
สกว.เปิดวิจัยจำนำข้าวชี้ขาดทุน6.6แสนล.
สกว.เปิดวิจัยจำนำข้าวชี้ขาดทุน6.6แสนล้าน พบนักการเมืองใช้หาเสียงหวังชนะเลือกตั้ง แนะยุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรตามแนวคิดซันโหนงของจีน
5พฤศจิกายน2557 ศ. นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาสาธารณะ เรื่อง “สู่แนวคิดใหม่ของนโยบายอุดหนุนภาคการเกษตร...บทเรียนจากนโยบายจำนำข้าว” ณ โรงแรมเอเทรียม ซึ่งจัดโดย สกว.ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ภายใต้การดำเนินงานของโครงการวิจัยการคอร์รัปชัน: กรณีศึกษาโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด โดยมี รศ. ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อเป็นการเปิดเวทีให้มีทางเลือกใหม่แก่เกษตรกรให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติในระยะยาว อันเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะต้องดูแลเกษตรกรต่อไปในรูปแบบ ทางเลือก และวิธีการอื่นที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม โครงการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของโครงการจำนำข้าวและมีการทุจริตในทุกกระบวนการ ดังนั้นเราจะต้องทำให้ประเทศไทยปลอดคอร์รัปชั่น สกว.ตระหนักถึงความสำคัญของการออกแบบนโยบายบนฐานความรู้และความสุจริตเพื่อแก้ปัญหาของประเทศอย่างจริงจัง จึงคาดหวังว่าผลงานวิจัยนี้จะมีการนำไปใช้ประโยชน์โดยผู้แทนของภาคส่วนต่าง ๆ
ด้าน รศ. ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า โครงการจำนำข้าวปี 2554-2557 นับเป็นโครงการแทรกแซงตลาดข้าวไทยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยรัฐบาลใช้เงิน 9.85 แสนล้านบาทซื้อข้าว 54.4 ล้านตัน ซึ่งจากการตรวจสต๊อกข้าวพบว่ามีข้าวร้อยละ 80 ไม่ผ่านมาตรฐาน และมีการทุจริตในโครงการทุกระดับของการดำเนินการ จากการประมาณการมูลค่าการทุจริตพบว่าไทยขาดทุนจากโครงการจำนำข้าว 6.6 แสนล้านบาท ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว โดยนโยบายจำนำข้าวก่อให้เกิดต้นทุนและความเสียหายต่อสังคมมากกว่าประโยชน์ต่อชาวนาและผู้บริโภคคิดเป็นมูลค่า 1.23 แสนล้านบาท และมูลค่ารวมของการทุจริตในการระบายข้าว 0.93-1.09 แสนล้านบาท
จากการศึกษาพฤติกรรมการทุจริต พบว่ารัฐบาลขายข้าวให้พรรคพวกในราคาต่ำสองวิธี คือ (1) โกหกว่าขายข้าวรัฐต่อรัฐ 1.76 ล้านตันในปี 2555 และ 7-8 ล้านตันในปี 2555-2556 และ (2) ขายข้าว 5.3 ล้านตันให้พรรคพวกที่เสนอซื้อในราคาต่ำ โดยข้าวส่วนใหญ่ถูกขายในประเทศ เพราะราคาข้าวสารขายปลีกใกล้เคียงสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการลักลอบนำข้าวเปลือก/ข้าวสารจากโรงสีของโครงการจำนำไปขายก่อน แล้วซื้อข้าวคุณภาพต่ำมาคืน มีการนำข้าวเปลือกจากโรงสีไปขายให้ผู้ส่งออกข้าวนึ่งซึ่งเป็นสินค้าพรีเมียมของตะวันออกกลาง โดยได้ผลผลิตจากนาปรังซึ่งส่วนใหญ่เข้าสู่โครงการรับจำนำ
ขณะที่ผลการศึกษาวิธีหาข้าวคืนคลัง พบว่ามีการใช้อิทธิพลซื้อข้าวเก่าจากโครงการจำนำข้าวในอดีต 2 ล้านตัน ข้าวคุณภาพต่ำ และข้าวต่างประเทศ มาส่งคืนคลัง รวมถึงความไม่ชอบมาพากลกรณีข้าวหาย 2.98 ล้านตัน ซึ่งมีการยืมข้าวจากโครงการรับจำนำรอบสองในปี 2555/56 ไปคืนโครงการรอบแรก ทั้งนี้มีหลักฐานเชื่อมโยงการทุจริตในการระบายข้าวกับเจ้าหน้าที่รัฐ การทุจริตขายข้าวถุงของ อคส. รวมทั้งพบว่ามีค่าเช่าทางเศรษฐกิจมูลค่า 5.85 แสนล้านบาท ทำให้ผู้เกี่ยวข้องลงทุนเพื่อแสวงหากำไรพิเศษนี้ นับเป็นการถลุงทรัพยากรแท้จริงของประเทศ และส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ต้นทุนปลูกข้าวแพงขึ้น มีการใช้น้ำชลประทานมากกว่าแผนการจ่ายน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาน้ำแล้งในปี 2557-2558 อีกทั้งมีการปลูกข้าวเพื่อเก็บในโกดังให้เสื่อมคุณภาพ และโรงสีที่กำลังสีส่วนเกินจะพากันล้มละลายหลังเลิกโครงการจำนำข้าว
รศ. ดร.นิพนธ์ระบุว่า ความล้มเหลวของนโยบายที่หาเสียงโดยไม่รับผิดชอบ ไม่คำนึงถึงภาระงบประมาณจำนวนมหาศาลและภาระขาดทุนที่จะกลายเป็นหนี้สาธารณะ นโยบายผูกขาดการซื้อข้าวและการส่งออกข้าวทำให้ปริมาณส่งออกทรุด ทำให้ประเทศไทยเสียแชมป์ส่งออก 2 ปี และผู้ซื้อไม่ไว้ใจผู้ส่งออกบางราย ทั้งนี้บทเรียนจากนโยบายจำนำข้าวที่เราจะต้องป้องกันมิให้เกิดนโยบายรับจำนำข้าวรอบที่ 3 คือ ชาวนาและสื่อมวลชนจะต้องไม่ติดกับการจำนำข้าว คนจำนวนมากยังมีมายาคติว่าชาวนาเป็นคนยากจน หากรัฐไม่ช่วยเหลือจะอยู่ไม่รอด รัฐบาลต้องกล้ารณรงค์ สร้างทัศนคติใหม่ให้ชาวนา ประชาชน และสื่อมวลชนในการร่วมมือกันแก้ปัญหาแทนนโยบายอุดหนุนราคา จึงเป็นบทบาทสำคัญของนักวิชาการและสื่อมวลชนในเรื่องดังกล่าว
การป้องกันไม่ให้นโยบายแทรกแซงตลาดใช้เงินแบบไม่จำกัดงบประมาณ อันทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง โดยแก้ไขกฎหมาย กำหนดให้พรรคการเมืองที่หาเสียงต้องแจกแจงภาระค่าใช้จ่ายและที่มาของเงินได้ พรรคที่ชนะการเลือกตั้งต้องเสนอร่างงบประมาณรายจ่ายพิเศษต่อรัฐสภา รัฐบาลต้องเปิดเผยบัญชีการเงินและผลการดำเนินงานของโครงการต่อรัฐสภาก่อนเสนอร่างงบประมาณปีใหม่ ตลอดจนแก้ไขกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูล หากปกปิดถือว่ามีความผิด และตราพระราชบัญญัติจำกัดอำนาจรัฐในการแทรกแซงตลาด ทั้งนี้โครงการวิจัยจะจัดทำรายงานอิสระเรื่องผลกระทบและบทเรียนจากโครงการรับจำนำข้าวเพื่อนำเสนอต้นทุนการศึกษา ภาวะขาดทุน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสรุปเป็นบทเรียนสำหรับประชาชน และเสนอให้มีการแปลงภาระขาดทุนให้เป็นหนี้การคลัง หลังกาตรวจสอบสต๊อกและจัดทำบัญชีรวมเสร็จสิ้น รัฐบาลควรทำการออกพันธบัตรเพื่อหาเงินชำระหนี้ และจัดทำแผนการชำระทั้งต้นและดอกเบี้ย รวมถึงกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ให้ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน นอกจากนี้ยังควรกำหนดแนวทางการระบายข้าวในสต๊อก
“คสช.และรัฐบาลชุดปัจจุบันควรเริ่มจัดวางระเบียบใหม่ว่าด้วยการแทรกแซงตลาดแบบโปร่งใส โดยกำหนดและเร่งรัดให้หน่วยงานรัฐจัดทำบัญชี และบัญชีรวมโครงการเสนอ สนช. และสภาปฏิรูปทุกไตรมาส จัดตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนปัญหาข้าวในโกดังไม่ได้มาตรฐานเพื่อหาสาเหตุ และให้หน่วยงานรัฐสืบสวนหาผู้รับผิดชอบทั้งผู้ประกอบการเจ้าหน้าที่รัฐ รัฐมนตรี และนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ คสช.จะต้องทำตัวอย่างที่ดีจัดทำโครงการช่วยเหลือเกษตรกร แทรกแซงตลาดที่ใช้เงินนอกงบประมาณและขอความเห็นชอบจาก สนช.”
ต่อจากนั้นเป็นการเปิดเวทีอภิปรายเรื่อง “สู่แนวคิดใหม่ของนโยบายอุดหนุนภาคการเกษตร...บทเรียนจากนโยบายจำนำข้าว” ศ. ดร.เมธี ครองแก้ว คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องอุดหนุนภาคการเกษตรว่า เพื่อเป็นการกระจายรายได้แก่ชาวนายากจน เพราะเป็นฐานเสียงใหญ่ที่สุด รวมถึงความเสี่ยงจากราคาสินค้าเกษตรผันผวนมาก อีกทั้งความเสี่ยงจากผลผลิตเสียหายด้วยภัยธรรมชาติและศัตรูพืช ตลอดจนการอนุรักษ์ชนบทและวิถีชีวิตชาวนา การอนุรักษ์ทรัพยากรการเกษตร และเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิต ทั้งการวิจัย ส่งเสริมความรู้ ชลประทาน ฯลฯ
รศ.สมพร อิศวิลานนท์ สถาบันคลังสมองของชาติ ระบุว่าการจำนำข้าวเป็นการทำลายกลไกตลาดโดยสิ้นเชิง รัฐเป็นผู้ผูกขาดตลาดรายใหญ่ข้าวเปลือกและตลาดส่งออกที่ส่งผลต่อปัญหาคุณภาพข้าว ปัจจุบันราคาข้าวไทยต่ำกว่าอินเดียและเวียดนาม นโยบายที่จะทำให้เกษตรกรเข้มแข็งจะต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของเกษตรกร ชุมชน เอกชน ภาครัฐ และภาควิชาการ โดยจะมีโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตที่ดีโดยลงทุนการวิจัยและพัฒนา สร้างวิธีการจัดการใหม่ทั้งพันธุ์ข้าวจำเพาะ โรงสีชุมชนขนาดกลาง ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น และการลงทุนเพื่อสังคม มีการเติมเต็มช่องว่างการผลิตการจัดการและงานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิชาการในพื้นที่เพื่อยกระดับการจัดการในไร่นาของเกษตรกรและทำให้ชุมชนเข้มแข็ง รวมถึงเติมเต็มช่องว่างการจัดการทางการตลาดการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการกระจายสินค้าต่อผู้บริโภค ผูกโยงการตลาดให้เข้ากับระบบการผลิตอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ สร้างโซ่คุณค่าอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยการจัดการที่ดินและทุน การผลิต มีการส่งเสริมและให้สินเชื่อ ส่วนภาคธุรกิจช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิต การดูแลหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการค้า
นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงเหตุที่การแข่งขันทางการเมืองสำคัญกว่าเศรษฐกิจ นักการเมืองต้องการผูกขาดการเป็นรัฐบาลจึงต้องหาวิธีการเพื่อชัยชนะ และเป็นปัจจัยหลักที่นำมาสู่ความเสียหายที่เกิดขึ้น การตั้งราคาสูงทำให้พ่อค้าไม่มีสิทธิแย่งซื้อกับรัฐบาล ขณะที่การจะระบายข้าว 18 ล้านตันออกไปนั้นคงต้องใช้เวลานานกว่า 3 ปี
ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) กล่าวว่า รมว.เกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ ธกส.สรุปบทเรียนทั้งหมดในอดีตที่ผ่านมาเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวและความเสียหาย หากจะดำเนินการต่อไปต้องพึงระวังในขั้นตอนใดบ้าง เป็นแผนเพิ่มประสิทธิภาพโครงการรับจำนำข้าวเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศน้อยที่สุด โดย ธกส.ต้องการภูมิคุ้มกันในการดูแลโครงการและขอความช่วยเหลือจากกระทรวงการคลังในการระดมทุนช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งจะต้องมีมติรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลต้องดูแลความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ขอยืนยันว่า ธกส.โอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรทุกราย
แนวนโยบายการพัฒนาภาคการเกษตรที่ยั่งยืน ได้แก่ 1) ให้ราคาผลผลิตการเกษตรเป็นไปตามกลไกระบบตลาด 2) มุ่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผลผลิตการเกษตรไทย 3) ให้ความรู้ด้านการผลิตพืชที่เหมาะสมกับคุณภาพดินและสนับสนุนข้อมูลด้านตลาดให้รู้เท่าทันความต้องการของตลาด 4) ฟื้นฟูและพัฒนาระบบการตลาดกลางสินค้าเกษตร 5) ส่งเสริมระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกร 6) ให้ภาครัฐช่วยลดความเสี่ยงให้เกษตรกรโดยจัดแหล่งเงินทุนเพื่อการผลิตสินค้าเกษตรอย่างเพียงพอ พัฒนาระบบน้ำชลประทานอย่างทั่วถึงและนำระบบประกันภัยสินค้าเกษตรที่เป็นมาตรฐานมาใช้
ขณะที่ รศ. ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า นอกจากจำนำข้าวและเงินอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาทแล้ว ยังต้องอุดหนุนสินเชื่อดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ การแจกที่ดินโดยรัฐ การลงทุนชลประทานประโยชน์จากการลงทุนวิจัย การส่งเสริมการเกษตร และการชดเชยความเสียหายจากภัยธรรมชาติและศัตรูพืช เกษตรกรรมสมัยใหม่จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ใหม่อย่างมากทั้งปัจจัยการผลิต แปรรูป ตลาดความผันผวนของภูมิอากาศ พฤติกรรมและวิถีชีวิตของเกษตรกร ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน นอกจากนี้ยังต้องปราศจากการแทรกแซงของภาครัฐ
สุดท้าย รศ. ดร.นิพนธ์ได้เสนอการพัฒนาเกษตรตามแนวคิด 3 เกษตรของจีนที่เรียกว่า “ซันโหนง” คือ เกษตรกรมีความรู้และความเป็นอยู่ดี เกษตรกรรมตลอดโซ่อุปทาน (การผลิต แปรรูป ตลาด) และเกษตรภูมิ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) เพื่อให้เกษตรกรกินดีอยู่ดี มีความรู้สมัยใหม่ รายได้ใกล้เคียงสาขาเศรษฐกิจอื่น ให้เกษตรกรรมของไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ความยืดหยุ่นและแตกต่างกัน รวมถึงอนุรักษ์ทรัพยากรให้ยั่งยืนและหลากหลาย



