
'สนช.'ต้องรับถอดถอน'สมศักดิ์-นิคม'
03 พ.ย. 2557
'สมชาย' อ้างกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 64 ระบุชัด 'สนช.' ต้องรับสำนวนถอดถอน 'สมศักดิ์-นิคม' เผยคดี 'ยิ่งลักษณ์' เข้าสู่กระบวนการถอดถอนแล้ว
3 พ.ย. 57 นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการประชุมเพื่อพิจารณาสำนวนถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ว่า ตนเห็นว่า น่าจะข้ามขั้นตอนเรื่องการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับดำเนินการได้แล้ว เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 64 บัญญัติไว้ว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาที่มาจากการเข้าชื่อร้องขอเพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งมีมูล และได้รายงานไปยังประธานวุฒิสภา ตามมาตรา 56 (1) แล้ว ให้ประธานวุฒิสภา จัดให้มีการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณามีมติโดยเร็ว แสดงว่า สนช.ซึ่งทำหน้าที่วุฒิสภา จะพิจารณาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากรับไว้พิจารณาเท่านั้น ซึ่งในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ได้มีการยกเว้นข้อบังคับการประชุมที่กำหนดให้ต้องบรรจุเรื่องที่ ป.ป.ช.ส่งมาไว้ในวาระการประชุมภายใน 30 วันไปแล้ว ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.จะพิจารณาว่า จะบรรจุเรื่องนี้ไว้ในวาระเมื่อไหร่ จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาถอดถอน ซึ่งมีกรอบเวลานับจากวันที่มีการบรรจุไว้ในวาระการประชุม 45 วัน ส่วนจะถอดถอนได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม ซึ่งจะต้องได้เสียง 132 เสียงขึ้นไป หรือสามในห้าของจำนวน สนช.ทั้งหมด
ส่วนสำนวนการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่า ส่อว่าจงใจละเว้นไม่ยับยั้งความเสียหายโครงการจำนำข้าวนั้น นายสมชาย กล่าวว่า ประธาน สนช.บรรจุไว้ในวาระการประชุมแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนตามกระบวนการถอดถอน คือ ให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาชี้แจงก่อนที่ สนช.จะพิจารณาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายเพื่อลงมติต่อไป ซึ่งโครงการนี้สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจไทย หาก สนช.ดำเนินการถอดถอนไม่ได้ ก็จะกระทบต่อการทำหน้าที่ของ สนช.ทำให้กลายเป็นจำเลยของสังคม
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ตนทราบมาว่า ในการพิจารณาร่วมกันในคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 พ.ย.นี้ อัยการอาจจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง โดยอ้างความไม่สมบูรณ์ของสำนวนในประเด็นเดิมๆ ที่เคยอ้างไว้ ป.ป.ช.จึงควรฟ้องเอง และ คสช.ควรใช้อำนาจพิเศษจัดการกับอัยการด้วย เพราะความเสียหายมหาศาลไม่ใช่แค่ 7 แสนล้าน แต่ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดกับอุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบ ถ้าอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ก็ต้องตอบคำถามสังคมว่าความเสียหายมากขนาดนี้ แต่ไม่ดำเนินคดี จะเป็นทนายแผ่นดินได้อย่างไร นายกฯ พูดเองว่า ข้าวเสียหาย 70-90% เหลือข้าวดีแค่ 10% ถ้าไม่สามารถนำคนที่สร้างความเสียหายมารับโทษได้ ย่อมกระทบต่อความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อ คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"เมื่ออัยการไม่ฟ้อง คสช.ก็ต้องพิจารณาว่านายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ใช้ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนตัวอัยการสูงสุด และพิจารณาด้วยว่า นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุดที่ดูแลเรื่องนี้ มีปัญหาหรือไม่ หากมีปัญหา ก็ต้องเปลี่ยนตัว เพราะไม่มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่ แต่ถ้า คสช.ไม่ทำอะไร แรงสนับสนุนก็จะหายไป เนื่องจากคนเห็นกับตาว่า ความเสียหายเป็นอย่างไร"



