม่ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญนาน เรามีวิธีคิดได้หลายแบบ และต้องคิดเชิงบวก มีหลายอย่างอยากเสนอ เป็นไปได้หรือไม่ รัฐธรรมนูญเราให้ใครชนะแล้วชนะหมด แพ้เป็นฝ่ายค้านตลอดกาลเลย แต่เนอเธอร์แลนด์เป็นรัฐบาลผสม ไม่ได้ผลักดันใครเป็นฝ่ายค้านตลอดกาล เราต้องเอาความขัดแย้งมากำกับโดยรัฐธรรมนูญ อยากเสนอว่าจะเป็นรัฐบาลต้องมีเสียง 2ใน 3 แต่อยากให้มี 3ใน 4 รัฐธรรมนูญจะช่วยบีบให้สองฝ่ายมาร่วมกัน ฝ่ายขัดแย้งต้องร่วมกันเป็นรัฐบาลผสม อาจเขียนระยะเฉพาะกาล 5-10 ปี ก็ได้
"การควบคุมรัฐบาลต้องใช้องค์กรอิสระ การพิจารณาเกี่ยวกับนักการเมืองต้องสำเร็จรวดเร็ว องค์กรอิสระควรมีไว้ แต่ต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่านี้ เพราะผมไม่เชื่อมั่นฝ่ายค้านจะตรวจสอบรัฐบาลได้มาก ถ้าคิดจะปฏิรูปการเมืองต้องกล้าคิดใหม่ๆ ต้องเขียนรัฐธรรมนูญจากปัญหาของเรา เพราะปัญหาเราไม่เหมือนปัญหาของคนตะวันตก จะลอกเขาไม่ได้ ต้องเข้าใจสังคมไทยแท้ และออกแบบรัฐธรรมนูญมาให้สอดคล้อง เรามีปัญหามาก คือ ระบบอุปถัมภ์ แต่คนไทยขาดไมได้ รัฐธรรมนูญจะยอมรับได้อย่างไร แต่ต้องให้ระบบอุปถัมภ์มีหลักการ มีเหตุผล อย่าให้ก้าวไปสู่คอร์รัปชันได้ รัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไรที่จะทำให้ระบบทุนนิยมเข้ามามีบทบาทน้อยที่สุด รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องเริ่มคิดเริ่มเปลี่ยนแปลง"นายเอนก กล่าวและว่า ยืนยันว่า สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่กีดกันพรรคการเมืองต่างสี เรายินดีฟังปัญหาและให้ท่านช่วยคิดว่าจะสร้างการเมืองอย่างไรไม่ทำลายอีกฝ่าย แต่ผิดก็คือผิดไม่ใช่สามัคคีจนไม่รู้ผิดถูก ขอให้มาช่วยกันแล้วเราจะเขียนรัฐธรรมนูญออกมาให้ดีที่สุด
ส่วน นายประดิษฐ์ กล่าวว่า สังคมไทยขาดฉันทามติในการแก้ปัญหา มีความหลากหลาย อีกทั้งที่ผ่านมาคนไทยถูกกีดกันการใช้ทรัพยากรของประเทศ มีความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ขณะนี้พื้นที่สาธารณะของสื่อมวลชนหายไป เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกครอบงำด้วยธุรกิจสื่อทั้งหมด ฉะนั้นสถานการณ์ปัจจุบันต้องร่วมมือกันนำพาประเทศไปข้างหน้าให้ได้ สำหรับตนนั้นการปฏิรูปคือโอกาสของประเทศเรา ต้องคิดเรื่องประชาธิปไตยมากกว่าในแวดวงการเมืองเพราะเป็นหน้าที่คนไทยทุกคนที่ต้องออกแบบประชาธิปไตย คิดว่าเรื่องนี้สปช.ต้องไปหารือกัน ว่าทำอย่างไรให้ประชาชน ให้สังคม ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบัยนี้ได้ ถึงแม้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกก็ตาม แต่ขอให้ทุกฝ่ายเปิดใจ เชื่อว่าประชาชนทุกคนหวังดีกับประเทศชาติอย่างใจจริง
“อภิสิทธิ์”หวั่นวุ่นวายนำให้เส้นทางไปสู่ปชต.ขรุขระ
ที่อาคาร T Building นายอภิสิทธ์ กล่าวถึง ประเด็นคลื่นใต้น้ำว่า พรรคไม่ทราบข้อมูล แต่ฝ่ายความมั่นคงติดตามเรื่องนี้อยู่ อยากให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าไปได้ เพราะหากเดินหน้าได้เร็วก็จะสามารถกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ แต่หากมีความวุ่นวาย ขาดความมั่นคง ก็จะทำให้เส้นทางที่จะกลับไปสู่ประชาธิปไตยมีปัญหามากยิ่งขึ้น
ลั่นจำเป็นต้องมี“องค์กรอิสระ”ถ่วงดุลอำนาจรัฐ
นายอภิสิทธ์ กล่าวถึงองค์กรอิสระต่างๆว่า องค์กรเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ ควรดูว่าองค์กรอิสระแต่ละองค์กรมีปัญหาอะไรบ้าง ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความล่าช้า การขาดทรัพยากร การขาดอำนาจ หรือใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้ก็ต้องมาดูกัน แต่จะขอยืนยันว่าจะต้องลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจให้ประชาชนเป็นหลักสำคัญ ตนยังเชื่อว่าองค์กรอิสระเป็นส่วนสำคัญ ระบบการเมืองไทยต่อไป
ปัดโครงการคิดสร้างชาติเป็นการเคลื่อนไหวการเมือง
นายอภิสิทธ์ กล่าวถึง “โครงการคิดสร้างชาติ” ว่า การเปิดตัวโครงการไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างแน่นอน เพราะไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง ขณะนี้ สิ่งที่สถาบันเอฟไอทีพยายามทำอยู่ก็คือ หาวิธีทำอย่างไรให้คนในชาติมามีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปอย่างสร้างสรรค์ และสิ่งที่ทางเรามองก็คือพื้นที่ของเยาวชน ยังน้อยไป ทั้งๆที่ความจริงแล้วคนรุ่นหนุ่มสาวรวมไปถึงเด็กๆเหล่านี้ คือคนที่ต้องแบกรับอนาคตของบ้านเมืองเอาไว้มากที่สุด ในตอนนี้คนที่มาพูดถึงการปฏิรูปล้วนเป็นคนในระบบเก่า
“สุรินทร์”เปิดโครงการ“คิดสร้างชาติดึงเยาวชนร่วมปฏิรูปประเทศ
ทั้งนี้นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย (เอฟไอที) กล่าวเปิดตัวโครงการ“คิดสร้างชาติ”ว่า ขณะนี้เราอยู่ในช่วงของการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งขณะนี้เราพยายามจะหาทิศทางและบทสรุปว่า เราจะประเทศในช่วงโหมดการปฏิรูปประเทศไปในทิศทางที่แตกต่างจากเดิม มีประสิทธิภาพจากเดิมและการที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าเดิม มีความโปร่งใสในการบริหารและแก้ไขปัญหาของประเทศต่อไป
สำหรับโครงการ“คิดสร้างชาตินั้น”จะต้องอาศัยประชาชนจากทุกรุ่น ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ โดยขอเน้นไปที่เยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยม ไปจนถึงระดับปริญญาเอก อายุไม่เกิน 27 ปีรวมทีมละ 3 คน เข้ามาร่วมแข่งขัน เสนอความคิดในการปฏิรูปประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น 11 กลุ่ม ตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รับไปดำเนินการตามแนวของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้ในปัจจุบัน โดยค้นหาความคิดที่ดีที่สุดในแต่ละด้าน โดยมีคณะกรรมการเป็นบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ
"อุเทน"จี้ถาม"พท.-ปชป.-คสช."ทำอะไรเพื่อชาติ
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า ขออนุญาตตำหนิบุคคลหลายคนจากหลากหลายกลุ่ม ที่ต่างอ้างประชาธิปไตยแต่ไม่ยึดหลักประชาธิปไตยอย่างจริงจัง และผู้ชนะเลือกตั้งมาแล้วก็ทำตามอำเภอใจ ไม่ฟังเสียงบ่นเสียงคัดค้านหรือท้วงติง ผู้แพ้เลือกตั้งก็ไม่เคารพในเสียงของประชาชนที่เลือกอีกฝ่ายมาบริหารประเทศ ไม่อดทนและรอคอยไม่ได้ ต้องล้มมติของประชาชนโดยทันที ซึ่งเขาไม่ทำกันในการปกครองระบอบประชาธิปไตย คนอื่น กลุ่มอื่น พรรคอื่นที่ไม่ใช่พวก เลวหมด สุดท้ายแล้วคนมีอาวุธ มีกำลัง ก็เข้ามาทำรัฐประหาร โดยอ้างว่าต้องการสร้างความสามัคคีให้คนในชาติ และขับเคลื่อนเพื่อคืนความสุขให้กับประชาชน
นายอุเทน กล่าวตั้งคำถามไปยังพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้นว่า เมื่อประชาชนให้โอกาสพวกคุณแล้ว ทำไมไม่ทำให้ดี เพื่อชาติบ้านเมืองเราจะได้ทัดเทียมอารยประเทศ ขอถามพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มที่สนับสนุนว่า จากนี้ไปพวกคุณจะทำเช่นไรกับประชาธิปไตยจอมปลอมตอนนี้ โดยที่มีพวกคุณเข้าไปร่วมสร้างนวัตกรรมใหม่เพิ่มขึ้นอีกทางการเมืองไทย และสุดท้าย
"ขอถามท่านนายกฯ ท่านหัวหน้าคสช.และคณะว่า หลังจากการทำรัฐประหารจนถึงวันนี้ สิ่งที่ท่านอ้างในการทำรัฐประหารนั้น วันนี้มีอะไรสำเร็จเป็นรูปธรรมบ้าง โดยเฉพาะการทุจริตคอรัปชั่น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และปัญหาปากท้อง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของโลกก็ลดลงแล้ว แต่ทำไมสินค้าราคากลับไม่ลด ขอให้ทั้ง 3 ฝ่ายช่วยตอบให้ประชาชนทราบบ้างว่า ทุกวันนี้ประเทศชาติเป็นเช่นไร นอกจากนี้ คสช.และคณะได้มีการใช้เงินงบประมาณมากไปแล้ว และขาดการตรวจสอบที่ดีพอ รวมทั้งควรหยุดข่มขู่ประชาชนคนเห็นต่างด้วยมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ด้วย" นายอุเทน กล่าว



