ข่าว

'นายกฯ'รับปฏิรูปสุดหิน!

'นายกฯ'รับปฏิรูปสุดหิน!

31 ต.ค. 2557

'บิ๊กตู่' ยอมรับปฏิรูปยาก แฉคนบางกลุ่มจ้องรักษาผลประโยชน์ตัวเอง วอน สปช.อดทนทำเพื่อชาติ สรุปผลเดินทางเยือนกัมพูชา ตั้งเขตศก.พิเศษ-จุดผ่านแดนถาวร ขจัดค้ามนุษย์

 
                             31 ต.ค. 57  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยชี้แจงตอนหนึ่งถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศ ว่า ในเรื่องของการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ต้องขอบคุณประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสมาชิก สปช.ทุกท่าน ได้เห็นความตั้งใจในการทำงานเพื่อประเทศไทย คนไทย คสช.และรัฐบาล ขอให้กำลังใจและขอให้นำเรื่องติชมมาเป็นแรงใจในการทำงาน 
 
                             "ผมรู้ว่าเป็นเรื่องที่ยากในการที่จะปฏิรูปประเทศในท่ามกลางความขัดแย้ง ยังคงมีบางคน บางพวก ยังมุ่งแต่จะรักษาผลประโยชน์ตนเอง ทั้งในวันนี้และในอนาคต ทุกท่านต้องช่วยกันอดทนนะครับ เรื่องที่ดีๆ มีอยู่หลายอย่าง เรียนอีกครั้งว่า การทำงานของรัฐบาลขณะนี้ก็คือการปฏิรูป อย่างหนึ่งก็คือในระยะสั้น เฉพาะหน้า ต้องสอดคล้องกับหลัง 1 ปีไปแล้ว และทำต่อในรัฐบาลต่อๆ ไป นั่นคือความต่อเนื่อง รัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องมียุทธศาสตร์และนโยบายของประเทศระยะยาว มิฉะนั้นก็จะเกิดการขัดแย้งกันไปมา ต้องเริ่มต้นกันใหม่มาตลอด ประกอบกับการทุจริตผิดกฎหมาย ไม่โปร่งใสทุกขั้นตอน ซึ่งเรื่องเหล่านี้เรากำลังนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม" นายกรัฐมนตรีระบุ
 
 
 
สวดคนจ้องทุจริตแอบอ้างรัฐ-คสช.
 
 
                             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ คสช.และรัฐบาลจะกำหนดมาตรการอะไรลงไปมีปัญหาหมด ปัญหาซ้ำซ้อน แล้วก็เดือดร้อน ยิ่งคิดใหม่ ยิ่งทำใหม่ ก็ต้องมาระแวงการทุจริตกันอีก ก็คาดโทษเอาไว้แล้วกัน ข้าราชการดีๆ เขาก็หวาดผวา ไม่กล้าทำอะไร กลัวจะถูกกล่าวหาว่าทุจริต แต่ท่านต้องมั่นใจ อะไรที่คิดว่าทำได้ ถูกต้อง ก็ทำไป เป็นไปตามนโยบาย ไม่ต้องกลัว แต่ก็ต้องพร้อมจะรับการตรวจสอบด้วย 
 
                             "ผู้ที่คอยทุจริตเหล่านั้น ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมยังมีข่าวจ้องจะทำความผิดตลอดเวลา นัดกันจะเป็นกลุ่มประโยชน์แอบอ้าง คสช. อ้างรัฐบาล อ้างความใกล้ชิดคนโน้นคนนี้มาตลอด สังคมต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ทำให้เห็นว่า การทุจริตเหล่านั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ไม่อย่างนั้นรัฐบาลก็จะทำอะไรไม่ได้อีก" นายกรัฐมนตรีกล่าว 
 
                             นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อีกประเด็นที่สำคัญก็คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเรานั้นค่อนข้างมีปัญหา เราจะต้องสร้างให้คนของเราอยู่ร่วมกันให้ได้อย่างสันติ ถ้าเรามัวแต่พูดถึงว่า คำว่าสิทธิเสรีภาพ หรือประชาธิปไตย จนไร้ขีดจำกัด จะรวมกันไม่ได้ คิดจะพูดอะไรก็ไม่ได้ ขัดแย้งกันทุกเรื่อง ทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าหากว่าเราทำไม่ได้ เราจะปฏิรูปกี่ครั้ง ตั้งสภาปฏิรูปกี่ครั้งก็ทำไม่ได้ แก้อะไรไม่ได้ ประชาธิปไตยไทยนั้น ถ้าสอนให้คนรู้จักแต่เพียงสิทธิเสรีภาพ ไม่คำนึงถึงหน้าที่ ไม่รู้จักผลประโยชน์แห่งชาติว่าอยู่ที่ไหน ก็ยังคงเป็นแบบนี้อยู่ต่อไป ตนต้องการใช้คำว่า พวกเราทุกคนก็ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับประเทศไทย ถ้ายังเป็นอย่างนั้นอยู่อีก
 
                             นายกรัฐมนตรีระบุอีกว่า ระบบการสอน การเรียนรู้ การให้แนวคิดในสังคมปัจจุบัน อยากให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องลองปรับเล็กน้อย อย่าสอนให้เสรีมากนัก คำว่าเสรีต้องมีขีดจำกัด อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ต้องรู้จักหน้าที่ ต้องรู้จักการให้เกียรติบุคคลอื่นบ้าง ไม่สอนให้คนไม่เคารพกฎหมาย ต่อให้เรามีกี่คณะ ทำงานออกมา กฎกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ทำออกมา สปช.ออกแบบออกมาว่า จะร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เพราะทุกคนจะรู้สึกว่าถูกบังคับ ไม่ยอม ก็เป็นอันตราย ประชาธิปไตยของโลกสากลเขายังต้องเคารพกฎหมาย ฉะนั้นเราน่าจะออกแบบให้เป็นประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับคนไทย สอนให้มีสติ จะคิด จะเชื่อ เพราะเราอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและความมีเหตุผล อย่าให้เขาใช้ความยากจน ความเหลื่อมล้ำมาเป็นเครื่องมือในทางด้านการเมืองอีกต่อไปเลย
 
 
 
สรุปผลเดินทางเยือนกัมพูชา
 
 
                             เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปวางพวงมาลา ณ วิมานเอกราช และเคารพพระสถูปพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ พระวรราชบิดาแห่งกัมพูชา ณ พระบรมมหาราชวัง เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกัมพูชา และเยี่ยมชม เออีซี บิสิเนส ซัพพอร์ต เซ็นเตอร์ ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ จากนั้นเวลา 12.00 น.นายกรัฐมนตรีรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชาและทีมประเทศไทย
 
                             พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์สรุปผลเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม ว่า การเยือนครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ไทย-กัมพูชา มีความใกล้ชิดต่อกันทางเขตแดน มีความขัดแย้งอยู่บ้าง แต่วันนี้ได้มีการพูดคุยกันว่า เราเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ต้องร่วมมือกันเพื่ออนาคตของทั้งสองประเทศและอาเซียน สำหรับประเด็นการหารือไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องความมั่นคงหรือเขตแดน เนื่องจากเราจะไม่ให้เส้นเขตแดนเป็นปัญหา เราจะเดินหน้าอาเซียนอย่างไรทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นถนน โครงสร้างพื้นฐาน มีการเซ็นเอ็มโอยูเครือข่ายทางรถไฟ อรัญประเทศ-ปอยเปต เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า 
 
 
 
ตั้งเขตศก.พิเศษ-จุดผ่านแดนถาวร
 
 
                             นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ได้เสนอให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ลักษณะคลัสเตอร์ เพื่อค้าขาย มีโรงงานผลิตขนาดเล็ก มีศูนย์รับซื้อสินค้าทางการเกษตรเพื่อให้เกิดเป็นเมืองชายแดน มีการปรับปรุงถนน เส้นทางระหว่างกัน มีการจัดศูนย์แรงงาน โดยนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเห็นชอบทุกประการ ซึ่งเป็นการป้องกันการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนไทย-กัมพูชา ข้ามกันไป-มาได้อย่างมีความสุข ด้านแรงงานทางกัมพูชาจะช่วยส่งทีมพิสูจน์สัญชาติ เพิ่มให้เป็น 15 ชุด จากเดิม 6 ชุด นอกจากนี้มีการหารือเกี่ยวกับการจัดประชุมระหว่างผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Annual Retreat) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนความสัมพันธ์ โดยให้มีอย่างน้อยปีละครั้ง เริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป  
 
                             นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ส่วนการขนส่ง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เปิดจุดผ่านแดนถาวร บ้านหนองเอียน-สตึงบท เพื่อบรรเทาความแออัดที่ปอยเปตและไทย มีการขอเพิ่มโควตารถบรรทุกจาก 40 คัน เป็น 500 คัน ซึ่งทางการกัมพูชาก็ตอบตกลง เรื่องจุดผ่านแดนทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะมีการยกระดับ 4 จุด ได้แก่ 1.ช่องอาเซะ จ.พระวิหาร-ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี 2.พนมได จ.พระตะบอง-บเานเขาดิน จ.สระแก้ว 3.บ้านทมอดา จ.โพธิสัต-บ้านท่าเส้น จ.ตราด และ 4.ช่องจุ๊บโกกี จ.อุดรมีชัย-ช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ นอกจากนี้กัมพูชาขอให้เราร่วมมือแก้ไขปัญหาภัยพิบัติทุกประเภท ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า เนื่องจากไทยมีประสบการณ์และมีความพร้อม
 
 
 
ไทยลงนามกัมพูชาขจัดการค้ามนุษย์
 
 
                             พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เรื่อง ความร่วมมือทวิภาคีว่าด้วยการขจัดการค้ามนุษย์และการคุ้มครองเหยื่อของการค้ามนุษย์ ร่วมกับ นายอิธ ซัมเฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและการฝึกอบรมวิชาชีพ ณ วิมานสันติภาพ สำนักนายกรัฐมนตรี ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน
 
                             พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาการค้ามนุษย์ทวีความรุนแรง และมีรูปแบบเปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องปรับแก้ไขบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เรื่องความร่วมมือทวิภาคีว่าด้วยการขจัดการค้ามนุษย์และการคุ้มครองเหยื่อของการค้ามนุษย์ให้สอดคล้องเหมาะสมและเท่าทันสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยการแก้ไขดังกล่าวส่งผลกระทบด้านดีต่อประเทศไทย คือ เป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และประเทศกัมพูชา เป็นการส่งเสริมความมั่นคงด้านทรัพยากรมนุษย์ของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ยังส่งเสริมกลไกความร่วมมือทวิภาคีต่อการขจัดการค้ามนุษย์อย่างเป็นทางการ โดยมีกรอบบันทึกความเข้าใจฯ รองรับ อีกทั้งเป็นการป้องกันการเคลื่อนย้ายของแรงงานที่อาจถูกหลอกมาเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และเป็นกรอบความร่วมมือในการขจัดการค้ามนุษย์ของทั้งสองประเทศ เพื่อการปฏิบัติงานในด้านการป้องกันช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น