ข่าว

สสส.วางเป้า3ปีรุกสร้างชุมชนให้น่าอ

สสส.วางเป้า3ปีรุกสร้างชุมชนให้น่าอ

03 พ.ย. 2557

สสส.วางเป้า 3 ปีรุกสร้างชุมชนให้น่าอยู่ เดินหน้าสร้าง'สุขภาวะ'ทั่วทั้งแผ่นดิน

              ศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี กรรมการประเมินผลสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางสำนัก 6 ได้ประเมินภายใน เพื่อพัฒนาการทำงาน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือทำอย่างไรจะก้าวข้ามกับดักการมองตัวเองสูงกว่าความเป็นจริง จะได้พัฒนาไปข้างหน้า สู่ความเป็นเลิศได้อย่างแท้จริง

              ทั้งนี้ จะพบว่า การทำงานของสำนัก 6 น่าสนใจหลายประเด็น โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้บุคลากร ชุมชน สังคม ได้รับการส่งเสริมด้านสุขภาพทุกมิติทั้งทางกาย และใจ และยังมองเห็นความเชื่อมโยงของ 3 แผนงานหลัก คือ แผนยุทธศาสตร์ 10 ปี (2555-2564) แผน 3 ปี ที่เสริมพลังสร้างอุปนิสัยในการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร รวมถึงแผนปีก็มีการบริหารแผนให้บูรณาการกับแผนอื่นๆ เช่น บูรณาการเข้ากับสำนัก 9, สำนัก 3 ในด้านที่เกี่ยวกับคนพิการ ผู้สูงอายุ เป็นต้น

              ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ทำงานแบบโดดเดี่ยว แต่มีภาคีเครือข่าย ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมประสานให้โครงการใหญ่ขึ้น รวมทั้งมีพี่เลี้ยงโครงการ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะถ้าพี่เลี้ยงเข้าใจ และเข้าถึงชุมชนด้วย ก็จะยิ่งช่วยให้โครงการเดินหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ดียิ่งขึ้น

              ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า “การสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้เข้มแข็ง” ถือเป็น 1 ในเป้าหมาย 10 ด้าน ที่ สสส.มุ่งพัฒนาให้เกิดผลครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นพื้นฐานสนับสนุนให้เกิด “สุขภาวะ” ทั่วทั้งแผ่นดิน การสนับสนุนโครงการ “ร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่” จึงดำเนินมาตั้งแต่ปี 2533 เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในทุกๆ ด้าน

              “ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สสส.ได้ร่างแผนทิศทาง 3 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งมองย้อนหลังไป 3 ปีที่ผ่านมา ก็พบว่าสามารถทำได้ถึง 3,200 โครงการ เกิดภาคีใหม่ถึงร้อยละ 87 ดังนั้นเป้าหมาย 3 ปีข้างหน้า จะต้องทำให้ได้ 6,000 โครงการ เพื่อขยายโอกาสไปถึงกลุ่มที่ยังด้อยโอกาส เข้าไม่ถึงแหล่งทุน-แหล่งข้อมูลให้มากขึ้น” รอง ผจก.สสส. กล่าว

              ด้าน น.พ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นได้นำประเทศสู่ชัยชนะในสงคราม ต่อมาเมื่อมีคนถามว่าทำอย่างไรจึงชนะ ก็ได้คำตอบว่าเตรียมตัวดีจึงชนะสงคราม และยิ่งมองไปข้างหลังได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมองไปข้างหน้าได้มากเท่านั้น อุปมาดั่ง สสส.แม้จะตั้งมาแค่ 13 ปี แต่จะพยายามมองไปข้างหลังให้มากกว่านี้ และเน้นมองใน 3 เรื่อง คือ คน หรือประชากรไทย ความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพ และจุดอ่อนของคนไทย

              มองย้อนหลัง คนไทยสมัยก่อนเด็กมาก เพราะไม่มีการวางแผนครอบครัว ขาดสุขภาวะที่ดี ผอม เป็นพยาธิ หากเมื่อมองไปข้างหน้าจะมีคนสูงอายุมาก และคนไทยจะอ้วนมากขึ้น หนีเข้ามาในเมืองมากขึ้นทำให้คนชนบทน้อยลง แล้ววัฏจักรที่จะตามมาก็คือในเมืองรถจะติดมาก

              “ในด้านสุขภาวะ มองย้อนหลังความรู้เรื่องส่งเสริมสุขภาพค่อนข้างน้อย แต่มองไปข้างหน้าความรู้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย นอกจากนี้คนไทยยังไม่มีระเบียบวินัย ถ้ามีระเบียบวินัยจะสานพลังได้มากกว่านี้ และนอกจากจะขาดระเบียบวินัยแล้ว ก็ยังเห็นว่าการเบี้ยว ไม่อยู่ในระเบียบวินัยเป็นเรื่องเท่ เช่น ชอบวิ่งข้ามถนน โดยไม่ใช้สะพานลอย ดังนั้นไม่ว่าจะมองย้อนหลัง หรือมองไปข้างหน้า ก็ยังไม่เห็นอนาคตที่ดี หรือชัยชนะของคนไทยเลย” นพ.บรรลุ กล่าว

              อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ท้อถอย เพราะถ้ามองจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนีกับญี่ปุ่น พ่ายแพ้สงครามอย่างย่อยยับ แต่เพียงชั่วระยะเวลาไม่นาน ก็กลับฟื้นตัวในทุกๆ ด้านได้อย่างแข็งแกร่ง เพราะความมีระเบียบวินัย และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ ดังนั้นแค่ทุกคนมีระเบียบวินัย และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด การสานพลัง สร้างโอกาส ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมหรือเป็นไปไม่ได้