ข่าว

เงินทองต้องรู้ : ยุคไล่ล่าหนี้

เงินทองต้องรู้ : ยุคไล่ล่าหนี้

07 พ.ย. 2557

เงินทองต้องรู้ : ยุคไล่ล่าหนี้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                         เป็นปกติที่รายการ “เงินทองต้องรู้” จะจัดกิจกรรมร่วมกับผู้ฟังรายการทางเอฟเอ็ม 90.5 ด้วยการเดินทางไปต่างจังหวัดเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน เราจัดต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 5 ของการสัญจร ซึ่งในแต่ละปี นอกจากการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้ว ยังมี “ทีเด็ด” อยู่ที่การเสวนาในช่วงค่ำของคืนวันเสาร์ ที่คุณวีระ ธีรภัทร จะปิดห้องคุยกับผู้ฟังแบบถึงกึ๋น ใครอยากรู้เรื่องไหน แบบไหน มุมไหน คุณวีระก็จะเล่าให้ฟังแบบไม่มีกั๊ก ทั้งเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม
 
                         สำหรับรายการสัญจรปี 5 ซึ่งจัดไปแล้วเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั้น ต้องนับเป็นวาระพิเศษ ก้าวสู่ปีที่ 12 ของรายการเงินทองต้องรู้ การเสวนาในช่วงค่ำจึงพิเศษไปด้วย เนื่องจากเราได้รับเกียรติจากคุณฟองสนาน จามรจันทร์ สื่อมวลชนอาวุโส ผู้เป็นเพื่อนสนิทกับคุณวีระตั้งแต่ครั้งยังทำข่าวด้วยกัน และปัจจุบันนี้ คุณฟองสนานหรือ “พี่ฟอง” ของน้องๆ ก็หันมาให้ความสนใจศึกษาด้านโหราศาสตร์ ดูดวงคน-ดวงเมือง จนโด่งดัง
 
                         คืนวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2557 ตลอดการเสวนาเงินทองต้องรู้สัญจร ครั้งที่ 5 ที่อัมพวา นอกจากคนฟังร่วมร้อยชีวิตจะได้รับทราบมุมมองด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมจากคุณวีระแล้ว ยังได้ “ตาค้าง-ปากค้าง” กับการทำนายดวงชะตาเศรษฐกิจในอนาคตของ “พี่ฟอง” ที่สรุปได้โดยรวมว่า ในปลายปี 2558 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2559 และจากปี 2559 ไปถึงปี 2560 ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ระดับน้องๆ ต้มยำกุ้งปี 2540 อีกครั้ง !
 
                         เชื่อหรือไม่เชื่อก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะพี่ฟองบอกว่า “ดวง” ว่าไว้แบบนั้น 
 
                         “แต่เราอย่าไปกลัว เราต้องมีสติ เราต้องไม่สร้างหนี้ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว และเรายังมีเวลาในปี 2558 อีกเต็มปี ที่จะเตรียมรับมือสิ่งที่เกิดขึ้น และอย่าลืมว่า ในวิกฤติ มีโอกาสเสมอ และยิ่งเราเจอปัญหา เราจะยิ่งแข็งแกร่ง” พี่ฟองพูดไว้บนเวทีในคืนนั้น
 
                         มีตัวอย่างเล็กๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินทอง ที่ “พี่ฟอง” พูดไว้แทรกระหว่างการดูดวงเมือง เป็นเรื่องส่วนตัวและความรู้สึกส่วนตัวของตัวเองที่ลั่นวาจาไว้ว่า “ฟองสนานจะไม่ซื้อรถ”
 
                         “พี่ฟอง” ขยายความต่อว่า จะหงุดหงิดมากถ้าใครซื้อรถก่อนซื้อบ้าน เพราะรถมันนอนไม่ได้ ถึงตรงนี้ก็เรียกเสียงฮาได้ทั้งห้อง และประการที่ 2 คือ พี่ฟองมองว่า “รถ” เป็นตัวสกัดการออม และในฐานะนักข่าวเล็กๆ ที่กินเงินเดือนราชการ การไม่ซื้อรถทำให้พี่ฟองมีเงินออมได้เป็นกอบเป็นกำ สำหรับเอาไว้เล่นหุ้น นี่ก็เรียกเสียงฮาได้อีกครั้ง
 
                         ในทางทฤษฎีนั้น สิ่งที่พี่ฟองพูดก็ถูกอยู่แล้ว เพราะถ้าต้องเลือกระหว่าง “รถก่อน” หรือ “บ้านก่อน” ก็ควรจะต้องเลือก “บ้านก่อน” เนื่องเพราะ “รถ” เป็นสินทรัพย์ที่มีแต่จะเสื่อมค่า แต่ “บ้าน” เป็นสินทรัพย์ที่นับวันจะเพิ่มมูลค่า ขณะเดียวกัน “บ้าน” ยังเป็นภาระระยะยาว ดังนั้น การมีหนี้บ้านก่อนหนี้รถ จะทำให้ลูกหนี้ระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างอื่นมากยิ่งขึ้น
 
                         แต่ในทางปฏิบัติ คนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยเริ่มทำงาน) มักจะตัดสินใจเลือก “รถก่อน” และ “บ้านทีหลัง” เพราะนอกจากรถจะตอบสนองความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตได้แล้ว การก่อหนี้รถยังง่ายกว่าการก่อหนี้บ้าน สร้างโอกาสและความเป็นไปได้มากกว่า ยุ่งยากน้อยกว่า และเป็นหนี้ระยะสั้นกว่า ที่ระหว่างสามารถนำเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้ ไม่เป็นภาระมากเหมือนบ้าน
 
                         แต่ไม่ว่าจะเลือกทำตามทฤษฎี เลือกตามใจตัวเอง หรือจะลองเลือกอย่าง “พี่ฟอง” ก็มีข้อควรรู้บางประการ เป็นคำแนะนำสำหรับ “ลูกหนี้” ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) เพื่อให้รู้ว่า “ผ่อนแบบไหน ไม่ต้องจ่ายแพง”
 
                         สำหรับคนผ่อนรถ ลองคำนวณราคารถซื้อเงินสดที่ 6 แสนบาท ถ้าซื้อเงินผ่อน 48 งวด ดอกเบี้ย 3% กรณีวางเงินดาวน์ 20% หรือ 2 แสนบาท ยอดกู้จะอยู่ที่ 480,000 บาท ดอกเบี้ย (480,000x3%x4ปี) ก็เท่ากับ 57,600 บาท แต่ถ้าดาวน์เพิ่มเป็น 50% หรือ 3 แสนบาท ยอดกู้จะอยู่ที่ 3 แสนบาท ดอกเบี้ย (300,000x3%x4ปี) เท่ากับ 36,000 บาท ดังนั้น ถ้าดาวน์เพิ่มอีกนิดจาก 20% เป็น 50% หรือจาก 2 แสนบาทเป็น 3 แสนบาท เราก็สามารถประหยัดดอกเบี้ยได้ 21,000 บาท (57,600 ลบ 36,000 บาท)
 
                         ส่วนกรณีซื้อบ้านหลังใหม่ ถ้าซื้อเงินสดอยู่ที่ 3 ล้านบาท ถ้าซื้อเงินผ่อน ดาวน์ 20% หรือ 6 แสนบาท ยอดกู้ 2.4 ล้านบาท ดอกเบี้ย 7% ผ่อน 30 ปี เท่ากับผ่อนเดือนละ 15,967 บาท ยอดผ่อนชำระทั้งหมดจะอยู่ที่ 5,748,214 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 2.4 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3,348,214 บาท แต่ถ้าผ่อน 20 ปี ก็จะผ่อนเดือนละ 18,607 บาท ยอดผ่อนชำระทั้งหมดอยู่ที่ 4,465,722 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 2.4 ล้านบาท ดอกเบี้ย 2,065,722 บาท ดังนั้น ถ้าผ่อนสั้นลงจาก 30 ปีเหลือ 20 ปี ก็จะสามารถประหยัดดอกเบี้ยลง 1,282,492 บาท
 
                         วางเงินดาวน์รถเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 50% ประหยัดดอกเบี้ยได้ 21,000 บาท ผ่อนบ้านให้สั้นลงจาก 30 ปีเหลือ 20 ปี ประหยัดดอกเบี้ยได้เกือบๆ 1.3 ล้านบาท
 
                         ศคง. ขมวดปมสุดท้ายให้ด้วยว่า รู้หรือไม่ว่า ถ้าจำเป็นต้องกู้ ควรวางเงินดาวน์ให้มาก รีบผ่อนให้หมดและโปะหนี้เมื่อมีเงินก้อน จะช่วยให้ประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยได้ แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะต้องไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและเงินออมเผื่อฉุกเฉิน และข้อควรรู้อีกประการหนึ่ง คือ ภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้
 
                         แต่ส่วนใหญ่เรามักจะทำในทางตรงข้ามกับทฤษฎีเสมอ และมักจะอ้อยอิ่งกับการเป็นลูกหนี้
 
                         คืนวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2557 ระหว่างเสวนาบนเวทีเงินทองต้องรู้สัญจรครั้งที่ 5 “พี่ฟอง” ฟองสนาน จามรจันทร์ ยังบอกด้วยว่า เหตุการณ์เผาตัวที่ทำเนียบรัฐบาลจากปัญหาหนี้นอกระบบของป้าสังเวียน เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนี้ “ดวง” บอกว่า จะมีเหตุการณ์รุนแรงแบบนี้หรือมากกว่านี้เกิดขึ้นอีก และนับจากนี้ จะเป็นยุคที่พี่ฟองเรียกว่า “ยุคไล่ล่าหนี้” อย่างแท้จริง
 
 
 
 
 
 
----------------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : ยุคไล่ล่าหนี้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])