
เรื่องเหลือเชื่อที่แอฟริกา
เรื่องเหลือเชื่อที่แอฟริกา : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ครั้งหนึ่งมีการประกวดเล่าเรื่องเหลือเชื่อ และผู้ชนะการประกวดในครั้งนั้น ขึ้นไปบนเวทีด้วยสีหน้าท่าทางเศร้าสร้อย แล้วบอกว่า ตัวเขาเป็นลูกกำพร้า ไม่มีพ่อ และแม่เขาตายตั้งแต่ยายยังไม่เกิด - กรรมการลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า เรื่องนี้มีความไม่น่าเชื่อมากที่สุด และในความไม่น่าเชื่อนั้น การนำเรื่องใกล้ตัว (ที่ไม่น่าเชื่อ) มาเล่า (อย่างน่าเชื่อ) ทำให้เรื่องนี้สามารถชนะใจกรรมการ
คนเราทุกวันนี้อยู่ในโลกของความไม่น่าเชื่อ ที่ถูกทำให้น่าเชื่อ และเมื่อ(หลง)เชื่อเสียแล้ว บางครั้งก็พลอยนึกว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือความจริง และยึดติดอยู่กับมัน - คนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งมีชีวิตอยู่ในโลกเสมือนจริง ที่เขาคิดว่าเป็นโลกจริง เขาพูดคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักตัวตน แต่ก็เชื่อว่านั่นคือคนที่เข้าใจเขามากกว่าคนที่อยู่ใกล้ตัว เขาเล่นเกมที่ถูกสร้างราวกับเป็นการละเล่นหรือต่อสู้จริงจัง ชมภาพยนตร์ที่ฉากถูกสร้างด้วยคอมพิวเตอร์ ฟังเพลงที่บรรเลงด้วยโปรแกรมอิเล็กทรอนิกส์ และถูกกรอกหูกรอกตาด้วยภาพและถ้อยคำซึ่งเหลือเชื่อ จนเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเชื่อ
ประเทศในแอฟริกาปัจจุบัน มักจะประสบปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือความยากจน ด้อยการศึกษา ขาดแคลนด้านสาธารณูปโภค ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่า และโรคภัยไข้เจ็บ สิ่งที่เหลือเชื่อก็คือประเทศเหล่านั้น ล้วนมั่งคั่งด้วยทรัพยากรอันมีค่า เช่น เพชร ทองคำ ทองแดง แม้กระทั่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แม้กระทั่งยูเรเนียม ฯลฯ ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ผลพวงของการเป็นอาณานิคมชาติตะวันตก และขาดคนที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการทรัพยากร และกระจายรายได้ ทำให้ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของคนต่างชาติที่มีความรู้ความชำนาญ มีกลไกในการจัดการอย่างช่ำชอง และผู้มีอำนาจในประเทศเพียงไม่กี่คน เมื่อถึงวันหนึ่งที่การจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว สิ่งที่ตามมาก็คือการเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจเสียใหม่ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่ไม่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปก็ตาม
ประเด็นที่หยิบยกมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงนั้น มีโปรแกรมสำเร็จรูปอยู่ 2-3 ประเด็น ได้แก่การทุจริตคอร์รัปชั่น การคุกคามสิทธิเสรีภาพ และการสร้างความแตกแยกในสังคม ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้เปลี่ยนแปลง พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะ
ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ให้เสรีภาพแก่ประชาชน และสร้างความสามัคคี ซึ่งเป็นความน่าเชื่อที่ไม่น่าเชื่อ เพราะท้ายที่สุดแล้ว หลายประเทศในแอฟริกาก็วนเวียนกลับไปสู่จุดเดิม
ชาวแอฟริกันนั้น แทบทั้งหมดไม่ได้อยู่ในโลกเสมือนจริงเช่นชาวโลกทั่วไป พวกเขาอาจไม่ต้องการสิ่งเหลือเชื่อ และคำมั่นที่เลื่อนลอย หากต้องการเพียงสิ่งที่พวกเขาสามารถเชื่อและจับต้องได้จริง เช่นอาหาร ยารักษาโรค สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตในระดับหนึ่ง ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครทำเรื่องเหล่านี้ให้เป็นเรื่องที่เชื่อถือได้ นอกจากปล่อยให้เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ไม่มีวันจะเป็นจริงขึ้นมาได้เลย
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอแนะนำหนังสือ 2 เล่มครับ เล่มแรก “10 ปัญญาชนสยาม” แบ่งเป็น 2 เล่ม เล่มแรกในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประกอบด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เล่มที่สอง ประกอบด้วย
หลวงวิจิตรวาทการ พระยาอนุมานราชธน กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ ส.ศิวรักษ์ (สนพ.โอเพ่น โซไซตี้/เล่มละ 795 บาท) กับ “สีแดงกับสีดำ” ของสต็องดาล ผลงานแปลของ อำพรรณ โอตระกูล (สนพ.สามัญชน/1,250 บาท)



