
ตีปลาหน้าไซมาตรา'ตอกฝาโลง'
ตีปลาหน้าไซมาตรา'ตอกฝาโลง' : คอลัมน์คิดข้ามขั้ว โดยไพศาล สังโวลี
พอเห็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มีบทบัญญัติกำหนดกรอบบังคับการออกแบบรัฐธรรมนูญถาวรเอาไว้ในมาตรา 35 หรือที่เรียกว่า บัญญัติ 10 ประการ เพราะมี 10 อนุมาตรา แล้ว
หลายคนนึกออกทันทีว่าผลจะเป็นอย่างไร
โดยเฉพาะมาตรา 35 (4) ที่ระบุให้รัฐธรรมนูญถาวรอยู่ในกรอบ "กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด"
ที่น่าจะมีปัญหาอยู่พอสมควรก็คือ แค่โดน “คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย..” ตัดสิน ก็ไม่ได้แล้ว
แล้วก็ทำให้นึกถึงลักษณะต้องห้ามการเป็น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ทำหน้าที่ ส.ส., ส.ว. และรัฐสภา) หรือ "สนช." ตามมาตรา 8 (4) ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ได้ ที่ระบุ "เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง" อย่างที่ พล.อ.อินทรัตน์ ยอดบางเตย ต้องลาออกจากการเป็น "สนช." เพราะเคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ตอนพรรคมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบพรรค
เช่นเดียวกับ ลักษณะต้องห้ามการเป็น นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี ที่มาตรา 20 (4) ระบุว่า "ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8"
พูดง่ายๆ เป็นการ "ตอกฝาโลง" คนที่ "เคยถูกเพิกถอนสิทธิ" แม้ว่าจะครบ 5 ปีหรือพ้นโทษแล้วก็ตาม ห้ามเป็นทั้ง ส.ส., ส.ว. นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี
นี่เอง ทำให้ฝ่ายที่รู้ชะตากรรมตัวเอง ออกมา "ตีปลาหน้าไซ" ว่า "ล็อกสเปก" รัฐธรรมนูญฉบับถาวร เพื่อล้างบางนักการเมืองฝ่ายเดียว
นั่นเพราะเชื่อว่า ด้วยกรอบมาตรา 35 (4) ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ประกอบกับ มาตรา 8 (4) และมาตรา 20 (4) หากมีการยกเอาไปไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรทั้งดุ้น โอกาสที่นักการเมืองที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง บ้านเลขที่ 111 ของพรรคไทยรักไทย และนักการเมือง บ้านเลขที่ 109 (กรรมการบริหารพรรค พลังประชาชน, ชาติไทย, มัชฌิมาธิปไตย ที่ถูกเว้นวรรคการเมือง 5 ปี)
ไม่เว้นแม้แต่ คนที่ถูก กกต., ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดไปแล้ว เพราะโดน “คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย..” ชี้มูลความผิด ตามกรอบมาตรา 35 (4) ซึ่งก็คือ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา, นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงส.ส.และส.ว.อีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะถูกถอดถอนหรือไม่
พูดได้ว่า "3 มาตรา" ดังกล่าว "ตอกฝาโลง" เรียบร้อย
แต่คงไม่ง่าย เพราะอย่าลืมว่า "โรดแม็พ" ของ "คสช." มีสองแนวทางคู่ขนาน นั่นคือ "ปรองดอง" และ "ปฏิรูปประเทศ" ซึ่งทั้งสองแนวทางย่อมต้องการการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างกว้างขวาง ดังนั้นการ "ตอกฝาโลง" ฝ่ายหนึ่งเอาไว้ แล้ว "ปล่อยผี" อีกฝ่าย ไม่มีทางที่จะ "ปรองดอง" ได้
เหนืออื่นใด "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยืนยันจะให้อิสระแก่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้นำ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญปฏิญาณตนต่อหน้าพระแก้วมรกต แล้ว ว่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญด้วยความซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม เป็นกลาง ปราศจากอคติ จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประโยชน์ของประชาชนอย่างสูงสุด
เหมือนกับจะรู้ว่า กระแสต่อต้านการ "ล็อกสเปก" รัฐธรรมนูญฉบับถาวรนั้น ไม่ธรรมดา ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า ความกลัวที่มาก่อนกาล อาจไม่จริงอย่างที่กลัวก็เป็นได้ หวังว่าบางฝ่ายจะไม่ผิดหวัง ถ้านึกถึงผลประโยชน์สูงสุดของคนไทยและคนไทยยังต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน



