ข่าว

รธน.ควรเขียน'สั้น-กว้าง'ติดขัดศร.ตีความ

รธน.ควรเขียน'สั้น-กว้าง'ติดขัดศร.ตีความ

06 พ.ย. 2557

'วิษณุ' แนะ รธน.ควรเขียนสั้นแต่กว้าง ติดขัดส่ง ศร.ตีความ โยนปมถอดถอนอำนาจ สนช. เผยผ่อนอัยการศึก แต่ยังไม่รู้เวลา ถก ป.ป.ส.คลอดแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี นำร่อง 10 จว.

 
                             6 พ.ย. 57  เมื่อเวลา 12.40 น.  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงรูปแบบของรัฐธรรมนูญ จะเขียนละเอียดเหมือนรัฐธรรมนูญ ปี 50 ว่าจะเขียนออกมายืดยาว หรือไม่ ว่า หลักที่จริง ไม่ควรจะยืดยาว เพราะนักกฎหมายทราบดีว่า เขียนอะไรก็ตาม หากเขียนยาว ความหมายยิ่งสั้น เพราะจะทำให้นึกว่าจบเท่านั้น แต่หากเขียนสั้นแล้วปล่อยให้เกิดการตีความ ให้เกิดความเข้าใจในกฎหมายลูกจะดีกว่า อย่างเขียนว่าห้ามลักทรัพย์ก็จบ ดีกว่าเขียนห้ามขโมยปากกา ดินสอ ตู้เย็น แต่สุดท้ายอะไรที่หลุดไปก็ไม่ผิด ฉะนั้นเขียนสั้นดีกว่าเขียนยาว ทั้งนี้หากเขียนกฎหมายยาว ก็จะเกิดความขัดแย้งมากกว่าการเขียนแบบสั้นๆ แต่หากเขียนสั้น ก็มีปัญหาทะเลาะกันอย่างที่ผ่านมาในอดีต ฉะนั้นต้องมีกลไกแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วย เคยพูดหลายครั้งแล้วว่าในเวลาที่ผ่านมา เราไปเขียนในลักษณะที่ระบุว่า ถ้ามีเรื่องสงสัยจะตีความต้องเกิดเรื่อง จึงจะส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นทางที่ดีเขียนสั้นๆ แต่ต้องเขียนด้วยว่า หากมีปัญหาสงสัย สามารถส่งไปหารือศาลรัฐธรรมนูญก่อนได้ โดยไม่ต้องมีเรื่อง อย่างที่ผ่านมาเถียงเรื่องนายกฯ มาตรา 7 ที่ท้าทายกันไปมา ให้แต่งตั้งนายกฯ มาตรา 7 ขึ้น ฉะนั้นสุดท้ายแล้วหากตั้งไม่ได้ คนที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาก็ไม่ต้องถูกถอดถอนอย่างนายสมศักดิ์ อย่างนั้นหรือ มันต้องมีกลไกแก้ปัญหาเหล่านี้ และองค์กรที่จะเข้ามาตีความต้องได้รับความไว้วางใจ เป็นธรรม และตัดสินออกมาได้ดีถูกต้อง ฉะนั้นเขียนสั้นดีกว่าแน่
 
                             เมื่อถามว่า เห็นนักการเมือง ระบุว่า อยากให้เขียนกฎหมายในลักษณะกว้างๆ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ต้องนักการเมือง เจ๊ยุไม่ใช่นักการเมืองยังเสนอได้เลย คนปกติทั่วไปก็ต้องคิดแบบนั้น ไปเขียนทำไมให้ยืดยาว อย่างรัฐธรรมนูญที่มีอายุยาวในหลายประเทศเขาไม่ได้เขียนยาว
 
                             เมื่อถามว่า ฉะนั้นต้องทำใจหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่จะเกิดขึ้น จะต้องถูกฉีกทิ้ง นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีใครพูดประโยคนี้เลย
 
 
 
โยนปมถอดถอนอำนาจ สนช.
 
 
                             นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเดินหน้าพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า ไม่รู้ ไม่ทราบ ทราบว่ามีการประชุมกันอยู่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาฯ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเขาที่จะไปลงมติ แต่หากผลออกมาอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรับรู้ ส่วนปัญหาต่างๆ ที่จะเกิด หากมีการเดินหน้าถอดถอน ตนว่าเรื่องนี้ควรถาม สนช. เป็นอำนาจเป็นของ สนช.
 
                             เมื่อถามถึงอำนาจที่แท้จริงในการพิจารณากฎหมายเป็นอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า เคยพูดไปเยอะแล้ว ว่าการตัดสินใจ หรือตีความเรื่องการถอดถอนเป็นอำนาจของ สนช.ที่จะพิจารณาข้อกฎหมายประกอบ ทั้งนี้ตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว เราก็เคยคิดถึงปัญหาเหล่านี้ แต่คงต้องปล่อยให้ปัญหาที่มีแก้ไขด้วยกฎหมายที่มีอยู่ โดยทิ้งเรื่องนี้ไว้ให้ สนช.เป็นผู้ตัดสินใจ จงใจเขียนเรื่องนี้ให้ สนช.เป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่ง สนช.มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 5 และมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว อยู่แล้ว อยากให้ไปถาม สนช.ดีกว่า
 
 
 
เผยผ่อน 'อัยการศึก' แต่ยังไม่รู้เวลา 
 
 
                             นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วม จะทำอย่างไรหากยังประกาศใช้กฎอัยการศึก ว่า ใจเย็นๆ ตอนนี้เรารู้ว่าสถานการณ์ยังไม่เรียบร้อย และกฎอัยการศึกไม่ได้ประกาศเมื่อวาน หรือวานซืน ประเด็นมันอยู่ที่จะยกเลิก หรือผ่อนคลายอย่างไรเท่านั้น ยังมีเวลาที่จะดำเนินการ ถึงจุดหนึ่งคนที่เกี่ยวข้องเขาก็ต้องคิดแหละว่า เพื่อสร้างบรรยากาศปฏิรูป และสร้างบรรยากาศปรองดอง มันอะไรบ้างที่มาช่วยในการสร้างบรรยากาศ
 
                             เมื่อถามว่า รัฐบาลจะผ่อนปรนให้อย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง ตนเชื่อว่าจะมีการผ่อนปรนให้ เพราะได้มีการพูดถึงเรื่องนี้เป็นระยะๆ เพียงแต่ว่าพอพูดแล้วจะมีข้อมูลเข้ามาว่าจะทำที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร การประกาศกฎอัยการศึกมีผลตามมาอย่างไร สมมติว่ามี 10 ข้อ เขาก็ไม่ได้ใช้ 10 ข้อ ก็ใช้สัก 6-7 ต่อไปอาจจะผ่อนเหลือ 2-3 และผ่อนลงอีกในบางจังหวัด ที่จริงมีเยอะแยะไปที่รัฐบาลจะงัดมาตรการออกมาใช้โดยไม่ต้องใช้กฎอัยการศึก มันมีกฎหมายบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ได้ กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติก็ได้ ประมวลกฎหมายอาญาปกติก็ได้ แต่ที่ดูเหมือนฝ่ายรัฐระแวงนั้นต้องเข้าใจว่าคนอยู่ในภาวะที่มีข้อมูลนั้น รู้มากก็ต้องคิดมาก บางทีไม่รู้อะไรเลยมันก็ดี
 
                             เมื่อถามว่า กฎอัยการศึกจะมีการผ่อนปรนเมื่อถึงเวลาใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าดูในนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อสภา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม มีประโยคหนึ่งไปดูในนโยบายเศรษฐกิจว่า รัฐบาลจะพิจารณาในการผ่อนผัน หรือผ่อนคลาย การประกาศกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ในจังหวะเวลาอันเหมาะสม เพื่อช่วยบรรยากาศในการท่องเที่ยว และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ประโยคนี้มีอยู่ในนโยบาย เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดกันในวันนี้ มันพูดมาตั้งแต่วันที่ท่านนายกฯ พูดในสภาแล้ว เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ถ้าพูดอีก ก็ต้องพูดเช่นนั้น เพียงแต่บางคนมาทวงว่าเมื่อไหร่ อันนี้ก็ต้องอยู่ที่ข้อมูลของรัฐบาล ข้อมูลมีเข้ามาทุกวัน สมัยก่อนตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี ข้อมูลพวกนี้ตนก็ไม่เคยรู้ มาสมัยนี้ท่านนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูลเหล่านี้ส่งมาถึงรองนายกรัฐมนตรีทุกคนได้รับรู้ ตนจึงรู้ว่ามันมีบางอย่างที่ทำให้รัฐบาลต้องคิด ซึ่งอยู่ที่หน่วยงานต่างๆ รายงานเข้ามา ไม่ได้มโนเอา มันมาจากหน่วยงาน อาจจะสัก 10 หน่วย หน่วยงานเหล่านั้นอาจจะระแวงไปเอง ตนก็ไม่ทราบ ส่วนที่ว่าเป็นความเคลื่อนไหวของบุคคล หรือใต้ดินอะไรนั้นไม่ใช่ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เป็นการรายงานตามปกติ บางเรื่องหนังสือพิมพ์ลงยังน่าตื่นเต้นกว่าอีก
 
                             เมื่อถามว่า หากกลุ่มผู้เห็นต่างจัดเวทีรับความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ทางรัฐบาลจะรับฟังหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตามหลักการแล้วสามารถทำได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ และสนับสนุนให้ทำ แต่อยากเตือนให้ระมัดระวัง เพราะหลายอย่างที่เราคิดว่าทำได้ เพราะภาวะที่เราประกาศกฎอัยการศึก แล้วมันมีประกาศไม่ให้ชุมนุมทางการเมือง ฉะนั้นก็ขอให้ระวังตรงนี้ หากท่านทำ เข้าตามตรอก ออกตามประตูถูกต้อง มีการขออนุญาต แจ้งให้ทราบ และไม่มีการกระทำอะไรที่ทำให้ถูกตีความเป็นอื่น ก็ทำได้ ข้อเสนอที่ได้มา ก็จะสามารถส่งไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ ได้ สภาปฏิรูปแห่งชาติก็ได้ อย่าส่งมาที่รัฐบาล รัฐบาลคงเอาไปทำอะไรไม่ได้ ยกเว้นเป็นข้อเสนอการปฏิรูป แต่ว่าท่านก็ช่วยทำให้ถูกขั้นตอน หลายอย่างมันเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่มีข้อจำกัด เราต้องยอมรับ เราถึงต้องมานั่งทวงว่าเมื่อไหร่จะยกเลิกกฎอัยการศึกไง
 
                             เมื่อถามว่า รายชื่อวิทยากรในเวทีมีผลในการขออนุญาตหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวติดตลกว่า ผมก็ไม่เคยขออนุญาต และไม่เคยเป็นคนให้อนุญาต เลยไม่ทราบว่าต้องดูอะไรบ้าง ดูฤกษ์มั้ง
 
 
 
ถก ป.ป.ส.คลอดแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี นำร่อง 10 จังหวัด
 
 
                             นายวิษณุ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ครั้งที่ 1/2557 โดยภายหลังการประชุม นายวิษณุ กล่าวว่า ในที่ประชุมมีการรายงานถึงการจับกุม และการออกกฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมายอีก 3-4 ฉบับ รวมทั้งแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ปี 2558-2562 ซึ่งมีความสำคัญเนื่องจากทุกหน่วยงานหากมีการจัดกิจกรรมป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จะต้องจัดให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์นี้ และมีการประกาศจังหวัดนำร่อง 10 จังหวัด อาทิ เชียงราย นครปฐม สระแก้ว นครศรีธรรมราช ยโสธร นอกจากนี้ยังมีการรายงานการเยือนเมียนมาร์ของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าได้มีการขอความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดบริเวณชายแดนด้วย
 
                             นายวิษณุ กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกของรัฐบาลนี้ และเป็นคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ ที่มีการปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เกิดการบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เป็นเอกภาพ ครบวงจร เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด โดยในส่วนของการจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 156/2557 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2557 แล้ว โดยมุ่งหวังให้ ศอ.ปส.เป็นองค์กรอำนวยการแก้ไขปัญหายาเสพติดระดับชาติ ทำหน้าที่นำนโยบายยุทธศาสตร์และมาตรการต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยในคำสั่งดังกล่าวกำหนดให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตอบสนองการดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดของ ศอ.ปส.อย่างทันท่วงทีในทุกกรณี
 
                             ขณะที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวภายหลังการประชุมว่า การประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ส. มีการพิจารณาเห็นชอบเรื่องแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นแผนแม่บทระยะ 5 ปี พ.ศ. 2558 - 2562 ประกอบด้วย 8 ยุทธศาสตร์หลัก ที่มุ่งเสริมสร้างพลังแผ่นดินทุกภาคส่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้สังคมไทยปลอดภัยจากยาเสพติด และมุ่งส่งเสริมพัฒนาความร่วมมือกับอาเซียนในการควบคุมและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยในปีแรกของแผนยุทธศาสตร์ได้จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ปี 2558 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อลดปริมาณคนหรือผู้ที่จะเข้าสู่วงจรการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้น้อยที่สุด และนำคนออกจากวงจรการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่เรียกว่า “แรงงานยาเสพติด” ให้ได้มากที่สุด โดยดำเนินการกับปัญหาให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสังคมและประชาชน และมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อความร่วมมือเชิงรุกภายนอกประเทศ เพื่อยุติการผลิตยาเสพติด การป้องกันเชิงรุกต่อกลุ่มผู้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหายาเสพติด การสร้างมาตรฐานการบำบัดรักษา การติดตามช่วยเหลือป้องกันการเสพซ้ำ การสกัดกั้นยาเสพติดแบบบูรณาการ การทำลายโครงสร้างเครือข่ายการค้า การตัดวงจรทางการเงิน ปราบปรามเครือข่ายนักค้าและการแพร่ระบาดในเรือนจำ
 
                             ด้านนายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า นอกจากการจัดตั้ง ศอ.ปส.และการปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการ ป.ป.ส. แล้วยังมีการนำเสนอสถานการณ์และติดตามผลการดำเนินงานในรอบปี 2557 ที่ผ่านมาด้วย หากวัดจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนพบว่า ความพึงพอใจของประชาชนต่อการดำเนินงานด้านยาเสพติดช่วงปลายปี ในช่วงที่ คสช. เข้ามาดูแล อยู่ที่ร้อยละ 91.42 ซึ่งสูงกว่าการประเมินในช่วงต้นปีงบประมาณที่ความพึงพอใจของประชาชนอยู่ที่ร้อยละ 75.0
 
                             ทั้งนี้ผลการดำเนินงานการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ปีงบประมาณ 2557 ในภาพรวม แยกเป็น 7 แผนงานหลัก ดังนี้
 
                             แผนงานที่ 1 การสร้างพลังสังคมและพลังชุมชนเอาชนะยาเสพติด ดำเนินการจำนวน 76,739 หมู่บ้าน / ชุมชน จากเป้าหมาย 81,910 หมู่บ้าน / ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 93.76
 
                             แผนงานที่ 2 การแก้ไขปัญหาผู้เสพ / ผู้ติดยาเสพติด ผลการบำบัดรักษาในทุกระบบ (ระบบสมัครใจ/บังคับบำบัด/ต้องโทษ) เป้าหมาย 300,000 คน เข้ารับการบำบัดฯ จำนวน 303,501 คน คิดเป็นร้อยละ 101.17
 
                             แผนงานที่ 3 การสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด ดำเนินการสร้างภูมิคุ้มกันในเด็ก ป.4-6 ได้จำนวน 1,919,951 คน คิดเป็นร้อยละ 100.12 จากเป้าหมาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในสถานศึกษาจำนวน 10,811 แห่ง
 
                             แผนงานที่ 4 การปราบปรามยาเสพติด จับกุมคดียาเสพติดได้ 347,028 คดี ผู้ต้องหา 365,918 คน ได้ของกลางยาบ้า 96,155,912 เม็ด เฮโรอีน 497.30 กิโลกรัม ไอซ์ 1,073.60 กิโลกรัม กัญชา 28,104.54 กิโลกรัม
 
                             แผนงานที่ 5 ความร่วมมือระหว่างประเทศ พัฒนากลไกความร่วมมือพื้นที่ชายแดน จำนวน 20 แห่ง ใน 14 จังหวัด มีการลาดตระเวนสกัดกั้น จำนวน 288 ครั้ง และตั้งด่านสกัด 470 ครั้ง จับกุมได้ 29 ครั้ง ผู้ต้องหา 29 คน
 
                             แผนงานที่ 6 การสกัดกั้นยาเสพติด การจับกุมการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากนอกประเทศ กำหนดเป้าหมายการจับกุมยาเสพติดให้ได้ร้อยละ 50 ของการจับกุมทั่วประเทศ สรุปได้ว่า ยาบ้าจับกุมได้ 65,241,480 เม็ด คิดเป็นร้อยละ 67.85 ของการจับกุมภาพรวม ไอซ์จับกุมได้ 509.98 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 47.56 ของการจับกุมภาพรวม เฮโรอีนจับกุมได้ 474.86 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 95.49 ของการจับกุมภาพรวม กัญชาจับกุมได้ 15,538.59 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 55.29 ของการจับกุมภาพรวม
 
                             แผนงานที่ 7 การบริหารจัดการแบบบูรณาการ มีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว 7,750,741,564 บาท คิดเป็นร้อยละ 74.73 ส่วนการพัฒนากฎหมาย ได้การดำเนินการยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมในขณะนี้จำนวน 11 ฉบับ โดยที่ประชุมเห็นว่าควรจะมีการบูรณาการกฎหมายต่างๆ ให้มีความเป็นเอกภาพและทันสมัย