
เปิดแนวคิดสปท.เกาะติดปฏิรูปสานต่อกปปส.
เปิดแนวคิด สปท. เกาะติดปฏิรูปสานต่อ กปปส.สุริยะใส กตะศิลา : โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุลรายงาน
เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา สำหรับ "สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.)" โดยรูปแบบและโครงสร้างการทำงานของ สปท. เน้นไปที่หัวใจสำคัญ คือ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการปฏิรูปประเทศ พร้อมทำงานในคู่ขนานเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานของ สปช.
ทั้งนี้ นายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หนึ่งในแกนนำ กปปส. มาวันนี้ได้มาสวมบทบาทเป็นผู้อำนวยการสถาบัน ให้สัมภาษณ์พิเศษเครือเนชั่น พร้อมเล่าถึงที่มาที่ไปของ สปท.ไว้อย่างสนใจ ว่า ประเด็นของกระบวนการปฏิรูป ลมหายใจคือการมีส่วนร่วม เพื่อให้สังคมเป็นเจ้าภาพและรู้สึกร่วม ซึ่งจะเป็นหัวใจปฏิรูปที่ยั่งยืน เราให้ความสำคัญตรงนี้ เพราะเราคิดว่า ต่อให้รัฐธรรมนูญดีอย่างไรก็ตาม แต่สังคมไม่มีส่วนร่วมเลย สุดท้ายคนจะเพิกเฉยกับรัฐบาลใหม่ และไปเปลี่ยน ไปรื้อ เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี 2540 จะโยนบาปให้ระบบทักษิณทั้งหมดก็ไม่ได้ หรือเป็นปัญหาของกลุ่มทุนธุรกิจการเมืองอย่างเดียวก็ไม่ถูก พลังปฏิรูปเองต้องทบทวนต้องยอมรับ เหมือนคิดว่า เขียนรัฐธรรมนูญดีแล้วจบ เขียนดีแล้วปฏิรูปได้ ทั้งๆ ที่หลังจากนั้นต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก อื่นๆ เต็มไปหมด ต้องมีกระบวนการต่อเนื่อง สปท.ก็ได้ถอดบทเรียนที่ผ่านมา เราจึงคิดว่า ต้องทำงานกันยาวและต้องเป็นองค์กรที่จะทำหน้าที่คอยตรวจสอบ
"การทำงานของ สปท.จะแย่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยระยะสั้นจะทำเวทีสภากระจกเงา เพื่อสะท้อนความเห็นของสังคมให้กว้างที่สุด ระยะกลาง เช่น การติดตามตัวบทกฎหมาย กฎหมายลูก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญอยู่ ระยะยาว สำคัญ คือ การรณรงค์ การปลูกฝังจิตสำนึก หรือยาวไปถึงขึ้นการปฏิรูปการศึกษา วัฒนธรรม คิดว่าจิตสำนึกทางการเมืองสำคัญที่สุด รัฐธรรมนูญให้ดีอย่างไร แต่ถ้าสำนึกทางการเมืองของคนยังไม่วิวัฒน์ไปด้วย ก็จะเป็นปัญหา"
ส่วนคำว่า “สภากระจก” เราไม่อยากใช้คำว่า สภาคู่ขนาน เพราะจะเหมือนกับว่าคนละทาง ก็คือเอาความเห็นมาแล้วก็สะท้อนผ่านช่องทาง สปช. ซึ่งต่อไป สปช.คงมีกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความเห็น และในขณะเดียวกันก็มีช่องทางผ่าน สปช.ที่เรารู้จักเป็นส่วนตัว เพราะกรรมการของ สปท. 8 คน ก็เป็นสมาชิก สปช.อยู่แล้ว แต่เราทาบทามก่อนการประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือกเป็น สปช. ซึ่งเป็นเรื่องดีที่มี สปช.อยู่ใน สปท.ด้วย เพราะเราจะได้เชื่อมกัน บางประเด็นก็จัดร่วมกันได้ เราไม่ได้คิดว่าเราจะคิดต่างสปช.ทุกเรื่อง ไม่ได้ตั้งธงแบบนั้น แต่สะท้อนความเห็นให้กว้างที่สุดและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ สปช.
ยอมรับว่า สปท.สืบเนื่องมาจาก กปปส. นี่คือโจทย์สำคัญ คือการรักษาความต่อเนื่องของพลังปฏิรูปที่เกิดขึ้นในช่วงการชุมนุม ไม่อยากให้ถูกเว้นวรรคโดยสถานการณ์พิเศษ โดยรัฐบาลที่มาให้ความหวัง แต่ต้องเป็นพลังที่ตื่นตัวตาม เพราะในอดีตที่ผ่านมา ก็มี 30 องค์กรประชาธิปไตยสมัย 2540 พอปี 2550 ก็ทำ เพื่อตรวจสอบ ส.ส.ร.2 แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน มีการชุมนุม เราจึงไม่ได้ทำงานต่อ โดยกระแสสำนึกผู้คนจุดติดแต่ต้องไปตามสถานการณ์ ครั้งนี้คิดว่า ไม่ว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะมีการรัฐประหารอีกหรือไม่ คิดว่าการสร้างสานความต่อเนื่องของพลังปฏิรูปอย่างมีระบบ และมียุทธศาสตร์ สำคัญที่สุด
ส่วนการปฏิรูปจะทำอย่างไร เพราะตั้งมาสุดท้ายก็ไม่ถูกหยิบมาใช้นั้น โจทย์ที่ประชุมคิดกัน แนวคิดเรื่องปฏิรูปทำกันมาเยอะ ศึกษามาก คิดว่าไม่ถูกนำมาใช้ เพราะ 1.เราได้ผลักดันกันอย่างจริงจังหรือไม่ หรือเป็นแค่ข้อเสนอแล้วจบไป 2.เชื่อว่ากระแสปฏิรูปที่ถูกจุดติดตอนเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน ต่อเนื่องตั้งแต่สมัยพันธมิตร กระแสถูกเบี่ยงเบนทิศทาง โดยการเปลี่ยนตัวรัฐบาลหรือการเปลี่ยนผลัดอำนาจ ซึ่งไม่ว่า สปช.ไปแล้ว คสช.คืนอำนาจ มีการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ พลังชีวิตของการปฏิรูปควรทำงานต่อ มีลมหายใจต่อ ไม่ควรถูกชะลอ ถูกเบรก โดยการรัฐประหารหรือเปลี่ยนรัฐบาล
“การปฏิรูปต้องออกจากกับดักการปฏิรูปที่ต้องมีสถานการณ์พิเศษ รอผู้มีบารมี รออัศวินม้าขาว มันต้องสร้างกระบวนการปฏิรูปที่เยียวยาตัวเองได้ ถ้าการปฏิรูปคือชีวิตหนึ่งของคน มันต้องรักษาตัวเองได้ จัดการกับปัญหานั้นๆ ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอสถานการณ์พิเศษ รอพึ่งบารมี ถ้าทำนี้ได้ปฏิรูปจะกลายเป็นพลังของสังคม ทำให้ฝ่ายการเมืองต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจ”
อย่างไรก็ตาม นายสุริยะใส ตั้งข้อสังเกตว่า หากถามถึงปัญหาการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปครั้งนี้ รอบนี้มีกฎอัยการศึก ถ้าปี 40 โมเดลในการปฏิรูปชัด เพราะสังคมเห็นว่า การปฏิรูปเป็นวาระแห่งชาติ ปี 50 ยังมีอัยการศึกบางพื้นที่ แต่ก็ดูเหมือนไม่เข้มงวดเหมือนครั้งนี้ รอบนี้เปิดตัวก็โดนเขม่นแล้ว โดนมองแล้ว ตนก็เห็นปัญหานี้อยู่ จึงคิดว่าเป็นประเด็นที่ คสช. สปช. ต้องตอบให้ชัดว่า จะจัดกระบวนการการรับฟังความคิดเห็นการมีส่วนร่วม ขนาดไหน อย่างไร โดยหลักการ คสช.ไม่ควรเอากลุ่มพลังทางสังคมที่เขาเสนอ เคลื่อนไหน เสนอแนะเรื่องปฏิรูป ไปรวมกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล หรือไปรวมกับกลุ่มใต้ดิน ต้องจำแนกออกมา
"ถ้าทุกเวทีเขาจัด คสช.ควรผ่อนปรน เช่น ให้เจ้าหน้าที่ไปฟัง ถ่ายทอด เอา สปช.ไปร่วมจัด แต่ต้องคำนึงถึงความหลากหลาย ไม่ใช่ไปตั้งธงโดย คสช. หรือสปช. เพราะบางโจทย์ประชาชนคิดเองเสนอเองได้ ไม่ใช่ไม่เข้าธงแล้วไม่ฟัง นั่นเป็นการปฏิรูปเชิงพฤติกรรมไปแล้ว "
นอกจากนี้ สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือ การปฏิรูปของ นปช. วาระปฏิรูปไม่ควรถูกเว้นวรรคด้วยคำว่ารัฐบาลทหาร คำถามต่อ นปช. คือ รัฐบาลจากการเลือกตั้งเอาเรื่องปฏิรูปมาเป็นวาระจริงแค่ไหนอย่างไร นปช. ถ้าบอกว่า หัวใจชูเรื่องประชาธิปไตย ไม่ควรเอาเงื่อนไข เรื่องการรัฐประหารมาเป็นข้ออ้าง ต้องเสนอพิมพ์เขียว เสนอร่าง ถ้าอยากจัดเวทีก็ขอ คสช. คสช.ก็ไม่น่าจะตึงขนาดนั้น ไม่เข้าใจว่า ทำไมกลัวเกินเหตุ ถ้าทำในประเด็นปฏิรูปมีวาระชัดเจน ไม่เห็นเป็นปัญหา
“เอาเข้าจริงๆ อุปสรรคของการปฏิรูปครั้งนี้คือ กฎอัยการศึก ถ้า คสช.ไม่ระวัง จะเป็นดาบสงคม ถ้าไม่แยกเยอะ ถ้า คสช.ฉลาด จะต้องใช้ สปช.ให้มากที่สุดในการทำปฏิรูป ให้อำนาจ ให้บทบาท รับฟังความคิดเห็นกี่กลุ่ม จับคู่กับใครก็ปล่อยเขาไป แต่ถ้าส่งสัญญาณปราบตลอดเวลา คิดว่าสักวัน สปช.จะอึดอัด ผมเข้าใจสถานการณ์ แต่มันควรมีข้อยกเว้นได้ กรณีการเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปผมคิดว่าน่าจะทำได้ ไม่ควรเหมารวม เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นการปฏิรูปของ สปช. สังคมไม่มีส่วนร่วม สุดท้ายเปลี่ยนรัฐบาลก็ไปเริ่มต้นใหม่"
สิ่งที่ สปช.ต้องปฏิรูปแค่รัฐธรรมนูญไม่พอ ต้องมองปัญหาที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญด้วย เช่น ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ภาคราชการยังไม่เคารพการมีส่วนร่วมของประชาชน ทัศนคติของรัฐราชการและการเมืองไทย เป็นระบบแบบอำนาจนิยม เรื่องแบบนี้เขียนในรัฐธรรมนูญไม่ได้ จึงต้องใช้เวลา การบูชาวิธีคิดแบบอำนาจนิยมค่อนข้างชัดขึ้น เรามองคืออำนาจท้องถิ่น จังหวัดจัดการตัวเอง ถ้ารอให้มหาดไทยกระจายอำนาจ เขาคงไม่ยอม ถ้าเราทำเป็นโมเดลขึ้นมาจากข้างล่าง อำนาจท้องถิ่นจัดการตัวเองได้ ถึงจะตอบโจทย์ ซึ่ง 3 เรื่องเร่งด่วนที่เราจะทำ คือ 1.ตำรวจ 2.พลังงาน 3.กระจายอำนาจ
ที่สังคมมองว่า สปท.คือ กปปส. และกปปส.เหมือนเปิดประตูให้ทหารเข้ามาเองนั้น น่าจะดูกันที่สาระ มันล้าหลังไป ถ้าคุยกันว่ารัฐประหารมาอย่างไร จึงอยากเห็นว่า เสื้อแดงคิดอะไรไกลกว่าทักษิณได้ไหม คิดอะไรไกลกว่าพรรคเพื่อไทยเป็นใหญ่ได้ไหม พิมพ์เขียวเรื่องปฏิรูปที่บอกไม่เคยเห็น อยากเห็น นปช.เสนอปฏิรูปสักที
ส่วนความเห็นของ สปช.หรือ คสช. หากต่างจากกลุ่มปฏิรูปจะมีปัญหาหรือไม่นั้น มีปัญหาแน่ แต่ไม่รู้ว่าจะลุกลามขยายตัวจนไปถึงความไม่พอใจรัฐบาลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการชี้แจงและข้อเท็จจริงของภาครัฐ ซึ่งไม่เชื่อว่าปฏิรูปจะราบเรียบ แต่สุดท้ายก็ต้องดู
"สุดท้ายผมห่วง วิธีคิดให้กลไกรัฐมาเป็นพระเอก ฟื้นฟูกลไกรัฐราชการ หลังรัฐประหารถูกดึงกลับมาเป็นพระเอก สุดท้ายปฏิรูปจะกลายเป็นแค่พูด ไม่ประสบความสำเร็จอะไร รอบนี้กระบวนการปฏิรูปหนักหนากว่าที่ผ่านมา เพราะมีทั้งกฎอัยการศึก กลไกรัฐราชการ ซึ่งจะไปครอบงำทิศทางปฏิรูป ครอบงำแม่น้ำทั้ง 5 สาย สุดท้ายต้องถามไปยัง สปช. รับปรากฏการณ์แบบนี้หรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นจุดหักเหก็ได้"
..................................
(หมายเหตุ : เปิดแนวคิด สปท. เกาะติดปฏิรูปสานต่อ กปปส.‘สุริยะใส กตะศิลา’ : โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุลรายงาน)



