
เดินเครื่องศก.ดิจิทัลต้องตอบโจทย์สร้างมูลค่าเพิ่ม
เดินเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องตอบโจทย์การสร้างมูลค่าเพิ่ม
"เศรษฐกิจดิจิทัล" หรือ Digital Economy ได้ถูกหยิบยกมาเป็นนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนต่างคาดหวังว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อการ จะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่แรงงาน นำไปสู่การยกระดับรายได้ของประเทศ โดยสถาบันอนาคตไทยศึกษา มองว่า ดิจิทัล อีโคโนมี สามารถช่วยให้เศรษฐกิจไทยหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง เพราะประสบการณ์ของหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ อย่าง เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ล้วนแล้วแต่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวต้องตอบโจทย์การสร้างมูลค่าเพิ่ม...ไม่ใช่เน้นที่การเพิ่มหน่วยงานภาครัฐ แต่ต้องให้เอกชน-วิชาการจับมือกันสร้างธุรกิจ ดังนั้น เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเกิดผลที่เป็นรูปธรรมจริงๆ จึงได้ให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายนี้ใน 6 ประเด็นด้วยกัน
1.ต้องมุ่งเน้นไปที่ “การสร้างมูลค่าเพิ่ม” เป็นหลัก เพราะไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นดิจิทัล จะมีมูลค่าเพิ่มสูง แต่ต้องอยู่ในกระบวนการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
2.ไม่ใช่เพียงภาครัฐตั้งหน่วยงานใหม่ หรือปรับโครงสร้างองค์กร เพราะความสำเร็จของดิจิทัล อีโคโนมี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนชื่อกระทรวง หรือถ่ายโอนกำลังคน หรือการเพิ่มกรมขึ้นมาทำภารกิจ ดังนั้น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ดิจิทัล อีโคโนมี เกิดขึ้นจากความร่วมมือภาคเอกชน และนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
3.เพียงแค่จัดอบรมสัมมนาให้แก่ภาคเอกชนนั้น วัดได้ยากว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่
4.ต้องทำให้เอกชน และวิชาการเกิดความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจดิจิทัล ตัวอย่างจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จจากการพัฒนาดิจิทัล อีโคโนมี พบว่าคือการสร้างคลัสเตอร์ของสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง บ้างก็เกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนระหว่างเอกชนด้วยกัน บ้างก็เกิดโดยรัฐ แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จคือความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนและภาควิชาการ
5.บุคลากรด้านไอทีมีปริมาณมากพอแล้ว แต่ต้องปรับปรุงคุณภาพ โดยโจทย์ของเรื่องกำลังคนไม่ใช่เรื่อง “ปริมาณ” แต่เป็นเรื่อง “คุณภาพ”
6.ที่สำคัญต้องปรับปรุง “กระบวนการ” ทำงานของรัฐเพื่อให้เกิดผลจริง ผ่านการกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงาน (เคพีไอ) ของหน่วยงานรัฐ ต้องมุ่งเน้นการวัดที่ผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวเสริมว่า เหตุที่ต้องเน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่ม เพราะไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นดิจิทัลจะมีมูลค่าเพิ่มสูง ขณะที่สินค้าบางอย่างที่ไม่ได้เป็นดิจิทัล แต่กลับสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงได้ เช่น ในกรณีของฮาร์ดดิสก์ ที่ประเทศไทยส่งออกมากเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่มูลค่าเพิ่มที่ได้จากการส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นน้อยมากเพียง 5% ต่อปี เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่สำหรับยางพาราที่ประเทศไทยส่งออกมากเช่นกัน แต่เป็นสินค้าขั้นต้นอย่างยางแผ่นหรือน้ำยางเป็นหลัก หากนำไปแปรรูปเป็นยางรถยนต์จะได้มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า
ทั้งนี้ นโยบายดิจิทัล อีโคโนมี ไม่ควรไปเน้นที่การเพิ่มหน่วยงานใหม่ของภาครัฐ เพื่อมาทำงานด้านนี้เพียงอย่างเดียว โดยเมื่อ 17 ปีก่อน ประเทศไทยมีการตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติขึ้นมา เพื่อให้เกิดการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในภาครัฐ จนถึงปัจจุบันก็มีหน่วยงานอย่างน้อย 10 หน่วยงานที่มีภารกิจในด้านนี้โดยตรง ดังนั้น การเพิ่มจำนวนกรมอาจจะไม่ช่วยตอบโจทย์ แต่ควรปรับปรุงกระบวนการภาครัฐเพื่อให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่ต้องเน้นวัดผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ
ปัจจุบันมีตัวชี้วัดของกระทรวงไอซีที เพียงตัวเดียวจาก 14 ตัวที่วัดผลลัพธ์ คือมูลค่าสินค้าไอซีทีที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่มีหลายตัวชี้วัดที่วัดจากจำนวนสถานประกอบการหรือผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนา ซึ่งประเมินได้ยากว่ามีประสิทธิผลหรือไม่ หรือการผลิตบุคลากรด้านไอทีเพิ่ม เพราะเรามีปริมาณมากพอแล้ว ในแต่ละปีมีบัณฑิตปริญญาตรีที่จบสาขาคอมพิวเตอร์กว่า 1 หมื่นคน แต่ควรเพิ่มคุณภาพ เพราะ 1 ใน 6 ของคนที่จบสาขานี้ตกงาน และเกือบ 40% ของบัณฑิตสาขาคอมพ์ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการหรือเสมียน
“ดิจิทัลอีโคโนมีจะเกิดขึ้นได้ต้องมีเป้าหมายในการพัฒนา และตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อให้เห็นผลจริง มิเช่นนั้นก็คงจะไม่ต่างอะไรกับนโยบายอื่นๆ ที่ผ่านมาซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีในการสร้างมูลค่าเพิ่มเช่นกัน อย่าง Knowledge-based Economy หรือ Creative Economy แต่สุดท้ายกลับไม่เห็นผลที่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร” นายเศรษฐพุฒิระบุ



