
แก้สลากแพงเหลวรัฐถึงทางตันแก้ก.ม.-ยกเครื่องทั้งระบบ
แก้สลากแพงเหลวรัฐถึงทางตันแก้ก.ม.-ยกเครื่องทั้งระบบ : ทีมข่าวเศรษฐกิจรายงาน
การแก้ไขปัญหาการขายสลากกินแบ่ง หรือ ลอตเตอรี่ เกินราคา เป็นสิ่งที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลพยายามดำเนินการมาโดยตลอด และพยายามงัดหลายๆ มาตรการมาช่วยแก้ปัญหา ทั้งการพิมพ์สลากเพิ่ม หรือล่าสุดการตรวจและคุมเข้มแผงผู้ค้ารายย่อย รวมไปถึงการรื้อโควตาใหม่เพื่อให้สลากขายในราคาไม่เกินฉบับละ 90 บาท แต่ประธานกรรมการ (บอร์ด) สลาก เองก็ยอมรับว่า การแก้ปัญหาล้มเหลว
ดังนั้น หนทางสุดท้ายจึงมองไปที่เรื่องของการแก้ไขตั้งแต่จุดเริ่มต้นนั่นคือ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งที่ใช้มานานตั้งแต่ปี 2517 เพื่อเปิดทางให้สามารถปฏิรูปสลากได้ทั้งระบบ และเริ่มมีการหยิบยกประเด็นต่างๆ มาถกเถียงกัน เพื่อหาข้อสรุปให้ได้ในปี 2557
จากปัญหาดังกล่าว นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวในการจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2517 ว่า ต้องการระดมความคิดเห็นของหลายๆ ฝ่ายมาประมวลเป็นการแก้กฎหมายที่มีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย คาดสรุปได้ภายในเดือนธันวาคม 2557 เพื่อเสนอกระทรวงการคลัง คณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางสุดท้ายในการแก้ไขปัญหาสลากได้ทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมายอมรับว่าการทำงานยังล้มเหลว แต่รัฐบาลก็มีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาให้ได้ในอนาคต
สำนักงานสลากฯ ได้ศึกษาร่างกฎหมายไว้ 2 ฉบับ จึงต้องนำมาเปรียบเทียบกันและรับฟังความเห็นของส่วนต่างๆ โดยในร่างใหม่ได้เปิดทางให้ออกรางวัลรูปแบบใหม่ๆ เพิ่มเติมได้ รวมทั้งการเปิดทางให้มีหวยออนไลน์ในอนาคต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนรายได้นำส่งเข้ารัฐ ค่าบริหารจัดการ เงินรางวัล แนวทางการตั้งกองทุนขึ้นมารับซื้อสลากที่ขายไม่หมด"
นอกจากนี้ ต้องพิจารณาถึงการปรับเพิ่มราคาสลากให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน และการเปิดทางให้โรงพิมพ์ของสำนักงานสลากฯ สามารถรับงานพิมพ์เพิ่มเติมเพื่อหารายได้เข้าสำนักงานได้ด้วย รวมไปถึงการกำหนดแนวทางควบคุมดูแลให้รายย่อย คนพิการ ผู้มีอาชีพขายสลากตัวจริง ให้ได้รับโควตาอย่างเป็นธรรมทั่วถึง โดยที่สำนักงานสลากฯ เองก็ต้องทำงานอย่างโปร่งใสไม่เป็นที่กังขาของสังคมด้วย
ด้านนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานกรรมาธิการการเงินการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า การซื้อสลากกินแบ่งเป็นเกมการพนันหรือไม่ อยู่ที่มุมมองของคนในสังคม โดยจากสำรวจข้อมูลล่าสุดพบว่าคนที่มีรายได้มากมีการศึกษาดีมองว่าสลากเป็นการพนัน แต่คนส่วนใหญ่ที่ซื้อสลากและมีรายได้น้อยมองว่าเป็นการเสี่ยงโชค อีกทั้งที่ผ่านมามีการยึดติดกับ พ.ร.บ.การพนันมากว่า 80 ปี น่าจะถึงเวลาทบทวนใหม่ปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
ส่วนปัญหาสลากแพงขณะนี้เทียบกับ 40 ปีก่อนต่างกัน ซึ่งการให้เปอร์เซ็นต์กับผู้ขายขณะนี้ต้องยอมรับว่าไม่เพียงพอในการดำรงชีพ การจัดสรรให้รายย่อยเพียง 4-5 เล่ม หากขายเองได้ส่วนต่างไม่คุ้มจึงต้องนำไปขายต่อให้เอเย่นต์ ส่วนรายย่อยที่ไม่มีโควตาแต่อยากขายสลากก็ต้องไปซื้อต่อจากยี่ปั๊ว รวมถึงองค์กร สมาคมต่างๆ ที่รับมาก็ไม่ได้ขายเองจึงนำไปขายต่อให้ยี่ปั๊ว ที่สำคัญการซื้อสลากต้องซื้อด้วยเงินสด จึงเป็นข้อจำกัดให้ผู้มีเงินทุนน้อยไม่สามารถซื้อได้และเป็นที่มาของปัญหาการรวมเล่มการผูกขาดของยี่ปั๊ว
นายสังศิต กล่าวว่า ในอาเซียนมีสลากขายหลากหลายชนิด การที่ไทยมีสินค้าตัวเดียวจึงไม่มีทางทำให้ราคาปรับลดลงมาได้ และจากการสำรวจพฤติกรรมผู้ซื้อสลากไม่เคยมีใครตั้งใจซื้อสลาก 6 ตัว อย่างดีก็ซื้อ 3 ตัวและ 2 ตัว มากที่สุดคนที่ถูกรางวัลที่หนึ่งมักจะฟลุกมากกว่า จึงทำให้หวยใต้ดินมาตอบโจทย์ตรงนี้ และทำให้วงเงินของหวยใต้ดินสะพัดมากถึง 4-5 แสนล้านบาทต่อปี และมีกำไรตกอยู่ที่เจ้ามือ 4-5 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเงินนำส่งเข้ารัฐประมาณปีละ 1.6 หมื่นล้านบาท
“การแก้ไข พ.ร.บ.สลากฯ จึงควรคำนึงให้สามารถแข่งขันกับหวยใต้ดินได้ด้วย ในต่างประเทศไม่เน้นปราบหวยใต้ดิน แต่เน้นออกสินค้ามาแข่งขันมากกว่า รวมทั้งสัดส่วนเงินรางวัล 60% และเงินนำส่งเข้ารัฐ 28% ค่าบริหารจัดการ 12% ควรลดลงเหลือเงินนำส่งรัฐ 0% หรืออย่างมากแค่ 5% และเอาไปเพิ่มในส่วนของเงินรางวัลแทนเป็น 70-75% เน้นเพิ่มในส่วนของรางวัลเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวแทน และที่เหลืออีก 15-25% เป็นค่าบริหารจัดการเพื่อให้ผู้ค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นและเพียงพอในการดำรงชีวิต ส่วนเงินที่เหลือควรนำไปตั้งเป็นกองทุนรับซื้อคืนสลากที่เหลือเพื่อลดต้นทุนให้ผู้จัดจำหน่าย” นายสังศิตกล่าว
สำหรับระบบการขยายสลากมองว่า สำนักงานสลากฯ ควรจะเปิดขึ้นทะเบียนให้ผู้ค้ารายย่อยที่ยึดเป็นอาชีพหลักอย่างเป็นระบบอีกครั้ง และอีกแนวทางหนึ่งควรจะเปิดประมูลให้คัดเลือกเอกชนอย่างโปร่งใส 2-3 รายให้มารับไปขายในราคาที่กำหนด นอกจากนี้ มองว่าการขายผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติในราคา 40 บาทเท่ากับหน้าสลาก โดยให้ผู้ค้ารายย่อยเข้ามาเป็นเจ้าของเครื่องได้น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด
ขณะที่ นายธนากร คมกริช ตัวแทนจากคณะกรรมาธิการวิสามัญในการศึกษาปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาล สนช. มองว่า สลากไม่ได้เป็นตัวทำร้ายสังคมเหมือนการพนันอื่นๆ แต่ก็ไม่ควรจะมีมากเกินไป ทั้งในแง่ปริมาณ ความถี่ในการออก จำนวนชนิดและควรจำกัดการเข้าถึง ไม่ให้ซื้อได้ง่ายเกินไป หรือมีการกระตุ้นให้ซื้อ และควรจำกัดอายุการซื้อด้วย
“จากข้อมูลพบว่า ในประเทศที่เป็นสากลไม่ได้นำรายได้จากการขายสลากเข้ารัฐมากนัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% เน้นนำเงินไปตั้งกองทุนเพื่อสังคมมากกว่า ดังนั้น เมื่อจะปฏิรูปสลากก็อยากเห็นไทยเดินตามแนวทางนี้ ทั้งการเปลี่ยนเป้าหมายสำนักงานสลากฯ จากองค์กรเพื่อการหารายได้เข้ารัฐเป็นกิจการเพื่อสังคม และปรับลดเงินเข้ารัฐ 21% เหลือ 10% ในรูปของภาษี ที่เหลือประมาณ 15% ควรนำไปใช้ทางด้านสังคม โดยจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อบริหารเงินดังกล่าวมอบให้กองทุนเพื่อสังคมด้านต่างๆ ที่มีอยู่แล้วทั้งการศึกษา สาธารณสุข กีฬา รวมไปถึงการดูแลสวัสดิการของผู้ค้ารายย่อย" นายธนากรกล่าว
ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองสลาก ควรปรับให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยเห็นว่าควรตั้งเป็นกองทุนรับซื้อคืนสลากและมีการทำงานหลายฝ่าย ทั้งด้านบริหารจัดการ ฝ่ายตรวจสอบและฝ่ายดูแลการจัดสรรเงินทุน เพื่อให้ถ่วงดุลอำนาจกัน ไม่ใช่มอบให้บอร์ดสลากดูแลเพียงอย่างเดียว และการแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องเน้นไปที่การเพิ่มสินค้าให้มากขึ้น แต่ควรเน้นแก้ไขที่โครงสร้างการทำงานของสลากมากกว่า
ด้าน นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตคณะทำงานในคณะกรรมาธิการเงินการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การจำหน่ายสลากเกินราคา มักมีคำถามว่าผลประโยชน์ตกอยู่กับใคร กองสลากมีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่ ทางคณะกรรมาธิการมีความเห็นว่ากองสลากควรมีสินค้าใหม่ๆ ออกมาและเงินรางวัลควรนำไปใช้ด้านสังคมให้มากขึ้น ทางคณะกรรมาธิการจึงเสนอแก้กฎหมายไปในแนวทางนี้ แต่ที่ผ่านมากฎหมายไม่ผ่าน จึงต้องรอความเห็นจากหลายๆ ฝ่ายและผลักดันโดย สนช.ต่อไป
“การแก้ปัญหาหวยใต้ดินทำได้ยาก เราคงต้องยอมรับความจริงว่าหวยใต้ดินฝังรากลึกมากในสังคมไทย แต่แทนที่จะปล่อยให้ประชาชนไปซื้อหวยใต้ดินก็ให้กองสลากทำสลากประเภทอื่นได้ และนำเงินที่ได้มาจัดสรรให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมดีกว่า ทั้งหวยขูด ลอตโต้หรืออื่นๆ จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องและรัฐบาลตัดสินใจเรื่องนี้ให้เด็ดขาด” นายคำนวณระบุ
ส่วน นางญาใจ พัฒนสุขวสันต์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการร่วมการงานระหว่างภาครัฐและเอกชน กล่าวว่า ในแต่ละปีสำนักงานสลากนำส่งรายได้เข้ารัฐจำนวนมากเป็นอันดับสามของรัฐวิสาหกิจ และเคยเป็นเบอร์หนึ่งคิดเป็นเม็ดเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท และยังมีเงินที่ไม่ขึ้นรางวัลอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งวิธีการเขียนกฎหมายที่ผ่านมาค่อนข้างซ้ำซ้อน และวัตถุประสงค์ของการมีสลากเพื่อหารายได้เข้ารัฐ อย่างไรก็ตาม หากจะปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรเงินรางวัล และการนำส่งเงินเข้ารัฐ รวมทั้งการบริหารจัดการ ก็ต้องดูความเหมาะสมด้วย โดยการใช้เงินต้องมีความชัดเจนว่าใช้เพื่อสังคมด้านใดบ้าง ส่วนรูปแบบของสลากในต่างประเทศมีหลากหลาย ไม่ใช่แบบเดียวอย่างของไทย วิธีการซื้อก็ไม่แพงใช้เครื่องจำหน่ายและหยอดเหรียญ
................................
(หมายเหตุ : ‘แก้สลากแพงเหลว’รัฐถึงทางตันแก้ก.ม.-ยกเครื่องทั้งระบบ : ทีมข่าวเศรษฐกิจรายงาน)



