ข่าว

ศิษย์เซนเรียนประชาธิปไตย

ศิษย์เซนเรียนประชาธิปไตย

05 พ.ย. 2557

ศิษย์เซนเรียนประชาธิปไตย : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

               ลูกศิษย์คนหนึ่งถามอาจารย์ที่สอนเซนว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดของประชาธิปไตย อาจารย์ตอบว่าการมีความคิดเห็นที่ต่างกัน วันต่อมา ลูกศิษย์คนเดิมถามอาจารย์คนเก่าว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นโทษที่สุดของประชาธิปไตย อาจารย์ตอบว่าการมีความคิดเห็นที่ต่างกัน ลูกศิษย์บอกว่าอาจารย์พูดอย่างนี้ได้อย่างไร คำถามคนละคำถามแท้ๆ แต่กลับตอบแบบเดียวกัน อาจารย์ก็ยิ้มแล้วพูดว่า ตอนนี้เธอได้เข้าใจประชาธิปไตยแล้ว

               จริงๆ แล้ว อาจารย์พูดไม่ผิดหรอกครับ เพราะคำว่าประชาธิปไตยเมื่อตีความตามตัวหนังสือก็คือประชาชนมีอำนาจสูงสุด ดังนั้น การปกครองในระบบนี้ก็คือการที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียง มีอำนาจในการเลือก และตัดสินใจ ผ่านกระบวนการทางการเมือง แต่ประชาชนก็คือคนธรรมดา ที่มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีชอบ มีชัง ซึ่งเปลี่ยนแปลงหรือขึ้น-ลงได้ตลอดเวลา ตามกระแส และบริบททางสังคม

               หลักการที่สำคัญประการหนึ่งของประชาธิปไตยคือการรับฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่มองข้ามเสียงส่วนน้อย เนื่องจากทุกคนต่างก็มีความคิดที่เป็นของตัวเอง เพียงแต่ความคิดใดมีผู้เห็นด้วยมากน้อยกว่ากัน แต่เสียงมากหรือน้อยก็ไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินว่าความคิดใดเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้เสมอไป เพราะความคิดของคนเรานั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพภายนอก การด่วนประกาศชัยชนะจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะวันหนึ่งข้างหน้า แนวคิดที่เคยได้รับการตอบรับสูงกว่า ก็อาจจะลดน้อยถอยลง และแนวคิดในแบบอื่นอาจจะเข้ามาแทนที่ได้ ดังนั้น ในหลายๆ ประเทศ ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแท้จริง จึงมักจะไม่เกิดแนวคิดแบบสุดโต่ง แต่จะเป็นในลักษณะรับฟังความคิดที่แตกต่างกัน แล้วนำข้อดีข้อด้อยมาพิจารณา เพื่อสร้างแนวคิดร่วมที่ผสมผสาน และไม่ทุ่มเทน้ำหนักไปข้างหนึ่งข้างใด จนเกิดเป็นแนวคิดรูปแบบใหม่ขึ้นมา - ดังนั้น ความคิดที่แตกต่างจึงเป็นประโยชน์อย่างที่สุดของประชาธิปไตย เพราะทำให้เกิดมุมมองแบบ 360 องศา มีการถกแถลงและยกเหตุผลมาสนับสนุนความคิดของตน จนสามารถหาข้อยุติที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้

               ขณะเดียวกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างนั้น หากมิได้มีการสร้างระเบียบวินัยให้รู้จักยอมรับฟังความคิดของผู้อื่น ไม่มีการกำหนดรูปแบบและวิธีการนำเสนอความคิดที่เป็นระบบและเหมาะสม หรือปล่อยให้มีการชักนำความคิดด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งการสร้างกระแสสังคม เพื่อผลักดันความคิดของตน เหล่านี้ย่อมเป็นอันตรายและเป็นโทษต่อระบอบประชาธิปไตย และสังคมนั้นๆ เอง ดังจะเห็นตัวอย่างจากหลายประเทศในโลก ที่ความคิดเห็นซึ่งแตกต่าง นำไปสู่ความขัดแย้ง การเอาชนะคะคาน ตลอดจนความรุนแรงต่างๆ และแทบทุกประเทศที่ไม่สามารถจะบริหารความคิดเห็นที่แตกต่างได้ กระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจยุติปัญหาภายในประเทศได้สำเร็จ

               การปกครองของประเทศต่างๆ ที่ประชาชนไม่มีความคิดความเห็นต่างกันนั้น มีแต่ในระบอบเผด็จการ ทั้งเผด็จการชาตินิยมและเผด็จการสังคมนิยม เท่านั้นแหละครับ นั่นเพราะประชาชนไม่มีสิทธิที่จะคิดหรือแสดงความเห็นใดๆ ออกมา เนื่องจากมีท่านผู้นำปิดประตูหน้าต่างคิดอยู่คนเดียว

               ผมไม่ทราบว่าป่านนี้ลูกศิษย์คนนั้นเข้าใจคำพูดของอาจารย์เรื่องประชาธิปไตยหรือยัง?