
นพดลอุบไต๋สอยสมศักดิ์-นิคม
นพดลอุบไต๋สอยสมศักดิ์-นิคม ปล่อยฟรีโหวตสนช.สายทหาร ด้านสนช.กลุ่ม 40 ส.ว. ยันมีอำนาจรับเรื่องเมินมวลชนกปปส. กดดัน นปช.ชี้สนช.ดึงดันถอดถอนบ้านเมืองวุ่นวายแน่
2พ.ย.2557 พล.อ.นพดล อินทปัญญา สนช. กล่าวถึงกรณีที่ประชุม สนช.จะพิจารณาเรื่องการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ ในวันที่ 6 พ.ย.ว่า ได้ศึกษาสำนวนถอดถอนของ ป.ป.ช.4,000 หน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว และมีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่าเป็นอย่างไร แต่ไม่ขอเปิดเผย บอกได้เพียงว่า จะยึดกฎหมายเป็นหลักและไม่ขอพูดมาก ถ้าพูดไปแล้ว จะหาว่าเป็นการชี้นำ ขอให้เป็นสิทธิของสนช.สายทหาร และสนช.คนอื่นๆในการลงมติ ยันไม่มีการล็อบบี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังยืนยันในคำตอบเดิมที่เคยพูดว่า สนช.ไม่สามารถรับเรื่องไว้พิจารณาได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้วหรือไม่ พล.อ.นพดล. กล่าวว่า ไม่ขอตอบ พูดไปก็ไม่ดี มีแต่ติดลบ บอกได้แค่ว่า จะยึดหลักกฎหมาย ทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด
ด้านน.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. กลุ่ม 40 ส.ว.กล่าวว่า วันที่ 6 พ.ย. ที่ประชุมสนช.จะพิจารณาว่า จะรับเรื่องสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมตามที่ป.ป.ช.ส่งเรื่องมา เข้าสู่กระบวนการพิจารณาถอดถอนของสนช.หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า สนช.มีอำนาจรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาได้ แม้รัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่สำนวนที่ป.ป.ช.ส่งมาให้สนช. ใช้อำนาจตามมาตรา 58 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งลอกมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ เรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาเขียนใส่ไว้ มีอำนาจรับเรื่องถอดถอนกรณีนี้ได้ หลังจากนั้น สนช.จึงค่อยไปพิจารณาในขั้นตอนกระบวนการไต่สวนว่า รัฐธรรมนูญปี 50 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ยังมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ แต่เบื้องต้นควรรับเรื่องไว้พิจารณาก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำกปปส.ระบุว่า หากสนช.ไม่รับเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมไว้พิจารณา อาจมีปัญหาเผชิญหน้ากับมวลมหาประชาชน น.พ.เจตน์ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าสนช.จะมีมติอย่างไรออกมา ก็ย่อมมีปัญหากับมวลชนทั้งสองฝ่าย แต่สนช.ต้องพิจารณาทุกอย่างไปตามข้อกฎหมาย จะไปหวั่นไหวตามแรงกดดันไม่ได้ สนช.จะใช้แรงกดดันมาตัดสินไม่ได้
นปช.ชี้สนช.ดึงดันถอดถอนบ้านเมืองวุ่นวายแน่
นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยเเละแกนนำนปช. กล่าวถึงกรณีที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส. ออกมาเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มิเช่นนั้น กปปส.จะออกมาเคลื่อนไหวว่า เป็นการข่มขู่เหมือนนักเลงอันธพาลในรูปแบบเดิมๆ ถ้าสนช.ทำตาม เท่ากับสมรู้ร่วมคิด ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ก็ถือว่าร่วมด้วย ในฐานะที่เลือกสนช.เข้ามา และอยากถามว่าขณะนี้ยังมีกฎอัยการศึกอยู่ จะไม่ใช้หรืออย่างไร ถ้ากปปส.ออกมา เราก็ต้องออกมาบ้างก็เหมือนกัน จะนั่งรอให้เขาเอามีดมาปาดคอได้อย่างไร อย่างไรก็ตามถ้าเป็นแบบนั้นก็วุ่นวายแน่ ทุกอย่างจะพังหมด เศรษฐกิจ ความปรองดองที่คสช.พยายามจะทำ จะวนไปสู่เหตุการณ์ก่อนปฏิวัติ และซ้ำรอยปฏิวัติ 2549 ที่ไม่ช่วยแก้ปัญหาแต่ซ้ำเติมปัญหาให้หนักกว่าเดิม เพราะไม่ได้สร้างความเป็นธรรม แต่มุ่งไล่ล่าทำลายล้าง ขจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เลขาฯป.ป.ช. เผยยังไม่ชัดสนช.จะเชิญป.ป.ช.ร่วมชี้แจง
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้เรียกประชุมสนช.เพื่อพิจารณารับเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ว่า ถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าทางสนช.จะต้องให้ทางป.ป.ช.ส่งคณะผู้ร่วมรับผิดชอบสำนวนไปคอยชี้แจงหรือไม่อย่างไร เนื่องจากยังไม่มีการส่งหนังสือเชิญมาที่ป.ป.ช. ซึ่งหากมีการแจ้งมาทางสำนักงานป.ป.ช.ก็จะได้ดำเนินการเตรียมจัดทีมนักกฎหมายและผู้รับผิดชอบไปโดยตรง ทั้งนี้คงไม่เกี่ยวกับในส่วนของคณะกรรมการป.ป.ช.แต่อย่างใด
นายสรรเสริญ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเช่นเดียวกันกรณีที่จะมีการประชุมสนช. เพื่อพิจารณาเรื่องถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในโครงการจำนำข้าวตามสำนวนที่ป.ป.ช.ส่งมาให้สนช.พิจารณาในวันที่ 12 พ.ย.นั้น ทางสนช.ก็ยังไม่ได้มีหนังสือเชิญมาถึงสำนักงานป.ป.ช.แต่อย่างใด นายสรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับกรณีประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช. กับ อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ของสำนวนคดีอาญากรณีกล่าวหาน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ละเลย เพิกเฉย ไม่ระงับการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ว่า ได้มีการนัดประชุมคณะทำงานร่วมฯ ในวันศุกร์ที่ 7 พ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานป.ป.ช. สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี โดยในการประชุมดังกล่าวต้องพูดคุยกันให้ได้ข้อยุติว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เมื่อประชุมมีผลอย่างไรแล้วทั้งป.ป.ช. และอสส. จะต้องนำมติที่ประชุมที่ได้นั้นกลับไปรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. และที่ประชุมของอัยการสูงสุด เพื่อขอมติยืนยันว่าแต่ละหน่วยงานจะมีความเห็นในการจะส่งฟ้องเองหรือไม่ เช่น หากอสส.มีมติว่าไม่ส่งฟ้อง ป.ป.ช.ก็ต้องส่งฟ้องเอง
"วิษณุ"เผยครม.นัดเคาะ5อรหันต์ยกร่างรธน. 3พ.ย.นี้
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยหรือคัดเลือกว่าบุคคลใดเป็นผู้ที่มีความเหมาะสม ซึ่งจะมีการนำประเด็นนี้มาพูดคุยกันในวันที่ 3 พฤศจิกายน และยังไม่แน่ใจว่าจะได้ข้อสรุปเลยหรือไม่ แต่ก็จะไม่เกินวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ เพราะต้องนำรายชื่อเข้าที่ประชุมครม.ก่อนจะแจ้งให้ทราบต่อไป
ทั้งนี้ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ครั้งแรก ซึ่งจะครบ 15 วัน ในวันที่ 4 พ.ย. นี้
นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับบุคคลที่ได้รับเลือกเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สปช. นั้น ตนเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำงานได้ดี ส่วนรูปร่างหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาเป็นเช่นใดนั้น ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป ต้องรอให้กรรมาธิการยกร่างฯ เริ่มมีการประชุม มานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบประนีประนอม รวมทั้งต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย เพราะรัฐธรรมนูญจะมาเขียนแบบตามใจใครไม่ได้ คงต้องรออีกสักระยะหลังจากที่ได้มีการประชุมกันแล้วจะได้เริ่มรู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาเป็นอย่างไร
ส่วนกรณีกระแสข่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการวางกรอบมาไว้ล่วงหน้าแล้ว นายวิษณุกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง คนก็มักจะพูดหรือติเตียนกันก่อนล่วงหน้า แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีการวางกรอบแต่อย่างใด อีกทั้งเชื่อว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องในการร่างรัฐธรรมนูญต่างเอาชื่อเสียงเป็นเดิมพันในการทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ
“ปนัดดา"โพสเฟซบุ๊กย้ำไม่เอี่ยวไมค์แพง
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า วันนี้ (1พ.ย.ที่ผ่านมา) ป.ป.ท.แถลงเรื่องความไม่เกี่ยวข้องของกระผมและ สปน. กับเรื่องไมค์และระบบเครื่องเสียงของห้องประชุมฯ ที่ทำเนียบฯ โดยที่กระผมได้เคยเรียนเพื่อนๆ ทุกท่านตลอดจนพี่น้องสื่อมวลชนหลายท่านไปแล้วถึงระบบบริหารราชการที่นี่มีลักษณะเฉพาะที่ มีความแตกต่างจากหลายๆ กระทรวง ที่เรียกว่าระเบียบบริหารจัดการของแต่ละส่วนราชการ แต่ได้มีผู้ไม่ปรารถนาดีให้ร้ายแก่กระผมอย่างปราศจากเหตุผล ว่ากล่าวถึงบรรพบุรุษของกระผม ซึ่งหากคุณพ่อและคุณแม่ของกระผมยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะบอกกับกระผมว่า "อย่าไปถือโทษโกรธใครเลย จงรู้จักการให้อภัยที่ถือเป็นลาภอันประเสริฐสุด ไม่มีผู้ใดที่ดีเลิศครบถ้วนแม้ตัวเราเอง”
ในวันนี้ นอกจากครอบครัวของกระผมแล้ว ดวงวิญญาณคุณพ่อคุณแม่ของกระผมคงจะมีความสุขอยู่ในสัมปรายภพและเป็นกำลังใจแก่กระผมและครอบครัวในการดำรงรักษาวังวรดิศ ณ ถนนหลานหลวง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย อันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จปู่ของพ่อ ให้เป็นมรดกทางการศึกษา การปกครอง การทหาร และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของประเทศชาติสืบไป กระผมขอกราบขอบพระคุณทุกท่านผู้มีความปรารถนาดีแก่กระผมและครอบครัวเป็นอย่างยิ่งตลอดมา
วิปสนช.เตรียมถกคุณสมบัติ"เมธี"
น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการสนช (วิปสนช.) กล่าวถึงกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. จะนำเรื่องที่นายดิเรก อิงคนันท์ประธานศาลฎีกา ทำหนังสือระบุมีกลุ่มทนายความทักท้วงการแต่งตั้งนายเมธี ครองแก้วเป็นกรรมการตุลาการ (ก.ต.)ผู้ทรงคุณวุฒิ เนื่องจากมีกรณีถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีอาญาในศาลหลายคดี เข้าหารือในที่ประชุมสนช. ว่า ที่ประชุมวิปสนช.จะนำเรื่องดังกล่าวมาหารือกันในวันที่ 4 พ.ย. คงต้องดูก่อนว่าเรื่องการทักท้วงการแต่งตั้งนายเมธีเป็นเรื่องเก่าหรือเรื่องใหม่ หากเป็นเรื่องเก่า ก็คงไม่มีปัญหาอะไรเพราะในช่วงที่กรรมาธิการเพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรเป็นกรรมการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีนายกล้านรงค์ จันทิก สนช.เป็นประธานกรรมาธิการฯ ก็เคยเรียกนายเมธีมาซักถามเรื่องที่ถูกร้องเรียน ซึ่งนายเมธีก็ชี้แจงได้เคลียร์ จนได้รับเลือกเป็นกต.ผู้ทรงคุณวุฒิ ขณะเดียวกันตามระเบียบของกต.ยังระบุว่า การขัดคุณสมบัติกต.ผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นคดีที่ถึงที่สุด มีการตัดสินลงโทษแล้ว แต่ขณะนี้เรื่องแค่อยู่ในชั้นศาล ยังไม่ถือว่าขัดคุณสมบัติอะไร จึงไม่น่าจะมีปัญหาถึงขั้นทบทวนรายชื่อใหม่
น.พ.เจตน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามที่ประชุมวิปสนช.ขอดูหนังสือที่ร้องเรียนนายเมธีก่อนว่า เป็นประเด็นเก่าหรือประเด็นใหม่ เท่าที่ดูคิดว่า เป็นเรื่องเก่าที่นายเมธีเคยชี้แจงมาแล้วในชั้นกรรมาธิการฯ แต่หากเป็นเรื่องใหม่ วิปสนช.ต้องพูดคุยหาทางออกว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แม้เรื่องจะพ้นจากสนช.ไปแล้ว แต่คิดว่า ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเช่นกัน เพราะระเบียบกต.ระบุว่า การขัดคุณสมบัติต้องเป็นคดีถึงที่สุด แต่กรณีนายเมธีนั้น คดียังไม่ถึงที่สุด แต่อย่างน้อยวิปสนช.คงต้องพูดคุยกันไว้ก่อน เพราะคนที่จะเข้าไปเป็นก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิควรไม่มีมลทิน ไม่มีตำหนิเกี่ยวกับเรื่องความยุติธรรม
มท.สรุป4 เดือนศูนย์ดำรงธรรม ปชช.แห่ร้องทุกข์กว่า2แสนคน
รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานตรวจเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้สรุปรายงานผลการดำเนินงานศูนย์ดำรงธรรม ตั้งแต่ 18 ก.ค. 2557 ได้มีประชาชนเข้ารับบริการ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 220,662 เรื่อง แยกตามประเภทการให้บริการ เป็นเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ 26,844 เรื่อง ได้มีการบริการแล้วเสร็จ 154,458 เรื่อง ตามด้วยเรื่องของการบริการการข้อมูลข่าวสาร 20,875 เรื่อง บริการแล้วเสร็จ 20,759 เรื่อง
เรื่องบริการให้คำปรึกษา 8,563 เรื่อง แล้วเสร็จ 8,563 เรื่อง โดยมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วออกเดินทางไปรับเรื่อง 1,071 เรื่อง แล้วเสร็จ 774 เรื่อง ขณะที่เรื่องของหนี้นอกระบบ 1,227 เรื่อง แล้วเสร็จ 934 เรื่อง สรุปจำนวนทุกเรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 199,765 เรื่อง
อย่างไรก็ตามหากแบ่งตามภาครวมทุกเรื่องราวที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดที่ให้บริการประชาชน จะมีผลของผู้มาใช้บริการทุกเรื่องแบ่งเป็นภูมิภาคมีผลรวม ดังนี้ ภาคกลาง 73,783 เรื่อง ภาคเหนือ 55,718 เรื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21,735 เรื่อง และภาคใต้ 3,222 เรื่อง



