
1ปีมวลมหาประชาชนกับภารกิจที่ยังไม่สิ้นสุด
1ปีมวลมหาประชาชน กับภารกิจที่ยังไม่สิ้นสุด
ถ้าหากนับเวลาตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2556 จวบจนถึงวันรัฐประหาร 22 พฤษภาคม ปีนี้ การต่อสู้ของมวลมหาประชาชนได้กินเวลายาวนานถึงเกือบ 7 เดือน แม้ว่าการชุมนุมใหญ่ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมแบบมืดฟ้ามัวดิน จนคำประกาศของแกนนำในวันนั้น ดังว่า "วันมวลมหาประชาชน คนไทยใจเกินล้าน" ไม่ใช่คำโอ้อวดที่เกินเลย อย่างที่เคยชินกันมาสำหรับการ "นับจำนวน" ผู้เข้าร่วมบนท้องถนน คือวันเริ่มต้นของ "มวลมหาประชาชน" ที่แท้จริงก็ตาม
คงไม่มีใครพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำว่า หลังเสียง "นกหวีด" อันเป็นศาสตราวุธแห่งกองทัพอหิงสา ภายใต้การนำของ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่แผดก้องขึ้นข้างสถานีรถไฟสามเสนในยามเย็นย่ำวันที่ 31 ตุลาคม ปีที่แล้ว จะนำพาเหตุการณ์ไปไกลถึงขั้นผลักดันให้เกิดการปฏิรูปชาติบ้านเมืองขึ้นได้
หากแต่อย่างน้อยที่สุด การคว่ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย กดดันให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ยุบสภา และมาตรการชัตดาวน์กรุงเทพฯ อารยะขัดขืน จนเกิดภาวะรัฐบาลที่ล้มเหลว คือบทสำหรับในหน้าประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวไปสู่อนาคตของประเทศ สำหรับการออกก้าวเดินครั้งใหม่ไปพร้อมๆ กัน ภายใต้สัญญาประชาคม ปฏิรูป และสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นให้ได้
ร่วม 7 เดือนสำหรับการต่อสู้บนท้องถนน ที่ผู้คนนับล้านร่วมแสดงพลัง ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านฝน เคียงกันมาอย่างแนบแน่น และ 365 วันเต็มในช่วงรอบปีแห่งการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งอย่าง คือหมุดหมายของการเริ่มต้นครั้งใหม่ ที่แต่ละก้าวเดินล้วนมีความหมาย บ่งบอกถึง ที่สุดแห่งภารกิจมวลมหาประชาชน
“สำหรับการชุมนุมของกปปส. ต่อเนื่อง 7 เดือน ถือเป็นการสร้างโจทย์ที่ฝ่ายการเมืองต้องหาคำตอบให้ได้ว่าจะสร้างประชาธิปไตยที่มีความหมายมากกว่าการเลือกตั้งอย่างไร โดยเฉพาะการปรับความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐ ราชการ และประชาชน นอกจากนั้นในประเด็นความตื่นตัวทางการเมืองของมวลมหาประชาชน เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การเมืองในสภา หรือระบบเผด็จการรัฐสภา ต้องเจียมตัว เพราะเสียงข้างมากในสภาไม่ใช่เครื่องชี้ขาดหากขาดเหตุผล และความชอบธรรม"
สุริยะใส กตะศิลา แนวร่วมกปปส. ผู้พลิกผันสู่ภารกิจใหม่ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศ (สปท.) ตอกย้ำว่า บทเรียนการเคลื่อนไหวที่นักการเมือง นักเลือกตั้งต้องซึมซับก็คือ อำนาจไม่ใช่ความชอบธรรม แต่ความชอบธรรมต่างหากคืออำนาจ
กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของขบวนกปปส. หากแต่สิ่งที่พวกเขาทั้งหลายตั้งปณิธานไว้มั่นคงก็คือ การปฏิรูปประเทศ ซึ่งสุริยะใสมองว่า ดอกผลจากการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน ได้สร้างโจทย์ท้าทายสำหรับการปฏิรูปเอาไว้คือ 1.เราจะออกแบบประชาธิปไตย ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยได้อย่างไร 2.สำหรับพลังของประชาชนที่เอาการเอางาน และตื่นตัว แบบที่เรียกว่าเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของการเมืองภาคประชาชน จะขับเคลื่อนให้พลังนี้ มีส่วนร่วมกับการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ได้อย่างยั่งยืนอย่างไร และ 3.ไม่ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะใช้ข้ออ้างใดเข้ามาทำหน้าที่ แต่ต้องสำนึกไว้ว่า ปรากฏการณ์การตื่นตัวของประชาชนที่ไม่ใช่พวกความจำสั้นกับประวัติศาสตร์ทางการเมือง ได้สร้างบทเรียนและการเรียนรู้ให้แก่การเมืองไทย ดังนั้นรัฐบาลต้องไม่ทำสิ่งใดให้มวลมหาประชาชนผิดหวัง และหากรัฐบาลทรยศต่ออุดมการณ์ทางการเมืองตามที่ประชาชนเรียกร้องเขาอาจจะออกมาเคลื่อนไหวได้ต่อ
ขณะที่ แกนนำคนสำคัญของกปปส.อย่าง สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เห็นว่า ประชาชนได้ออกมาประกาศสิทธิการเป็นเจ้าของประเทศทางตรง จากเดิมที่คิดว่าการมีตัวแทนจะเข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้ แต่ประสบการณ์การต่อสู้ก็ชัดเจน ถ้าพบว่ารัฐบาลที่เลือกเข้าไปทรยศประชาชน ประชาชนก็จะลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาล ขณะเดียวกันเมื่อรัฐบาลใช้มาตรการแข็งกร้าวโดยการจัดตั้งมวลชนขึ้นมา ประชาชนก็จะไม่ยอมและจะลุกมาต่อสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะในการเมืองภาคประชาชน
สาทิตย์เผยด้วยว่า ขณะนี้การต่อสู้ของกปปส.จบลงไปแล้ว แต่ที่มีอยู่คือการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยขึ้นมา เพื่อดำเนินการภารกิจหลัก 4 เรื่อง 1.ติดตามเรื่องการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) 2.เดินหน้าทางวิชาการกับประชาชนเพื่อสนับสนุนแนวทางของสปช. 3.ให้ความรู้ภาคประชาชนเรื่องการปฏิรูปต่อไป เพราะเชื่อว่าใน 2 ปี ยังมีการปฏิรูปหลายด้านต้องใช้เวลาระยะยาว และ 4.ดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม
ในอีกมุมมองที่แตกต่างออกไป ถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส.อีกคนหนึ่งเห็นว่า การเรียนรู้ในเรื่องการต่อสู้อย่างอหิงสาถือว่าสำคัญ
"ประชาชนยังได้เรียนรู้เรื่องการระงับอารมณ์ ไม่ใช้อาวุธตอบโต้ ถึงแม้จะถูกกระทำครั้งแล้วครั้งเล่าจนมีผู้เสียชีวิต 23 คน บาดเจ็บหลายร้อยคน พวกเขาก็เรียนรู้ที่จะต่อสู้โดยอหิงสา ไม่ใช้ความรุนแรง สิ่งสำคัญคือ รู้จักวิธีการเจรจา เช่น การได้รับเชิญเข้าไปเจรจากับนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านั้น หรือได้รับเชิญจากผู้บัญชาการทหารบก ให้เข้าไปเจรจาเพื่อขอยุติปัญหากับรัฐบาล ทั้งหมดก็เป็นกระบวนการที่ประชาชนเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี
วิทยา แก้วภราดัย แกนนำ กปปส. บอกว่า การชุมนุมของ กปปส. ไม่เสียเปล่า เพราะประชาชนได้รับบทเรียนจากการต่อสู้ เป็นการเปิดช่องทางให้ได้รื้อระบบการเมืองทั้งหมด ถ้าประชาชนไม่ลุกขึ้นสู้ในวันนั้น เราก็จะเห็นระบอบทักษิณครองอำนาจประเทศอยู่ แต่วันนี้เมื่อปลอดโปร่งแล้วคนที่มารับภาระต่อ ต้องอย่าทำให้สูญเปล่า เราพร้อมให้กำลังใจ การชุมนุมของ กปปส. ต้องการจัดการระบบการเมืองที่เลวร้าย ดังนั้นการที่ทหารเข้ามาในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว ถือว่าเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว ไม่เช่นนั้นประชาชนก็มีมือเปล่าต่อสู้กับระบอบทักษิณ ประเทศก็ได้รับความเสียหาย
"ถึงวันนี้เราฝากความหวังว่า จะให้ปฏิรูปการเมืองทำการเมืองให้บริสุทธิ์ยุติธรรม เรามองการเมืองของระบบการเลือกตั้งที่เริ่มจากการซื้อเสียง ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้มีการปฏิรูปทั้งระบบและปฏิรูปประชาชนด้วยโดยทำควบคู่กันไป และจัดการอำนาจรัฐ ไม่สร้างอำนาจรัฐที่รับใช้ระบอบทักษิณ ฉะนั้นแนวทางที่เราเสนอไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบดำเนินคดีกับการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยไม่มีอายุความ หรือจัดการกับระบบตำรวจ อำนาจเหล่านี้ต้องกลับมาดูให้อยู่ภายใต้การดูแลของประชาชนมากขึ้นหรือระบบการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด การกระจายอำนาจต้องให้ประชาชนรับผิดชอบดูแลอนาคตตัวเองมากขึ้น ทำอำนาจรัฐให้เล็กลง ประชาสังคมมีส่วนร่วมในการดูแลสังคมให้มากขึ้น"
อีกคนหนึ่ง ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นประดุจเงาของกำนัน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. เห็นเช่นกันว่า การชุมนุม 204 วันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในประเทศในลักษณะเป็นรูปธรรม นำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาต่อสู้ นอกจากนี้ถือเป็นการแสดงพลังของคนไทย ที่ได้เสียสละร่วมกันครั้งประวัติศาสตร์โดยใช้พลังบริสุทธิ์ไม่ใช้อาวุธ ขณะนี้กระบวนการปฏิรูปเริ่มแล้ว เราจะติดตามต่อไป เพราะ กปปส.ได้เสียสละและต่อสู้กันมา จึงอยากเห็นผลงานเป็นรูปธรรม
"สิ่งที่เราเรียกร้องคือการปฏิวัติของประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการรัฐประหาร ซึ่งทั้งสองอย่างแตกต่างกัน หลายคนคิดคลุมเครือว่าทหารกับ กปปส. เป็นพวกเดียวกัน แต่เราเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชน สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ทำ ผมเห็นถึงความตั้งใจเรื่องการปฏิรูปประเทศที่แท้จริง แต่กระบวนการเพิ่งเริ่ม เราก็ขอฝากความหวังว่าที่สุดผลออกมาจะเป็นรูปธรรม เป็นหน้าที่ที่คนไทยจะช่วยกัน เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่ทุกคนจะร่วมกันปฏิรูป"
31 ตุลาคม 2557 ครบรอบวันเริ่มต้นของการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 204 วัน หากแต่ในวันนี้ พวกเขายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ภารกิจของมวลมหาประชาชนยังไม่จบ



