
ปฏิรูปหรือปะติดปะต่อในรูปเดิม?
ปฏิรูปหรือปะติดปะต่อในรูปเดิม? : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
วันก่อนไปคุยกับเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง คุยกันมาหลายเรื่อง แล้วมาจบลงด้วยเรื่องการศึกษา เขาไม่เชื่อว่าคนหัวสมองดีจะเป็นคนที่เรียนเก่งเสมอไป แต่การเรียนเก่งน่าจะอยู่ที่ใครจะมีใจสู้และทุ่มเทมากกว่ากัน โดยยกตัวอย่างสมัยที่เขาเรียนหนังสือ ตลอดทั้งปีอาจารย์จะใช้ตำราที่สอนอยู่ 4-5 เล่ม นักศึกษาทั่วไปก็จะเรียนตามที่อาจารย์สอนไปวันละบทสองบท แต่เขาคิดว่าถ้าเขาไม่ต้องรออ่านวันละบท แต่อ่านล่วงหน้าไปเลยทั้ง 4-5 เล่ม เขาก็จะมีความรู้เท่ากับที่อาจารย์สอนทั้งปี ภายในเวลาไม่กี่เดือน และเอาเวลาที่เหลือไปอ่านตำรับตำราเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ก็ทำให้เขามีความรู้เกินกว่าเพื่อนๆ และที่อาจารย์สอน
คำถามที่เกิดขึ้นในใจผมหลังจากฟังเพื่อนพูดแล้ว ก็คือทุกวันนี้การศึกษาในบ้านเรา ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นไปในลักษณะที่ครูอาจารย์ให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนหน้านั้นหรือบทนั้น แล้วลอกลงสมุด หรือสอนไปวันละบทสองบท แบบพายเรือตามน้ำไปเรื่อยๆ จนครบหนึ่งปี ถ้าถามว่าตำราหนึ่งเล่มจำเป็นต้องใช้เวลาเรียนถึงหนึ่งปีหรือไม่? ผมคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องใช้เวลามากมายขนาดนั้น และควรจะเอาเวลาไปเรียนอะไรที่มากขึ้นหรือสูงขึ้นกว่าที่เรียนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีสื่อหลายอย่างที่สามารถให้ความรู้ ความเข้าใจ แก่ผู้เรียนมากกว่าการท่องจำตำรา เช่น ภาพยนตร์สารคดีดีๆ และรายการความรู้ต่างๆ ของต่างประเทศ ทางโทรทัศน์บางช่องรวมทั้งข่าวหรือสกู๊ปที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อออนไลน์ เป็นต้น โดยครูอาจารย์ทำหน้าที่คอยเสริมหรือเพิ่มเติมเนื้อหาจากสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้จากสื่อเหล่านั้น ก็จะได้ความรู้ที่กว้างขวาง ลึกซึ้ง และทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ผมยังเห็นว่าการเรียนวิชาสามัญในการศึกษาภาคบังคับ เป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ แต่ควรจะใช้เวลานี้ในการส่งเสริมทักษะในสิ่งที่เด็กสนใจให้มากขึ้น เช่นอาจจะฝึกสอนเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องเครื่องยนต์กลไก เรื่องหุ่นยนต์ เรื่องจินตวิทยาศาสตร์ รวมทั้งปลูกฝังเรื่องศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม ดนตรี นาฏศิลป์ทั้งไทยและต่างประเทศ ให้แก่เด็กตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อเป็นพื้นฐานของชีวิตและรสนิยม กับสร้างความสามารถในการแข่งขันให้แก่เด็กไทยในเวทีโลกในอนาคต
สิ่งสำคัญประการหนึ่งของการศึกษา ก็คือต้องให้เด็กและผู้เรียนมีจุดหมายในการเรียน ไม่ใช่ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป
อย่างไร้ค่าในแต่ละปี การเรียนโดยมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน จะทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่น และการทุ่มเทเพื่อไปสู่จุดหมาย เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า ในประเทศที่ผู้เรียนมีเป้าหมายของการเรียนชัดเจนและแน่นอน ผู้เรียนก็จะตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเอาจริงเอาจัง มีวินัยต่อตัวเองและผู้อื่น ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ผิดกับในประเทศที่ผู้เรียนไม่มีเป้าหมายในชีวิตและการเรียนที่ชัดเจน ผู้เรียนก็จะใช้ชีวิตแบบเลื่อนลอย ไร้สาระ ขาดวินัย และนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น ยาเสพติด หมกมุ่นในการเล่นเกม การพนัน ปัญหาเรื่องเพศ ปัญหาการทะเลาะวิวาท เป็นต้น
ผมเชื่อว่าเด็กไทยมีสมอง สติ ปัญญา และความคิด ความสามารถ ไม่ด้อยกว่าเด็กชาติอื่น แต่ที่ผ่านมา ระบบการศึกษาของเราขังเด็กไว้ในกรอบแคบๆ ไม่เปิดโอกาสให้เด็กคิด หรือแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะความคิดและความสามารถซึ่งแตกต่างไปจากตำราเรียน-เราสอนในสิ่งที่เราอยากเห็น แต่เราไม่ได้สอนในสิ่งที่เด็กอยากจะเป็น...ดังนั้น เราจึงได้เด็กที่เป็นในสิ่งที่เราไม่อยากจะเห็น
ไหนๆ ก็จะปฏิรูปกันทั้งทีแล้ว ช่วยปฏิรูปการศึกษาแบบ “ปฏิรูป” จริงๆ สักทีเถอะครับ อย่าแค่ปะติดปะต่อในรูปเดิมอยู่เลย



