
ตำรวจเกณฑ์ปฏิรูปหรือถอยหลัง?
ตำรวจเกณฑ์ ปฏิรูปหรือถอยหลัง? : วิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์รายงาน
"ตำรวจเกณฑ์" เป็นโครงการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เตรียมนำมาใช้แก้ปัญหาการ "ขาดแคลนกำลังพล" ซึ่งสังคมจะได้ยินจากปากตำรวจอยู่เสมอๆ เมื่อถูกถามถึงสาเหตุของความบกพร่องหรือผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่
ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 28 ตุลาคม มีการเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) กระทั่งผ่านความเห็นชอบในหลักการ แม้จะถูกส่งกลับให้ไปแก้ไขรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม
เมื่อหลายปีก่อน ตร.มีความพยายามผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่เรื่องเงียบหายไป กระทั่งเกิดเหตุการณ์เข้าควบคุมอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อแก้ไขความขัดแย้งและเปิดทางให้มีการ "ปฏิรูปประเทศไทย" โครงการนี้จึงถูกปัดฝุ่นนำกลับขึ้นมาเสนอใหม่อีกครั้ง
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) อธิบายเหตุผลที่เป็นหลักการของการแก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้มี “ตำรวจเกณฑ์” ว่า จากการที่ ตร.ประสบปัญหาขาดแคลนกำลังพล ทำให้กำลังเจ้าหน้าที่ไม่สมดุลกับภารกิจในความรับผิดชอบ อีกทั้งปัจจุบันนี้สถานการณ์ด้านอาชญากรรมและความมั่นคงของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ ตร.คิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ทั้งนี้เห็นว่า เรื่อง "ตำรวจกองประจำการ" หรือ “ตำรวจเกณฑ์” เป็นแนวทางการสรรหากำลังพลที่เคยได้ดำเดินการมาแล้วในอดีต ในลักษณะเดียวกับการตรวจเลือกบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงเสนอต่อ ครม.อนุมัติหลักการร่างเป็น พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ (ตำรวจกองประจำการ) ซึ่งได้ผ่านการเห็นชอบมาแล้ว
"ตำรวจกองประจำการจะนำมาทดแทนกำลังพลที่ขาดแคลนและใช้ปฏิบัติภารกิจที่มีความเหมาะสม เพื่อจะให้ตำรวจด้านการปราบปรามและสืบสวนสอบสวนได้ปฏิบัติหน้าที่หลักของตัวเองเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถประหยัดงบประมาณในระยะยาว เพราะตำรวจกองประจำการจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ทุกปี สามารถประเมินและบริหารงบประมาณได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการต้องมีการปรับอัตราเงินเดือน การเลื่อนขึ้นของเงินเดือน สิทธิกำลังพลต่างๆ ที่จะต้องจ่ายไปจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ"
พล.ต.อ.สมยศ อธิบายเสริมว่า กำลังตำรวจประเภทนี้ยังมีประโยชน์ทางอ้อม คือ เป็นการพัฒนาคุณภาพประชาชนที่ผ่านการฝึกอบรมและส่งเสริมให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อปลดประจำการแล้ว บุคคลกลุ่มนี้ก็จะเป็นแนวร่วมในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในชุมชนและสังคมต่อไป
ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ผลการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบในหลักการที่จะให้มีตำรวจกองประจำการแล้ว โดยมีข้อสังเกตให้ ตร.ไปพิจารณาเพิ่มเติมในรายละเอียด พร้อมทั้งกำชับไม่ให้มีผลผูกพันกับกระทรวงกลาโหม รวมทั้งเรื่องโครงสร้าง อัตรากำลัง ภาระงบประมาณ หลักเกณฑ์การเลื่อนชั้นยศ และการพัฒนาบุคลากร
ทั้งนี้ หลัง ครม.เห็นชอบในหลักการ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจ (อนุ ก.ตร.) ด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล ครั้งที่ 9/2557 ที่มี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.เป็นประธานการประชุม ได้มีมติให้รับดำเนินการตามข้อสังเกตของ ครม.เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมทันที
ส่วนขั้นตอนต่อจากนี้ อนุ ก.ตร.จะปรับแก้และสรุปรายละเอียดต่างๆ เสนอ ต่อ ผบ.ตร.พิจารณา ก่อนนำเข้าขอความเห็นชอบจาก ก.ตร. เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) แล้วจึงจะเสนอให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง หากผ่านการเห็นชอบจึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาต (สนช.) เพื่อประกาศเป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ต่อไป
สำหรับโครงการ "ตำรวจเกณฑ์" หรือ "ตำรวจกองประจำการ" เป็นหนึ่งในนโยบายของ ตร.ที่ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นตามกรอบการ "ปฏิรูปตำรวจ" ที่เสนอโดยตำรวจเอง โดยโครงการดังกล่าวมีการศึกษาความเป็นไปได้ ข้อดี ข้อเสีย มาตั้งแต่ต้นปี 2553
ครั้งนั้น ตร.ได้แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร.เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. (ยศ พล.ต.ท.) เป็นหัวหน้าคณะทำงานที่ประกอบขึ้นจากหน่วยงานต่างๆ จำนวน 22 หน่วยงานของ ตร.
คณะทำงานได้เสนอแนวคิดการนำแนวทาง "ตำรวจเกณฑ์" มาใช้สรรหากำลังพลเพื่อทำหน้าที่ "ควบคุมฝูงชน" โดยเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังพลและเพิ่มความเป็นมืออาชีพในการควบคุมฝูงชน เนื่องจากเป็นกำลังพลที่ทำหน้าที่นี้โดยตรง ไม่ได้ระดมตำรวจที่มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามตามสถานีตำรวจต่างๆ มารวมกันเฉพาะกิจ
นอกจากนี้กำลังพลที่เข้ามามีอายุไม่มาก จึงมีความพร้อมของสภาพทางร่างกายเหมาะกับงานด้านนี้ รวมทั้งสามารถหมุนเวียนสับเปลี่ยนได้ทุกปีหรือสองปี และลดภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณบุคคลในระยะยาว
ทั้งนี้ ข้อเสนอของคณะทำงานชุดที่มี พล.ต.อ.วรพงษ์ เป็นประธานนั้น ได้เสนอแนวทางการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวที่สำคัญๆ คือ 1.แก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งงบประมาณ ซึ่งเกี่ยวข้องกับตำรวจ ทหาร และกระทรวงการคลัง 2.ส่วนที่เกี่ยวกับตำรวจกองประจำการ ทั้งในเรื่องจำนวนกำลังพล การคัดเลือก ฝึกอบรม ระยะเวลาประจำการ การปลดประจำการ สิทธิประโยชน์
ผลการศึกษาของคณะทำงาน รวมทั้งการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ ตร.ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ต่างเน้นย้ำให้คำนึงถึงความคุ้มค่าของเงินงบประมาณที่จะต้องใช้จ่ายและประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งหากพิจารณาจากฐานข้อมูลกำลังพลที่ 5,400 นายต่อ 1 ผลัดต่อปีแล้ว จะใช้งบประมาณกว่า 531 ล้านบาท แต่ถ้าหากเกณฑ์ 2 ผลัดต่อปี จะใช้งบประมาณถึง 1,066 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี นั่นเป็นเพียงงบประมาณในส่วนของเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง และค่าครองชีพเท่านั้น ยังไม่นับรวมงบประมาณการฝึกอบรม ซึ่งคาดว่าถ้ามีกำลังตำรวจกองประจำการ 5,400 นาย จะมีค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมประมาณ 135 ล้านบาทต่อ 1 ผลัด และงบประมาณด้านอื่นๆ อีก เช่น อาคาร สถานที่ ยานพาหนะ งบบุคลากรที่จะมาควบคุมดูแล เครื่องแต่งกาย อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ฯลฯ
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงโครงการ "ตำรวจเกณฑ์" ในมิติของการ "ปฏิรูปตำรวจ" แล้วก็จะพบว่า แนวทางนี้ไม่ได้อยู่ใน "ข้อเสนอ" ปฏิรูปตำรวจที่จัดทำโดย คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ (เสนอรายงานในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์) ซึ่งต้องการให้ปรับปรุงโครงสร้างตำรวจด้วยการกระจายอำนาจ ลดขนาดองค์กรตำรวจให้เล็กลง มุ่งเน้นการพัฒนาตำรวจในภารกิจหลักๆ แล้วกระจายภารกิจรองที่ไม่ใช่งานตำรวจโดยตรงออกไปให้หน่วยงานอื่นหรือเอกชน
โครงการนี้จึงต้องพิจารณาอย่างถ้วนถี่ว่าตรงตามแนวทางปฏิรูปตำรวจจริงหรือไม่ หรือกำลังจะบอกเป็นนัยว่า เมืองไทยของเรายังไม่พ้นจากวังวนหรือวงจรม็อบการเมือง!
.......................................
(หมายเหตุ : ‘ตำรวจเกณฑ์’ ปฏิรูปหรือถอยหลัง? : วิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์รายงาน)



