
ทูต-ทหารจีนขนซื้องาช้างจนราคาพุ่ง
กลุ่มอนุรักษ์แฉทูต-ทหารจีน แห่ซื้องาช้างผิดกฎหมายระหว่างเยือนแอฟริกาตะวันออก จนทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น
วันพฤหัสบดี(6 พ.ย.) สำนักงานสอบสวนสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) มีสำนักงานในอังกฤษ ออกรายงานโดยอ้างข้อมูลจากพ่อค้างาช้างในกรุงดาร์เอสซาร์ลาม เมืองหลวงแทนซาเนียว่า เมื่อครั้งที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เยือนแทนซาเนียเมื่อมีนาคม 2556 คณะผู้แทนธุรกิจและเจ้าหน้าที่ในรัฐบาล กว้านซื้องาช้างมากจำนวนมาก จนดันราคาพุ่งสองเท่าเป็นกิโลกรัมละ 700 ดอลลาร์ (ราว 2.1 หมื่นบาท ) .
เหล่าพ่อค้าอ้างว่า ลูกค้าเหล่านั้นสบช่องที่ไม่ต้องผ่านด่านตรวจความปลอดภัยสำหรับคณะทูต ลอบนำของที่ซื้อกลับจีนบนเครื่องบินของประธานาธิบดีสี
การซื้อขายเช่นนี้เป็นไปในทำนองเดียวกับการเยือนแทนซาเนียครั้งก่อนของอดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา และเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนกลายเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่นับจากปี 2549
นอกจากนี้ เรือกองทัพเรือจีนที่แวะเยือนแทนซาเนียเมื่อปีที่แล้วขณะกลับจากลาดตระเวณป้องกันโจรสลัดในอ่าวเอเดน ก็เพิ่มยอดขายให้กับพ่อค้างาช้างในกรุงดาร์ เอส ซาลาม เช่นกัน ในช่วงเดียวกันนั้น ตำรวจแทนซาเนียจับกุมนายหยู โป ชายสัญชาติจีน ขณะพยายามขับรถบรรทุกขนงาช้าง 81 กิ่งซุกซ่อนใต้งานไม้แกะสลัก เพื่อมาส่งให้กับเจ้าหน้าที่กองทัพเรือสองคน ต่อมา นายโปถูกตัดสินมีความผิดและถูกลงโทษจำคุก20 ปีเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา
แทนซาเนียซึ่งมีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ เป็นพันธมิตรสำคัญของจีนในแอฟริกาตะวันออก ประธานาธิบดีจายาคา คิกเวเท ของแทนซาเนีย เพิ่งลงนามข้อตกลงกับจีนมูลค่า 1,700 ล้านระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนที่แล้ว
แทนซาเนียเคยมีช้างราว 1.42 แสนตัวเมื่อนายคิกเวเทเข้ารับตำแหน่งในปี 2548 ขณะคาดว่าภายในปี 2558 ประชากรช้างจะลดฮวบเหลือเพียง 5.5 หมื่นตัวอันเป็นผลจากการล่าผิดกฎหมาย
อีไอเอระบุว่า นักการเมืองจากพรรครัฐบาลกับนักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิด เกี่ยวข้องกับการค้างาช้าง โดยส่วนใหญ่ ความต้องการซื้อมาจากจีน ทั้งที่จีนและแทนซาเนียต่างก็เป็นภาคีอนุสัญญาสากลว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส)ที่ห้ามการค้างาช้างเกือบทุกประเภทนับแต่ปี 2532



