ข่าว

'จำนำข้าว'ก่อหนี้ล้านล.ไม่จริง!

'จำนำข้าว'ก่อหนี้ล้านล.ไม่จริง!

05 พ.ย. 2557

'นิวัฒน์ธำรง' โต้ โครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาล 'ยิ่งลักษณ์' ก่อหนี้ 8 แสน - 1 ล้านล้าน ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง - ไม่ต้องใช้หนี้ถึง 30 ปี

 
                         5 พ.ย. 57  นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขาดทุนถึง 7 แสนล้านบาท มีหนี้สิน 7-8 แสนล้านบาทบ้าง 1 ล้านล้านบาทบ้าง ซึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวนั้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของโครงการ ก็เพื่อช่วยเหลือประชาชนและพี่น้องเกษตรกร โดยแก้ไขปัญหาความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น และมีความคุ้มทุนในการลงทุนการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว ประกันราคาข้าว ยางพารา หรือมันสำปะหลัง ซึ่งโครงการเหล่านี้ มีรายจ่ายมากกว่ารายรับทุกโครงการ หรือที่ทั่วไปเรียกว่าขาดทุน แต่หากวิเคราะห์ถึงผลตอบแทนด้านอื่นๆ รวมด้วยนั้น โครงการเหล่านั้น อาจไม่ขาดทุนเลย โดยโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ช่วยเหลือชาวนามากกว่าโครงการอื่นๆ ทั้งจำนวนเงินต่อไร่ และปริมาณข้าวที่จำนำ ดังนั้นย่อมใช้เงินมากกว่า มีการประมาณการว่าประมาณปีละ 1 แสนล้านบาท แต่โครงการเหล่านี้ นอกจากจะช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้แล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจำนวนมาก เห็นได้จากผลการศึกษาที่มีการนำมาเสนอข้อมูลต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 56 ที่สรุปว่า โครงการรับจำนำข้าวมีผลประโยชน์สืบเนื่องทางเศรษฐกิจถึง 3.9 แสนล้านบาท
 
                         นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวอีกว่า สำหรับผลต่างของรายจ่าย และรายรับ ของโครงการรับจำนำข้าวนั้น ประมาณการได้ดังนี้ ด้านรายได้ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงสิ้นสุดรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น รัฐบาลขายข้าวเป็นมูลค่ารวมประมาณ 2.4 แสนล้านบาท และยังเหลือข้าวในโกดังอีกประมาณ 18 ล้านตัน ซึ่งตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ที่ชี้แจงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ามีข้าวพร้อมขาย 10% และข้าวที่ต้องปรับปรุงขายได้อีก 80% นั้น หากใช้วิธีขายแบบรัฐบาลที่ผ่านมา ขายข้าวคละกัน เก่าปนใหม่รวมข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว และข้าวขาว ราคาขายจะได้ประมาณ 15,000 บาท ต่อตัน และถ้าขายข้าว 16.2 ล้านตัน (90% ของ 18 ล้านตัน) จะได้เงินประมาณ 2.43 แสนล้านบาท 
 
                         ดังนั้น ตัวเลขยอดรายได้จากการประมาณการข้างต้นรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 4.8 แสนล้านบาท ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวใช้เงินในปี 2554-2556 เป็นเงิน 6.8 แสนล้านบาท และมีข้าวนาปี 2556 / 2557 มูลค่า 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งรวมรายจ่ายของโครงการทั้งสิ้น 8.6 แสนล้านบาท ดังนั้นโครงการจึงมีรายได้น้อยกว่ารายจ่ายอยู่ประมาณ 3.8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำโครงการรับจำนำข้าวมา 3 ปี จึงมียอดค่าใช้จ่ายโครงการช่วยเหลือชาวนาปีละประมาณ 1.26 แสนล้านบาท แต่เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์สืบเนื่องจะเห็นได้ว่า โครงการนี้มีผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ราคาข้าวเปลือกในตลาดขณะนั้นราคาข้าวเจ้าขาวสูงถึง 1.2 - 1.3 หมื่นบาทต่อตันอีกด้วยเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการอื่นๆ ที่ข้าวมีราคาเพียง 6-7 พันบาทต่อตันเท่านั้น
 
                         นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวด้วยว่า การใช้เงินในโครงการจำนำข้าวนั้น ตั้งแต่ปี 2554 ถึง 2556 รัฐบาลกู้เงินมาใช้จำนำข้าวจำนวน 6.8 แสนล้านบาท เงินทั้งหมดใช้จำนำข้าวชาวนาโดยเข้าบัญชีธนาคารของชาวนาทุกบาททุกสตางค์ ไม่มีการยักยอกเงิน หรือมีการทุจริตใดๆ ทั้งสิ้น และในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลได้ขายข้าวและจัดงบประมาณใช้หนี้เงินกู้ ซึ่งกระทรวงการคลังได้รายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 57 ว่า ณ วันที่ 31 ธ.ค. 56 เหลือเงินกู้ค้างอยู่เพียง 4.6 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ม.ค. 57 รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถกู้เงินมาใช้ในโครงการนี้ได้อีก เนื่องจากวิกฤติทางการเมือง และเมื่อมีการรัฐประหาร รัฐบาลปัจจุบันได้กู้เงินมาใช้ในโครงการจำนำข้าวอีก 9.4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อขายข้าวที่เหลือจำนวน 16.2 ล้านตัน เป็นเงิน 2.43 แสนล้านบาท และนำเงินรายได้นี้ไปคืนเงินกู้ ก็จะเหลือภาระหนี้สินเพียง 3.11 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งโดยปกติรัฐบาลจะทยอยจัดสรรงบประมาณประจำปีมาใช้คืนเงินกู้ของโครงการต่างๆ รวมถึงโครงการนี้ด้วย ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีผลขาดทุน และมีภาระหนี้สิน 7 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งจะต้องใช้เวลาในการชำระหนี้สินถึง 30 ปีนั้น จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง