
พาดหัวข่าวนสพ.บิ๊กตู่-สื่อเข้าใจไม่ตรงกัน(อีกนะ)!
พาดหัวข่าวนสพ.บิ๊กตู่-สื่อเข้าใจไม่ตรงกัน(อีกนะ)! : ขนิษฐา เทพจรรายงาน
เป็นประเด็นที่น่าสนใจ...กับการที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ออกมาแถลงข่าว ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขอความร่วมมือสื่อมวลชนต่อประเด็นการใช้คำ "พาดหัวข่าว" เพราะเห็นว่ามีบางคำที่สื่อไปในทางลบ อาทิ "โว" - "ฟุ้ง" - "ปัด" - "ตีปี๊บ" - "ฮึ่ม" ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลและบั่นทอนการทำงานของเจ้าหน้าที่
สำหรับเรื่องการพาดหัวข่าวของสื่อ ถูกวิจารณ์อยู่บ่อยครั้งจาก "ผู้มีอำนาจ" ที่ทำหน้าที่บริหารประเทศ ที่มักไม่ค่อยสบอารมณ์จากการ "เล่นคำ" ของสื่อ โดยหลงลืมไปว่า นั่นคือ... "พื้นที่ในการแสดงสิทธิเสรีภาพตามวิชาชีพ" ดังนั้น ตราบใดที่ไม่เป็นการล่วงล้ำเกินเลยบุคคลใดโดยไม่มีเหตุผล ก็น่าจะทำได้ อีกทั้งการพาดหัวข่าวของสื่อ มีความจำเป็นที่ต้อง "เล่นคำ" ซึ่งเป็นศิลปะและเทคนิคอย่างหนึ่ง ในการดึงดูดให้ผู้คนสนใจ และก็เป็นอย่างนี้มานานแล้วไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ลองมาฟังความเห็นจาก "นักวิชาการด้านสื่อ" ต่อเรื่องนี้ดูบ้าง
ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ บอกว่า ถ้าสื่อไม่ได้เขียนไปในทางกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี บิดเบือน ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือดิสเครดิต โดยไม่มีหลักฐาน สื่อก็มีเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อประโยชน์สาธารณะ
"ที่ผ่านมาก็เห็นนายกฯ ขอโน่นขอนี่มาเรื่อย ก็เข้าใจว่าท่านอยู่ในวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ก็เห็นว่าสื่อปรับใจอยู่แล้ว แต่สื่อก็ต้องทำหน้าที่ไปตามปกติ สื่อต้องแสดงความเป็นมืออาชีพ ทำหน้าที่ตรวจสอบ เรื่องพาดหัวข่าวเหล่านั้น เป็นพื้นที่สื่อที่ต้องใช้ลูกเล่น ซึ่งสื่อก็ต้องรักษาพื้นที่นี้เอาไว้ เพราะถึงอย่างไรสื่อก็อยู่ยาวกว่า คสช.แน่นอน สังคมนี้เป็นประชาธิปไตยมายาวนาน อาจมีบ้างที่ปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทิศทางนี้ อีกทั้งหากสื่อไปลบหลู่ ดูหมิ่น เสียดสี เหยียดหยามใคร โดยไม่มีหลักฐาน ก็ถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทอยู่แล้ว และยังมีประกาศ คสช.ฉบับ 103 ควบคุมสื่ออยู่"
อย่างไรก็ตาม อาจารย์พิรงรอง ได้ชี้ทางออกว่า ทั้งสื่อและรัฐบาลต้องพยายามปรับเข้าหากันทั้งคู่ ในส่วนของสื่อก็ต้องปรับใจให้เข้ากับสถานการณ์แบบนี้ รัฐบาลมีสิทธิขอความร่วมมือจากสื่อ แต่ถ้าสื่อคิดว่าเป็น "มืออาชีพ" ก็ต้องรักษาพื้นที่ของตนเองไว้
ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ ประธานศูนย์ศึกษาจริยธรรม กฎหมาย และนโยบายสื่อ มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า การพาดหัวข่าวของสื่อสิ่งพิมพ์ มีสไตล์ รูปแบบ ที่ต่างกันไป สื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นแบบประชานิยม ซึ่งมีคนอ่านจำนวนมาก ก็จะใช้ "คำแรง" "คำหนัก" "คำเฉพาะ" ให้เห็นภาพเพื่อดึงดูดให้คนสะดุดสนใจซื้ออ่าน แต่หนังสือพิมพ์ธุรกิจ เศรษฐกิจ จะใช้คำธรรมดา
"ท่านนายกฯ จึงต้องเข้าใจว่า สื่อสิ่งพิมพ์ มีแต่ละประเภทต่างกันไป ทุกยุคทุกสมัยนักการเมืองก็ถูกหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวพาดพิงถึง แต่ท่านนายกฯ อยู่ในวงการทหาร อาจไม่คุ้นเคย เพราะทหารจะมีเรื่องของเกียรติยศและศักดิ์ศรี แต่เมื่อตอนนี้ท่านเข้ามาบริหารบ้านเมือง ก็ต้องเปิดกว้างรับว่า สื่อมีช่องทางในการเสนอที่ต่างกันไป อย่างไรก็ตาม นายกฯ มีสิทธิขอความร่วมมือจากสื่อในเรื่องนี้ได้ เพราะต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน สื่อเองก็ต้องไปดูว่า การพาดหัวข่าวในลักษณะใด ทำให้เกิดภาพติดลบต่อผู้นำประเทศหรือไม่ เพราะว่าการพาดหัวข่าวของสื่อที่เรียกร้องความสนใจให้คนอ่านนั้น ต้องอยู่ในกรอบจรรยาบรรณของสื่อด้วย"
ส่วน ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า การพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ตามสากลในต่างประเทศ จะพาดหัวข่าวตามข้อเท็จจริงว่าอะไรเกิดขึ้นเท่านั้น แต่การพาดหัวข่าวของสื่อในประเทศไทย จะมีการใช้ "อารมณ์" หรือ "แสดงความคิดเห็น" เข้าไปด้วยเพื่อดึงดูดให้คนอ่านหนังสือพิมพ์นั้นๆ บางฉบับพาดหัวแรง
ดร.มานะ ได้ชี้ให้เห็นว่า การพาดหัวข่าวว่า "โว" อาจหมายถึง คุยโม้โออวด, "ปัด" อาจทำให้เข้าใจว่า ไม่รับผิดชอบ, "ฟุ้ง" เป็นการพูดมาก, "ตีปี๊บ" ไม่ได้ทำจริง ซึ่งคำเหล่านี้สื่อไปในทางลบได้
"กรณีนี้นายกฯ แสดงความคิดเห็นว่ามีการพาดหัวข่าวที่แรงไปได้ เป็นการเจ๊ากันไป และขอความร่วมมือมายังสื่อได้เกี่ยวการใช้คำ แต่ก็ขึ้นอยู่กับองค์กรสื่อนั้นๆ ว่าจะให้ความร่วมมือหรือไม่ แต่ถ้าหากสื่อใดไม่ให้ความร่วมมือ นายกฯ ไม่ควรจะใช้กฎหมายหรืออำนาจทางการเมืองเข้าบีบบังคับหรือการโทรศัพท์มาสั่งหรือใช้อำนาจอื่นใด เพราะจะเป็นการรุกล้ำเสรีภาพของสื่อ ต้องปล่อยให้สื่อควบคุมกันเอง"
ขณะที่ จุมพล รอดคำดี สมาชิกสภาปฏิรูป (สปช.) สายสื่อมวลชน ได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ข่าว ก็คือ ข่าว แต่การเขียนแบบตรงไปตรงมา หรือเขียนในลักษณะที่สร้างอารมณ์ให้คนคิดไปเป็นอย่างอื่น ถือเป็นเจตนาไม่ถูกต้องในการทำงาน ส่วนตัวมองว่าผู้สื่อข่าวจะเขียนคำพาดหัวต้องเขียนให้เป็นไปตามเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริง และควรระวังอย่าใช้คำโดยความรู้สึก หรือทำให้เกิดอคติได้
"การตีกรอบการทำงานของสื่อมวลชนที่ชัดเจนมากขณะนี้ ผมมองว่าเป็นธรรมเนียมภายใต้สถานการณ์ที่เป็นแบบนี้ ดังนั้น เมื่อสื่อเขียนอะไรต่างๆ ที่กระทบเสถียรภาพของรัฐบาล หรือพบว่าสิ่งที่สื่อพูดมาเป็นไปในลักษณะที่ไม่เที่ยงตรงเขาก็ต้องเตือน ขณะเดียวกันถ้าสื่อยืนบนพื้นฐานความจริง และพื้นฐานข้อเท็จจริง ซึ่งเรื่องบางเรื่องต้องมองในสิ่งที่จะเขียนอะไรออกมา ผมขอใช้คำว่า รสนิยมด้วย การที่จะเขียนอะไรออกไปเพื่อให้สังคมได้รับข่าวสาร แล้วเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหรือความสับสนหรือกระทบความมั่นคงหรือไม่ เป็นสิ่งที่สื่อต้องคำนึงถึง การเขียนโดยใช้เวิร์ดดิ้ง หรือใส่อคติ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่ผิดข้อเท็จจริง ไม่ควรทำ"
สปช.ด้านสื่อท่านนี้ ยังเห็นว่า สำหรับการล้อมกรอบสื่อ รัฐบาลไม่จำเป็นต้องบอกออกสาธารณะ แต่ควรปรึกษากับสมาคมวิชาชีพสื่อ อย่างไรก็ตาม การทำงานภายใต้วิชาชีพสื่อมวลชนต้องเข้าใจผลกระทบการทำงานด้วยว่า ทำอย่างไรเพื่อไม่ให้สูญเสียเสรีภาพและอิสระ ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงประเด็นเสรีภาพบนความรับผิดชอบต่องานด้วย
ทั้งหมด...เป็นมุมมองที่เหมือนและแตกต่างกันบ้าง ต่อท่าทีของนายกฯ ที่มองการพาดหัวข่าวของสื่อว่าเป็นลบ
..................................
(หมายเหตุ : พาดหัวข่าวนสพ.‘บิ๊กตู่’-‘สื่อ’เข้าใจไม่ตรงกัน(นะ)! : ขนิษฐา เทพจรรายงาน )



