
นาโนไฟแนนซ์ล้างหนี้หรือขายฝัน?
02 พ.ย. 2557
นาโนไฟแนนซ์ ล้างหนี้หรือขายฝัน? : บายไลน์...ทีมข่าวรายงานพิเศษ
“ขณะนี้รัฐบาลโดยฝ่ายเศรษฐกิจกำลังเร่งพิจารณารายละเอียดในการจัดตั้ง “นาโนไฟแนนซ์” ซึ่งก็ต้องพิจารณากันว่าจะได้ผล หรือไม่ได้ผลอย่างไร โดยโครงการนี้จะเป็นแหล่งเงินทุนให้ประชาชนอีกทางหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยถูกกว่าการกู้ยืมนอกระบบมาก"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อคืนวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา ประโยคนี้ทำให้ลูกหนี้หลายล้านคนในประเทศไทยฝันหวาน หวังล้างเคราะห์ปลดเจ้าหนี้ลืมตาอ้าปากได้สักที...
มีการประเมินว่า คนไทยเป็นหนี้นอกระบบอย่างต่ำ 1.5 ล้านราย มูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท และถ้าพิจารณาจากผลสำรวจของ "ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ" ม.หอการค้าไทย ที่ไปสอบถามกลุ่มตัวอย่าง 1,200 ตัวอย่าง พบว่า คนไทยเฉลี่ยเป็นหนี้ครอบครัวละ 2.2 แสนบาท ต้องผ่อนชำระประมาณเดือนละ 1.3 หมื่นบาท เป็นหนี้ในระบบ 51% ไปกู้กับเจ้าหนี้นอกระบบ 49%
หมายถึงเฉพาะหนี้นอกระบบต้องผ่อนจ่ายไม่ต่ำกว่า 8,000 บาทต่อเดือน...ประเมินจากดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบทั่วไปร้อยละ 20-30 ต่อเดือนนั้น เงิน 8,000 บาทคงได้แค่จ่ายดอกเบี้ยเท่านั้น ไม่ได้ลดส่วนเงินต้นแต่อย่างใด
ที่สำคัญกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 83 ยอมรับว่าเบี้ยวหนี้ หรือไม่มีเงินไปจ่ายดอกเบี้ย มีเพียงร้อยละ 17 ตอบว่าไม่เคยมีปัญหาหนี้ค้าง สามารถจ่ายครบทุกครั้ง !?!
นโยบาย "นาโนไฟแนนซ์" อาจเป็นหนึ่งในช่องทางแห่งความหวัง ช่วยพวกเขาปลดเปลื้องหนี้สิน เพราะทุกวันนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยนอกระบบที่คิดสูงถึงร้อยละ 20-30 ต่อเดือน คิดเป็นปีละ 300 กว่าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบส่วนใหญ่ไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า โครงการนาโนไฟแนนซ์ หรือ "บริษัทสินเชื่อรายย่อย (บย.)" ผู้รับผิดชอบหลักคือกระทรวงการคลัง แนวทางเบื้องต้นที่กำหนดไว้ คือ 1.ให้สินเชื่อหรือเงินยืมเพื่อธุรกิจหรือการประกอบอาชีพ ไม่ใช่เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 2.เปิดให้บริษัทเอกชนทั่วไปที่มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาทขึ้นไป มาขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจนี้โดยเฉพาะ 2 บริษัทที่ได้รับการจดทะเบียนได้รับโควตาดูแลพื้นที่เพียงจังหวัดเดียวเท่านั้น จะปล่อยกู้ข้ามจังหวัดไม่ได้
3.กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ประมาณร้อยละ 32-36 ต่อปี หรือร้อยละ 3 ต่อเดือน 4.ปล่อยกู้ให้คนละไม่เกิน 1-1.2 แสนบาท โดยบริษัทเอกชนเหล่านี้ห้ามระดมเงินฝาก ต้องปล่อยกู้โดยใช้เงินตัวเองเท่านั้น แต่อาจมีสิทธิพิเศษด้านภาษี เช่น นำรายได้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจเพียงครึ่งหนึ่งมายื่นแสดงชำระภาษี
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการตั้ง "คณะกรรมการระดับจังหวัด" ขึ้นมาดูแล ประกอบด้วย คลังจังหวัด ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรมสรรพากร ฯลฯ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบด้วย และต้องทำรายงานสถานะการประกอบกิจการให้คณะกรรมการตรวจสอบทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี โดยมีเป้าหมายให้เงินถึงมือลูกหนี้ระดับชุมชนหรือรากหญ้าปีละแสนล้านบาท
เจ้าหน้าที่ส่วนป้องปรามการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง อธิบายเพิ่มเติมว่า ลูกหนี้ต้องแสดงข้อมูลหรือหลักฐานให้ชัดเจนว่า จะมากู้เงินโครงการนาโนไฟแนนซ์เพื่อประกอบอาชีพ เช่น ทำแผงลอยใหม่ เปิดร้านค้าย่อย หรือนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการเดิม เพราะสุดท้ายต้องพิสูจน์ได้ว่าเงินที่กู้ไปนั้นไม่ได้เอาไปทำผิดวัตถุประสงค์ รวมถึงต้องมีความสามารถชำระหนี้ ไม่กลายเป็นหนี้สูญภายหลัง
"การตัดสินใจให้กู้หรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัทที่มาขอขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง ถ้าหากเขาพิจารณาแล้วว่าไม่มีความสามารถในการจ่ายเงินคืน ก็อาจไม่ให้กู้เงินก็ได้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการประชุม ยังไม่ได้ตัดสินข้อกำหนดที่แน่นอน" เจ้าหน้าที่ สศค. กล่าว
รศ.วันชัย มีชาติ หัวหน้าทีมสำรวจและวิจัยปัญหาหนี้นอกระบบในสังคมไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ประเมินว่าจำนวนคนไทยเป็นหนี้นอกระบบน่าจะไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านราย แบ่งเป็นกลุ่มยืมเงินเพราะมีเรื่องเดือดร้อนจำเป็น เช่น เอาไปจ่ายค่ารักษาพ่อแม่ป่วย ค่าฟอกไต ค่าผ่าตัด ฯลฯ หรือเพื่อเงินหมุนในการค้าขาย และกลุ่มที่ยืมไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ
"ถ้าเป็นกลุ่มแรกที่ยืมเงินเพราะความจำเป็นจริงๆ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงินต้นไปใช้หนี้ เพราะใช้เงินก้อนหมดไปแล้ว แต่ละเดือนรายได้ก็ไม่พอรายจ่าย รัฐบาลน่าจะหาวิธีแปลงหนี้ให้กลายเป็นทุน หรือยกหนี้ให้อย่างเป็นระบบ ไม่แน่ใจว่านาโนไฟแนนซ์จะช่วยลูกหนี้ที่มีเงินต้นบวกค่าดอกเบี้ยที่ซ้ำซ้อนหลายปีหรือไม่ ส่วนกลุ่มยืมไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ไม่ควรเข้าไปยุ่ง ต้องปล่อยทิ้งเลย เพราะจะเป็นหนี้ซ้ำซ้อนไปเรื่อยๆ หากไม่แยกกลุ่มลูกหนี้ให้ชัดเจนนาโนไฟแนนซ์คงเป็นแค่นโยบายขายฝัน ไม่ได้ช่วยล้างหนี้จริง" รศ.วันชัย แสดงความคิดเห็น
ด้าน ชูชาติ บุญยงยศ ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มองว่า ดอกเบี้ยของนาโนไฟแนนซ์ที่กำหนดไว้สูงถึงร้อยละ 36 ต่อปีนั้น เป็นการเอาเปรียบลูกหนี้มากเกินไป เพราะกฎหมายกำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 15 เท่านั้น แต่ถือเป็นการเปิดทางเลือกใหม่ คงต้องรอดูว่าจะได้ผลหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลทุกยุคสมัยพยายามเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ แต่สุดท้ายเจ้าหนี้นอกระบบก็ชนะ มีอิทธิพลครอบคลุมทุกพื้นที่ ไม่สามารถกำจัดได้หมดสิ้น
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าปี 2557 จำนวนครัวเรือนในประเทศไทยมีทั้งหมด 22 ล้านครัวเรือน ส่วนใหญ่มีเงินออมไม่เกิน 1 แสนบาท มี 8 ล้านครัวเรือนหรือ 1ใน 3 รายได้ไม่พอรายจ่าย เป็นเงินกู้นอกระบบสูงถึงครอบครัวละ 6 แสนถึง 1.5 ล้านบาท นั่นคือเหตุผลที่
"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" พยายามพูดเรื่องคืนความสุขให้คนทั้งชาติ ด้วยคำพูดซ้ำๆ ว่า จะช่วยหาวิธีปลดหนี้นอกระบบให้ แต่จะเป็นเพียงคำพูดขายฝันหรือไม่ ถ้าทำได้จริงคนไทยมีความสุขแน่ๆ...



