ข่าว

‘เมธี’กับขวากหนามนั่งก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ

‘เมธี’กับขวากหนามนั่งก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ

04 พ.ย. 2557

‘เมธี ครองแก้ว’กับขวากหนามนั่งก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ

               เป็นเรื่องขึ้นมาจนได้..กับการแต่งตั้ง "กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ "เมื่อ นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา มีหนังสือลงวันที่ 28 ตุลาคม 2557 ถึง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุว่า ได้รับหนังสือจากทนายความ 18 คน มีเนื้อหาคัดค้านการเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิของนายเมธี ครองแก้ว ว่า นายเมธีถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีหลายคดี จึงมีคุณสมบัติอันเป็นลักษณะต้องห้าม หรืออาจไม่เหมาะสมทางจริยธรรม หรืออาจไม่เหมาะสมเกียรติศักดิ์แห่งสถาบันตุลาการแก่การดำรงตำแหน่งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ 

               ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุม สนช.ได้มีมติเลือก นายเมธี ครองแก้ว เป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ทั้งนี้นายเมธีเคยดำรงตำแหน่งเป็น ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิสมัยแรกมาแล้ว คือ ระหว่าง 14 สิงหาคม 2555-13 สิงหาคม 2557

               ส่วน "เมธี" ออกมาชี้แจงทันควันว่า คดีที่ถูกฟ้องนั้น เป็นการฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ชี้มูลความผิด แล้วผู้ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ด้ยื่นฟ้อง ป.ป.ช.กลับ ซึ่งคดีเหล่านั้นยังไม่มีคดีใดที่ศาลตัดสินว่ากระทำความผิด และไม่มีคดีที่ตนถูกฟ้องอันเนื่องมาจากเรื่องส่วนตัว

               สำหรับเรื่องการคัดค้านนายเมธีเป็น ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒินี้ จะมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของวิป สนช.ในวันนี้ (4 พ.ย.) ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่ เนื่องจากเป็นอำนาจของ สนช.ที่จะทบทวนการแต่งตั้งหรือไม่ ในขณะที่ทางศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจยับยั้งการแต่งตั้งได้ 

               แล้ว.."เมธี ครองแก้ว" เป็นใคร? ดีพอหรือไม่ ที่จะมานั่งเป็น ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่ง "คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม" เป็นผู้ที่สามารถให้คุณให้โทษแก่ผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีทั่วประเทศได้   

               "เมธี ครองแก้ว" ชื่อนี้ต้องบอกว่า ไม่ธรรมดา เพราะมีดีกรีทั้ง "ศาสตราจารย์" และ "ดอกเตอร์" นำหน้า ปัจจุบันอายุ 72 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์ จาก University of Canterbury ประเทศนิวซีแลนด์ และปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา 

               เคยรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตกรรมการ ป.ป.ช.  

               เมื่อครั้งที่นายเมธีเป็นกรรมการ ป.ป.ช. มีผลงานในด้านคดีมากมาย แต่ที่โดดเด่นมากๆ ก็เรื่องเกี่ยวกับข้าว

               ย้อนไป..เมื่อตอนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำผิดอาญา ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริต 

               ครั้งนั้น นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ไต่สวนคดีนี้ ได้บรรยายในการอบรมหลักสูตรนิติเศรษฐศาสตร์ระยะสั้นให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ว่า “ถ้าไม่มีการริเริ่มของผู้ทรงคุณวุฒิทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้วิเคราะห์ไว้ เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดข้าว และการแสวงหาคำตอบของนายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ ตนฟันธงว่า ป.ป.ช.ก็ไม่สามารถที่จะชี้มูลความผิดรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ ดังนั้นมิติทางเศรษฐศาสตร์มีความสำคัญมากต่อการทำงานของ ป.ป.ช.”

               ทำให้นายนิพนธ์ พัวพงศกร จากทีดีอาร์ไอ ออกมาเขียนถึงเรื่องนี้ ว่า "อันที่จริง นายวิชา มหาคุณ ควรยกความดีความชอบนี้ให้แก่ นายเมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ซึ่งริเริ่มให้มีการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อหามาตรการป้องกันการทุจริตจากการแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร โดยในเวลานั้น ป.ป.ช.ได้ว่าจ้างนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทีดีอาร์ไอ ศึกษาเรื่องการแทรกแซงตลาดข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา และลำไย และเสนอแนะมาตรการป้องกันการทุจริต"

               สำหรับ "เมธี ครองแก้ว" แม้จะเกษียณจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.ไป เนื่องจากอายุครบ 70 ปี แต่ยังทำงานให้ ป.ป.ช. ในฐานะ "ที่ปรึกษา ป.ป.ช." และเป็นหนึ่งในทีมวิจัยของ "ศูนย์ต่อต้านการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช." และที่สำคัญ ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญให้แก่อนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ในคดีทุจริตรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในฐานะที่เป็นคนซึ่งรู้เรื่องและเชี่ยวชาญเรื่องการรับจำนำสินค้าเกษตร โดยเฉพาะรับจำนำข้าวมากที่สุดของ ป.ป.ช. จึงไม่ผิดแต่อย่างใดที่ "เมธี" จะเป็นคนที่มีส่วนสำคัญในการทำคดีนี้ 

               นอกจากนี้ในช่วงที่ยังเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้ทำคดีสำคัญหลายคดีด้วยกัน เช่น ตรวจสอบการทุจริตโครงการประกันราคาข้าวในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ชี้มูลความผิด รศ.รังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทั้งทางวินัยและอาญาจากการที่ รศ.รังสรรค์ ถูกร้องว่า เปลี่ยนแปลงรูปแบบแปลนก่อสร้างอาคารเรียนมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท และอนุมัติให้จ้างและทำสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าว โดยมิได้ประกวดราคา และนี่...ก็เป็นคดีหนึ่งที่ทำให้นายเมธีถูก รศ รังสรรค์ ฟ้องกลับว่า ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

               "เมธี" ยังมีผลงานวิจัยทางวิชาการ เช่น ผลงานวิจัยเปรียบเทียบการทำงานขององค์กรปราบทุจริตในเอเชีย และยังได้เสนอให้ตั้ง "ศาลพิเศษไต่สวนคดีทุจริตคอร์รัปชั่น"  เพื่อพิจารณาคดีการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะ ซึ่ง "เมธี " เห็นว่า จะนำมาสู่กระบวนการพิพากษาที่ชัดเจน โปร่งใสและเป็นธรรมปราศจากข้อสงสัย และจะช่วยลดปัญหาความล่าช้าของคดี

               ส่วนที่ "เมธี" ได้รับเลือกจาก สนช.ให้เป็น "กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ" หากพิจารณาจาก พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ที่ระบุว่า "กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก" ดังนั้น "เมธี" ไม่น่ามีปัญหาข้อกฎหมายที่เข้าลักษณะต้องห้าม เพราะคดีของเขายังไม่มีคดีใดที่ถูกศาลพิพากษาว่ากระทำผิดและลงโทษ  

               แต่ปัญหาอยู่ที่ "ความเหมาะสม" มากกว่า กับการที่ถูกฟ้องเป็นคดี ว่าสังคมจะมองเรื่องนี้อย่างไร

..................................

(หมายเหตุ : ‘เมธี ครองแก้ว’กับขวากหนาม นั่งก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ)