
รธน.ต้องจำกัดวาระผู้นำ-ตัดอำนาจยุบสภา
ดร.เจษฎ์:รธน.ต้องอยู่ในใจคน ชงจำกัดวาระผู้นำ-ตัดอำนาจยุบสภา : สัมภาษณ์พิเศษโดยดารากร วงศ์ประไพ
ในที่สุดโฉมหน้า "36 อรหันต์" ที่จะไปร่วมกันทำหน้าที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่าง รธน.) ก็ได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชนเป็นที่เรียบร้อย
สำหรับ "คอการเมือง" ก็ต้องบอกว่า ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ ถือว่าเป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรพิสดารไปจาก "โผรายชื่อ" ที่วิเคราะห์กันมาก่อนหน้านี้มากมายนัก
ภารกิจต่อไปของ "36 อรหันต์" ซึ่งทำให้แม่น้ำแห่งการฟื้นฟูปฏิรูปประเทศครบ 5 สาย ก็คือ การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อเป็นกติกาใหม่ของประเทศไทย ซึ่งคาดการณ์กันว่า จะใช้เวลาทั้งสิ้น 319 วัน (เริ่มนับแล้ว)
ความเห็นจาก กมธ.ยกร่าง รธน.ป้ายแดงอย่าง รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ "สถานีโทรทัศน์ NOW 26" และ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงความพึงพอใจและความคาดหวังต่อ กมธ.ยกร่าง รธน.ชุดใหม่ว่า ประเด็นเรื่องความพอใจต้องยกเอาไว้
ส่วนรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าเราจะเอาความพอใจเป็นหลัก เอาความหวังเป็นที่ตั้ง สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ เราทุกคนไม่สามารถเลือกในสิ่งที่ต้องการได้ทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่ต้องคิดร่วมกันในตอนนี้คือ ต้องทำในสิ่งที่เรามีอยู่ให้ดีที่สุด
"ใครก็ตามที่มาเป็น กมธ.ยกร่าง รธน. ไม่ว่าเราจะพอใจหรือหวังกับบุคคลนั้นได้มากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่เราควรจะทำคือ เราต้องช่วยกันทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงไปให้ได้ อย่าไปมองว่าเป็นหน้าที่ของ กมธ.ยกร่างฯ 36 คน หรือ สปช. (สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ) จำนวน 250 คนเท่านั้น ถ้าเราไม่อยากให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะที่มีปัญหาเหมือนที่เคยเป็น เราต้องช่วยกัน อย่าเอาความพอใจหรือความหวังส่วนตัวมาทำลายการก้าวไปข้างหน้าของประเทศ"
"เมื่อ 36 คนหรือ 250 คน หรือคนจำนวนหนึ่งพยายายามที่จะพาประเทศเดินไปข้างหน้า เราก็อย่าไปกระตุก แต่ถ้าเราคิดว่าเขายังเดินทางไม่ถูก เราก็ต้องช่วยกันประคับประคองกันเดินไป เหมือนดังเช่นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ถ้าเขายังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องช่วยกันประคับประคองกันให้ถึงที่สุด แต่ถ้าเราเห็นว่าเขาทำความผิด ทุจริต ประพฤติมิชอบ ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ อันนั้นก็ต้องออกไป แต่ขณะนี้เขายังไม่ได้ทำอะไร เราต้องรอดูไปก่อน"
O รัฐธรรมนูญในฝันหรือรัฐธรรมนูญที่ควรจะเป็นสำหรับประเทศไทย ควรจะออกมาหน้าตาอย่างไร ควรจะสั้นกระชับ หรือควรจะอธิบายรายละเอียดเอาไว้เพื่อป้องกันการตีความเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด?
รัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกมา ถ้าคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญในฝัน ไม่รู้ว่าในความเป็นจริงแล้วเราจะใช้ได้หรือไม่ เพราะความฝันนั้น เมื่อเราตื่นมาก็ยุติ ดังนั้นถ้าเราจะพิจารณาตามความเป็นจริง รัฐธรรมนูญที่มีความเหมาะสมกับประเทศชาติ แม้กระทั่งกลไกต่างๆ ต้องมีความชัดเจนว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไร เพราะบ่อยครั้งเมื่อเรานำรัฐธรรมนูญมาใช้ คนส่วนมากไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไร ตรงนี้จึงเป็นส่วนสำคัญ
เพราะโดยทั่วไปเรามักจะวางเนื้อหาไว้ในรัฐธรรมนูญหลายๆ มาตรา แต่เวลาจะนำมาใช้ เราไม่รู้ว่าจะนำมาใช้อย่างไร เพราะตัวรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าจะเอาไปใช้อย่างไร
กลไกต่างๆ ในประเทศไทยก็ต่างจากต่างประเทศที่ยอมรับการตีความ โดยศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าใช้อย่างไร ไม่ว่าจะมีความเห็นแตกต่างกันหรือวิพากษ์วิจารณ์ศาลอย่างไร แต่เมื่อศาลพิจารณาแล้วก็จะยอมรับ แต่ในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมายังไม่เกิดภาวะหรือบรรยากาศเช่นนั้น
อีกประการหนึ่งคือ เราจะฟังกลุ่มคนทั้งหมดหรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนที่แต่ละฝ่ายคิดแล้วเอาความคิดเหล่านั้นมารวมกัน สิ่งที่เขาเคยพูดกันไว้ เราก็ต้องเอาส่วนนั้นมาพิจารณา หากเอารัฐธรรมนูญที่ใช้ได้จริงบวกกับแนวทางปฏิบัติอันนี้ ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญที่เดินไปได้ ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรก็ต้องค่อยๆ พิจารณา
O มีการมองไปถึงรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาว่า ทำไมของเขามีแค่ฉบับเดียว ตั้งแต่ร่างมาในอดีตจนถึงปัจจุบันก็มีฉบับเดียว แต่ของไทยที่ผ่านมารัฐธรรมนูญถูกฉีกอยู่เรื่อยๆ เราจะทำอย่างไรให้ได้รัฐธรรมนูญเหมือนสหรัฐอเมริกา?
อันนี้คงพูดยาก เพราะการก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญของประเทศไทยกับอเมริกาต่างกัน พื้นฐานของกฎหมายต่างกัน แต่ถ้าจะทำให้ได้ คือต้องทำให้บทบัญญัติเป็นหลักการให้มากที่สุด เพื่อยึดโยงว่าหลักการเหล่านั้นเมื่อถูกใช้ ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษกับใครก็แล้วแต่ ก็ต้องปล่อยให้ดำเนินไป จึงจะได้รัฐธรรมนูญเช่นนั้นได้
O ประเด็นอะไรที่ควรเพิ่มเติมจากสิ่งที่เป็นช่องว่างหรือช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มา เพราะบางฉบับก็ถูกมองว่าเสียของ บางฉบับดีแต่ไม่ได้นำมาใช้?
รัฐธรรมนูญที่ออกมาจะต้องรัดกุมและชัดเจนใน 3 เรื่อง คือ 1.เรื่องที่องค์กรหลายๆ องค์กรมีความขัดแย้งกันในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เราต้องมาดูว่าเกิดความขัดแย้งกันเพราะเหตุใด โดยเนื้อหาเราก็ต้องเขียนให้รัดกุมและมีความชัดเจนว่า สภาวการณ์เหล่านั้นองค์กรใดมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการ เว้นแต่เป็นเรื่องที่มีความคาบเกี่ยวแต่ละหน่วยงาน ตรงนี้เราต้องวางกลไกว่าเป็นขอบเขตหรืออำนาจใคร เช่น ในส่วนของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลอาญา ก็จะมีคณะกรรมการพิจารณาอยู่แล้วว่าเป็นอำนาจใคร
2.สิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรมีคือ บทบัญญัติที่ไม่มีความชัดเจนว่าตกลงพูดถึงใคร เช่น เรื่องสิทธิ เสรีภาพ อำนาจหน้าที่ ซึ่งบางบทบัญญัติไม่ได้เขียนอะไรไว้เลย แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน คือ เรื่องสิทธิ เช่น เรื่องสิทธิของ ส.ส. ส.ว. หรือสิทธิของประชาชนว่ามีสิทธิเช่นไร ตรงนี้ควรที่จะมีความชัดเจน และ 3.สิ่งที่เป็นแกนหลักของปัญหา เราจะต้องมาดูว่าสิ่งเป็นปัญหาคืออะไร เช่น การศึกษา หรือเรื่องพลังงาน
O การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควรกำหนดวาระหรือไม่?
ผมเห็นว่าควรกำหนดวาระไม่เกิน 2 วาระ ซึ่งจะต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นว่ามาจากไหนนั้น เราต้องมองว่าเราจะใช้ระบบรัฐสภาแบบที่นานาประเทศใช้หรือไม่ ถ้าเราจะใช้แบบนั้น นายกรัฐมนตรีก็ต้องมาจากสภา โดยผ่านกลไกคัดเลือก ส.ส.และพรรคการเมือง แต่ถ้าเราจะใช้ระบบผสมผสาน ไม่ได้อิงระบบรัฐสภาร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผสมกับระบบประธานาธิบดี คือ เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ก็ต้องมาคิดดูว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่
ถ้าเราเลือกแบบเดิม คือ เลือกนายกรัฐมนตรีผ่านกลไก ส.ส.และพรรคการเมือง กลไกเหล่านั้นก็ต้องเป็นกลไกที่เป็นสถาบันของประชาชน ไม่ใช่แหล่งรวมกันของนักการเมือง แต่เป็นสถานที่ดำเนินการเพื่ออุดมการณ์ของประชาชน ไม่ใช่กระทำตามความต้องการของนักการเมือง
แต่ถ้าเราจะเชื่อมโยงกับการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ก็ต้องมาพร้อมกับคณะรัฐมนตรี เป็นฝ่ายบริหารที่แยกจากนิติบัญญัติอย่างสมบูรณ์ โดยนิติบัญญัติจะเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารไม่ได้ นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่าง แต่เราก็ต้องมองภาวการณ์บ้านเมืองว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง
O นายกรัฐมนตรีควรมีอำนาจยุบสภาหรือไม่ควร?
ผมเห็นว่านายกฯ ไม่ควรมีอำนาจในการยุบสภา แต่ควรมีการดำเนินการในลักษณะอื่น แต่ถ้าเราใช้ระบบนี้ไม่ได้ ก็ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่อย่าให้เป็นแบบเดิมๆ โดยเฉพาะในประเด็นการอภิปรายที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง ในประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เท่าที่จำได้ที่ผ่านมามีเพียงในสมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ลงมติแล้วฝ่ายรัฐบาล คือ ม.ร.ว.เสนีย์ แพ้ นอกจากนั้นก็ไม่มี
ดังนั้นเราต้องมีการแก้ไข โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณา หากพบการกระทำความผิดในการบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีโทษทางอาญา ซึ่งนายกฯ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งไปเอง
O ควรมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเหมือนปี 50 หรือไม่?
เรื่องการทำประชามตินั้น คงยาก ถ้ายืนยันที่จะทำ ผมมองว่าก็คงไม่ได้สารัตถะอะไร ต้องมองว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดกว้างในการยอมรับความเห็นต่างในการลงมติแล้วหรือไม่ นอกจากนั้นการทำประชามติต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจ และระยะเวลาการให้ข้อมูลกับประชาชนก่อนทำประชามติต้องมีความมุ่งหวังได้ว่า ความเข้าใจจะเกิดขึ้น ถ้าไม่มีเวลาในการทำความเข้าใจ เราคาดหมายไม่ได้เลยว่าคนจะเข้าใจ
ดังนั้นจึงเห็นว่า ห้วงเวลาที่มีเชื่อว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำ (ประชามติ) ที่ผ่านมามีคนพูดถึงรัฐธรรมนูญเป็นจำนวนมาก แต่ถามกลับไปว่า คนที่มีรัฐธรรมนูญอยู่ในใจมีกี่คน
สิ่งสำคัญที่สุดของรัฐธรรมนูญคือ ต้องอยู่ในใจ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นแค่บทบัญญัติ แต่เป็นจารีตประเพณี ซึ่งต้องออกมาจากใจคน ถ้าคนทั้งหลายทั้งปวงเชื่อในสิ่งนี้ ในอนาคตต่อให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญอีกก็ไม่มีผล แม้ไม่มีรัฐธรรมนูญก็ไม่มีผล เพราะเรามีรัฐธรรมนูญอยู่ในใจ
ดังนั้นอย่าเพิ่งไปด่วนสรุปว่าต้องทำประชามติ แต่ต้องดูว่าจะทำความเข้าใจกับประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ผมเห็นว่าเราควรนำความคิดเห็นส่วนต่างๆ มาบรรจุในรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปและแนวทางปฏิบัติ ตรงนี้จะทำให้ประชาชนยอมรับ
O ความหวังต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะไม่เหมือนเดิม กับคณะร่างรัฐธรรมนูญที่มีคนชุดเดิมเข้ามาทำหน้าที่หลายคน?
ตราบใดที่เรายังอยู่ในประเทศไทย คณะร่างก็ยังเป็นชุดเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าคณะร่างจะมีส่วนสำคัญ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าทำอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการนำเสนอ ไม่ใช่ 36 คนมีส่วนสำคัญกว่า 65 ล้านคน ถ้าเรายอมรับความเห็นร่วมกันได้ ท้ายที่สุดการทำประชามติก็อาจเป็นไปได้ แต่ประชาชนต้องยอมรับร่วมกันได้ แต่ถ้าประชามติแล้วยังไม่มีความพร้อมก็ไม่มีความเป็นไปได้
........................
(หมายเหตุ : ดร.เจษฎ์:รธน.ต้องอยู่ในใจคน ชงจำกัดวาระผู้นำ-ตัดอำนาจยุบสภา : สัมภาษณ์พิเศษโดยดารากร วงศ์ประไพ)



